วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สรุปคัมภีร์เวชศึกษา

คัมภีร์เวชศึกษา กล่าวถึงสาเหตุการเกิดโรค และ วิธีการตรวจโรคต่างๆ

กิจ๔ ของหมอ
รู้จักที่ตั้งแรกเกิดของโรค (สมุฏฐาน)  
รู้จักชื่อโรค                    
รู้จักยารักษาโรค
รู้จักว่ายาอย่างใดรักษาโรค
  ธาตุสมุฏฐาน   
  อุตุสมุฏฐาน       
  อายุสมุฏฐาน   
  กาลสมุฏฐาน  
  ประเทศ           
  พฤติกรรม  
ตามธาตุพิการ
ตามที่สมมุติในคัมภีร์
ตามภูมิประเทศ
สมุฏฐานเบญจอินทรีย์
จักขุโรโค -  ตา  
โสตโรโค-  หู     
 ฆานโรค - จมูก   
 ชิวหาโรโค  -ปาก
 กายโรโค    - ร่างกาย
 (พหิทธโรโค - ภายนอก
 อันตโรโค   - ภายใน)
(รู้หลักเภสัช ๔ ประการ)
เภสัชวัตถุ
สรรพคุณเภสัช  
คณาเภสัช
เภสัชกรรม
รู้วิธีซักประวัติและวิเคราะห์โรค
 ประวัติบุคคล
 ประวัติโรค
 การตรวจร่างกาย
 การตรวจอาการ
 วิเคราะห์ข้อมูล 

ที่ตั้งแรกเกิดของโรค
ธาตุสมุฏฐาน(กองสมุฏฐาน)

 ปถวีธาตุ ( ๒๐ประการ)

 อาโปธาตุ  (๑๒  ประการ)

วาโยธาตุ  (๖ ประการ)

เตโชธาตุ  (๔  ประการ




ปิตตะสมุฏฐานาอาพาธา  อาพาธด้วย  ดี

วาตะสมุฏฐานาอาพาธา  อาพาธด้วย  ลม

เสมหะสมุฏฐานาอาพาธา  อาพาธด้วย  เสลด

สมุฏฐานทั้ง  ๓  ประชุมกัน   เรียก   สันนิปาติกา  อาพาธา  (อาพาธด้วยโทษประชุมกัน)
ธาตุทั้ง  ๓  กอง มักจะพิการมิได้ขาดหากฤดูผันแปรวิปริต
ปิตตะสมุฏฐาน (๗วัน)
วาตะสมุฏฐาน(๑๐ วัน)
เสมหะสมุฏฐาน(๑๒ วัน)
๑. พัทธปิตตะ(ดีในฝัก) หัวใจขุ่นมัว เพ้อคลั่ง  วิกลจริต 
๒.อพัทธปิตตะ(ดีนอกฝัก) ปวดหัวตัวร้อน สะท้านร้อน
๑.   สุขุมวาตะ(ลมกองละเอียด)   จับดวงใจ อ่อนหวิว  สวิงสวาย  เวียนหัว หน้ามืด 
๒. โอฬาริกวาตะ(ลมกองหยาบ) จุกเสียด  แน่นเฟ้อ   ปวดท้อง ท้องเป็นเถาดาน  
๑. ศอเสมหะ(เสลดที่คอ)เป็นหืดไอ  เจ็บคอ  คอแห้ง
๒. อุระเสมหะ(เสลดที่ทรวงอก)ผอมเหลืองเป็นดานเถา  แสบในอก
สะท้านหนาว จับไข้  แสบในอก อกแห้ง
๓. คูถเสมหะ(เสลดที่ลำไส้ส่วนล่าง) ให้ตกอุจจาระ  เป็นบิด  มูกเลือด

อุตุสมุฏฐาน
ฤดู  ๓
๑. คิมหันตฤดู สันตัปปัคคี
๒.วสันต ฤดู  กุจฉิสยาวาตา
๓.เหมันตฤดู  เสมหะและโลหิต
               ฤดู  ๔ 
ฤดู ๑   สมุฏฐาน เตโช
ฤดู  ๒  สมุฏฐาน วาโย
ฤดู  ๓   สมุฏฐาน อาโป
ฤดู  ๔  สมุฏฐาน  ปถวี
                     ฤดู  ๖
ฤดู  ๑  ด้วยดี กำเดา  เตโช
ฤดู  ๒  เพื่อเตโช วาโย ระคน
ฤดู  ๓  เพื่อวาโยและเสมหะ
ฤดู ๔  เพื่อ ลม เสมหะและมูตร
ฤดู ๕ เพื่อ เสมหะ กำเดา โลหิต
ฤดู  ๖  เพื่อลม  กำเดา โลหิต เสมหะ  
 
อายุสมุฏฐาน
ปฐมวัย 
(แรกเกิด-๑๖ ปี) แบ่งเป็น๒ช่วง 
แรกเกิด – ๘ ปี  เสมหะเจ้าเรือน 
โลหิตแทรก 
๘-  ๑๖  ปี  โลหิตเจ้าเรือน 
เสมหะยังเจือ 
มัชฌิมวัย
(๑๖–๓๒ ปี)  
สมุฏฐานอาโป
โลหิต ๒  วาโย ๑
ปัจฉิมวัย
 (๓๒ ปี ถึงอายุขัย) แบ่งเป็น๒ช่วง
๓๒–๖๔  สมุฏฐานวาโย
๖๔ ขึ้นไป วาโยเจ้าเรือนอาโปแทรก
 เสมหะและเหงื่อ


กาลสมุฏฐาน (กาล ๔)
กลางวัน                                                            กลางคืน
ยาม๑ (๐๖.๐๐–๐๙.๐๐ น.)     อาโป พิกัดเสมหะ     (๑๘.๐๐–๒๑.๐๐ น.)
ยาม ๒( ๐๙.๐๐–๑๒.๐๐  น.)  อาโปพิกัดโลหิต     (๒๑.๐๐–๒๔.๐๐ น. )
ยาม  ๓ (๑๒.๐๐–๑๕.๐๐   น.)   อาโปพิกัด ดี         (๒๔.๐๐–๐๓.๐๐  น.)
ยาม  ๔ (๑๕.๐๐–๑๘.๐๐ น.)      วาโย                     (๐๓.๐๐–๐๖.๐๐ น.)
ประเทศสมุฏฐาน
พฤติกรรมก่อโรค ๘ ประการ
พื้นที่  สูง ภูเขา          ประเทศ  ร้อน  สมุฏฐาน  เตโช
พื้นที่  น้ำกรวดทราย  ประเทศ อุ่น สมุฏฐาน อาโป ดี โลหิต
พื้นที่ น้ำฝนเปือกตม  ประเทศ เย็น  สมุฏฐาน  วาโย
พื้นที่ น้ำเค็มเปือกตม  ประเทศ หนาว  สมุฏฐาน  ปถวี
อาหาร  อิริยาบถ  อากาศ  อดนอน อดกลั้นอุจจาระปัสสาวะ ออกกำลัง  เศร้าโศก โทสะ

 รู้จักยารักษาโรค (ดูในหลักเภสัช ๔)
รู้จักว่ายาอย่างใดรักษาโรคใด
การซักประวัติและตรวจคนไข้ และ การวินิจฉัย
ประวัติบุคคล 
ประวัติโรค
การตรวจร่างกาย             
การตรวจอาการ
โรคหรือชื่ออะไร
ชื่ออะไร(เวชระเบียน)
ที่อยู่(ประเทศ)
ชนชาติอะไร
(พฤติกรรม)  
ที่เกิด (ประเทศ)
อายุ                                  
ทำมาหากิน(พฤติกรรม) 
ครอบครัว (พฤติกรรม)
ความประพฤติ(พฤติกรรม)
ล้มเจ็บเมื่อไร  
มีเหตุอย่างไร
แรกเจ็บอาการอย่างไร อาการลำดับมาอย่างไรลำดับการรักษามาอย่างไรอาการผันแปรอย่างไร
วันหนึ่งๆอาการอย่างไรอาการปัจจุบันอย่างไร  
โรคที่เคยเป็นมาก่อน        
๑รูปร่าง  
๒.กำลัง
๓.สติอารมณ์
๔.ทุกขเวทนา
๕.ชีพจร        
๖.การหายใจ     
๗.หัวใจ,ปอด,ลิ้น
,ตา,ผิวพรรณ
วัดปรอท, เหงื่อ
อุจจาระ, ปัสสาวะ  
 อาหาร, เสียง 
การหลับนอน

อะไรเป็นเหตุ
แก้ไขอย่างไร
ใช้ยารสอะไร
พิเคราะห์เพิ่มเติม
ตรวจผล  สมุฏฐาน,พิกัดอะไร,ประเทศอะไร,
อายุอะไร  กาลอะไร  เจ็บมานานเท่าใด
ค้นต้นเหตุ สมุฏฐาน หรือพฤติกรรม
หาทางแก้ไข ใช้ยารสอะไร,จะอบหรือประคบ
แนะนำการปฏิบัติตัวอย่างไร
**โบราณว่า ระยะเวลากระทำโทษของธาตุทั้ง 4 ตายตัว เช่น ธาตุไฟกระทำโทษใช้เวลา 7 วันต่อเนื่อง หากไม่รักษาธาตุที่จะผิดปกติ
ตามมาคือ ธาตุน้ำ กระทำ 12 วันแล้วต่อด้วยธาตุลม 10 วัน รวม 29 วัน พอย่างเข้าวันที่ 30 ครบสามธาตุกระทำโทษพร้อมกันเรียก สันนิบาต และหากกระทบหรือตกถึงธาตุดิน คือ โครงสร้างสำคัญถูกทำลาย ครบ 4 ธาตุเรียก มหาสันนิบาต(สันนิบาตกองใหญ่)

กำลังไข้ ปฐมวัย      เอกโทษ ทุวันโทษ ตรีโทษตามกำลังวัน                     
ปิตตะ 3
เสมหะ 3
วาตะ 3
สันนิบาต
30 วัน
3สมุฏฐานประชุมพร้อมกัน
มหาสันนิบาต
ตกถึงธาตุดิน
เสมหะ 2

ปิตตะ 2
ปิตตะ 1
1   2   3   4   5    6   7   8   9  10  11  12  13   14   15   16   17   18    19    20  21  22   23   24  25   26  27  28  29
(จำนวนวันที่เจ็บป่วยในรอบ 1 เดือน ตามกำลังวันของแต่ละสมุฏฐาน)
เสมหะ 3
ปิตตะ 3
วาตะ 3
ปิตตะ 2

เสมหะ 2
เสมหะะ 1
ปิตตะ 3
เสมหะ 3
ร้อนมีเสลด
เสมหะ6
ปิตตะ2
ปิตตะ 5  ร้อนเพิ่มขึ้น
เสมหะ 5   เสลดเพิ่ม

วาตะ 6 ไอ หอบหายใจขัด
เสมหะ 3 มีเสลดอยู่
ปิตตะ3    ตัวร้อนอยู่



ลำดับความเป็นไปของโรคมีระยะเวลากำหนดอย่างชัดเจน ตามแต่ละช่วงอายุและได้มีการกล่าวถึงลำดับความเป็นไปของสมุฏฐานด้วยว่าสมุฏฐานใดเกิดก่อนและเกิดตามมาทีหลัง ดังนี้
            อายุสมุฏฐานของการเกิดโรคในปฐมวัย   เริ่มต้นด้วยเสมหะสมุฏฐาน ๑๒ วันเป็นเอกโทษ ตามด้วยปิตตะสมุฏฐาน ๗ วันเป็นทุวันโทษแล้วเข้าสู่วาตะสมุฏฐาน ๑๐ วันเป็นตรีโทษ มีโรคแทรกและโรคตาม(วิเศษสมุฏฐาน)*
--------------------------------------------------------------
อ่านเพิ่มเติมที่ (เรื่อง กิจ ๔ ของหมอ)   http://www.samunpri.com/modules.php?name=Wej&file=panbora

หมายเหตุ ในการอ่านสรุป ควรอ่านเนื้อหาในหนังสือทั้งหมดก่อนอย่างน้อย ๑ รอบ แล้วมาอ่านสรุปจะทำให้เข้าใจ ภาพรวมทั้งหมดยิ่งขึ้น
ตัวอย่างข้อสอบคัมภีร์เวชศึกษา

1.น้ำหนึ่งอายุ 25 ปี มีอาการเป็นไข้ ตัวร้อน กระสับกระส่าย จัดเป็นอายุสมุฏฐานช่วงใด

ก. มัชฉิมวัย ป่วยด้วยเสมหะเป็นต้นวาตะเป็นที่สุด               ข.  มัชฉิมวัย ปิตตะเป็นเจ้าเรือน มีกำลัง 12

ค.  มัชฉิมวัย ป่วยด้วยปิตตะเป็นต้น เสมหะเป็นที่สุด            ง.  มัชฉิมวัย ปิตตะเป็นต้น วาตะะเป็นที่สุดกำลัง12

2. กาลสมุฏฐานวาโยพิกัดพิกัดวาตะกระทำอยู่ในช่วงเวลาใด

ก.   06.00-10.00 น.  18.00-22.00 น.                       ข.   10.00-14.00 น.  22.00-02.00 น.

ค.   11.00-14.00 น . 23.00-02.00 น.                       ง.  14.00-18.00 น.  02.00-06.00 น.

3.สมุฏฐานอาโปธาตุพิกัด เป็นที่ตั้งแห่งทวาทศอาโป ประกอบด้วย

ก.  โลหิตตัง-เขโฬ-ศอเสมหะ                                ข. ศอเสมหะ-อุระเสมหะ-เขโฬ

ค.  ศอเสมหะ-อุระเสมหะ-คูถเสมหะ                    ง. อุระเสมหะ-คูถเสมหะ-โลหิตตัง

4.กำลังไข้หรือองศาไข้ประกอบด้วยอะไรบ้าง

ก.  ปิตตะ 7-เสมหะ-10-วาตะ 12                                             ข. ปิตตะ 12-เสมหะ 10-วาตะ 7
ค.  ปิตตะ 10-เสมหะ 12-วาตะ 7                                             ง. ปิตตะ 7-เสมหะ 12-วาตะ 10
5.มิจฉาญาณแพทย์หมายถึงอะไร
ก. แพทย์แผนไทย                                                                 ข. แพทย์ชนบท
ค. แพทย์ที่รู้แจ้ง                                                                      ง. แพทย์ที่มิรู้แจ้ง
6. ข้อใดกล่าวถูก ในฤดู ๓ เหมันตฤดูมีสมุฏฐานใดเป็นเหตุ
ก. ปิตตะสมุฏฐาน                                                                  ข.  วาตะสมุฏฐาน
ค. เสมหะสมุฏฐาน                                                                ง. เสมหะเจือปิตตะสมุฏฐาน
7. ธาตุ 42 อย่าง  หัวหน้าจะพิการบ่อย ย่อธาตุ 42 อย่าง เป็นสมุฎฐานธาตุ 3 กองกองไหนผิด
 ก. วาตะสมุฎฐานอาพาธา   อาพาธด้วยลม                     ข. ปิตตะสมุฎฐานอาพาธา   อาพาธด้วยดี
ค. โลหิตังสมุฎฐานอาพาธา อาพาธด้วยโลหิต               ง. เสมหะสมุฎฐานอาพาธ  อาพาธด้วยเสลด
8. ในช่วงแรม 1 ค่ำเดือน 12 ถึงขึ้น 5 ค่ำเดือน 1 จัดอยู่ในฤดูสมุฏฐานใด ในฤดู 6 และมีพิกัดธาตุสมุฏฐานใดเป็นเจ้าเรือน
ก.   สะระทะสมุฏฐาน  หทัยวาตะเป็นเจ้าเรือน                     ข.   สะระทะสมุฏฐาน  สัตถวาตะเป็นเจ้าเรือน
ค.   เหมันตะสมุฏฐาน  ศอเสมหะเป็นเจ้าเรือน                    ง.   เหมันตะสมุฏฐาน  คูถเสมหะเป็นเจ้าเรือน
9. สะระทะฤดู  เป็นพิกัดวาตะสมุฎฐาน  มีอะไรระคนให้เป็นเหตุ
ก.ปิตตะสมุฎฐาน                                    ข.ธาตุทั้ง 4 ขาดไป
ค.เสมหะสมุฎฐาน                                 ง.ถูกราชอาญาให้ประหารชีวิต
10.  ในฤดู 6 คิมหันตฤดู แบ่งออกดังนี้ ข้อใดที่ไม่ใช่
                  ก.   พัทธปิตตะ                          ข.   อพัทธปิตตะ
                  ค.   กำเดา                                   ง.   หทัยวาตะ
11. พัทธะปิตตะ หมายถึงข้อไหน
                   ก.   ดีนอกฝัก                             ข.   กำเดา
                   ค.   ดีในฝัก                                ง.   ถุงน้ำดี
12.     วาโยธาตุสมุฎฐานพิการ พระอาทิตย์สถิตในราศรีใด
                   ก.   มังกร                                   ข.   กุมภ์
                   ค.   มีน                                       ง.   กรกฎ
13. จากกองพิกัดสมุฏฐานมหาภูตรูป 4 สมุฏฐานกองใดได้นามว่า “มหาสันนิบาต หรือ สันนิบาตกองใหญ่”
ก. กองสมุฏฐานเตโช                                              ข  กองสมุฏฐานวาโย
ค.กองสมุฏฐานปถวี                                                ง.กองสมุฏฐานอากาศ
14.  พระคัมภีร์เวชศึกษากล่าวถึงการรู้จักที่ตั้งแรกเกิดของโรค  ข้อใดกล่าวถูกต้อง
1.  เสมหะมีกำลัง  12 วัน                        2.  ศอเสมหะ  อุระเสมหะ   คูถเสมหะ คือพิกัดในกองอาโปธาตุ
3.  เวลา 11.00 น. อาการกำเริบเพราะโลหิตพิการ   4.  ถูกทุกข้อ
15.  ระยะเวลาตั้งแต่ แรม 1 ค่ำ เดือน 8  ถึงขึ้น  15 ค่ำ  เดือน 12  ในพระคัมภีร์เวชศึกษากล่าวไว้อย่างไร
                1.  สมุฏฐาน  ฤดู  3                                 2.  ฤดูแห่งสุมนาวาตะ  ระคนไปในสมุฏฐาน ทั้งปวง
3.  หทัยวาตะ  กำหนด   40 วัน   สัตถกวาตะ  กำหนด   40 วัน     สุมนาวาตะกำหนด   40 วัน      4. ถูกทุกข้อ
16.  คนไข้อายุ  30 ปี  มาพบแพทย์ด้วยอาการ  มีไข้  ตัวร้อนจัด  หนาวสั่นสะท้าน ปวดศีรษะ   บางครั้งเพ้อ
     บ่น  ว่าโน่น  ว่านี่  ไม่รู้สึกตัว  แพทย์วินิจฉัยว่า อาโปธาตุพิการ  ข้อใดถูกต้อง

1.  เสมหัง                                2.  อัสสุ                       3.  ปิตตัง                              4.  โลหิตตัง

คัมภีร์แพทย์แผนไทย



 คัมภีร์แพทย์แผนไทยที่ต้องใช้สอบเพื่อขอรับใบประกอบโรคศิลปะ



คัมภีร์ที่เกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดโรคโดยทั่วไป
1. คัมภีร์สมุฎฐานวินิจฉัย ซึ่งกล่าวถึงถึงสาเหตุการเกิดโรค โดยอาศัยทฤษฎีธาตุในการวินิจฉัยและพยากรณ์โรค
2. คัมภีร์เวชศึกษา กล่าวถึงสาเหตุการเกิดโรค และ วิธีการตรวจโรคต่างๆ
3. คัมภีร์โรคนิทาน กล่าวถึงสาเหตุของโรค และ ความผิดปกติของธาตุต่างๆ และรสยาต่างๆ
4. คัมภีร์ธาตุวิภังค์ เช่นเดียวกับคัมภีร์โรคนิทาน แต่มีรายละเอียดแตกต่างกัน และรสยาต่างๆ
5. คัมภีร์ธาตุวิวรณ์ กล่าวถึงสาเหตุการเกิดโรค โดยอาศัยปัจจัยแวดล้อม และปัจจัยภายใน รวมถึงรสยาต่างๆ
คัมภีร์ที่กล่าวถึงไข้
6. คัมภีร์ฉันศาสตร์ กล่าวถึงไข้ โดยใช้ทฤษฎีธาตุ
7. คัมภีร์ตักศิลา กล่าวถึงไข้ต่างๆ
8. คัมภีร์สิทธิสารสงเคราะห์
คัมภีร์ที่เกี่ยวกับโรคในช่องปากและทางเดินอาหาร
9. คัมภีร์มุขโรค กล่าวถึงโรคในช่องปาก
10. คัมภีร์ธาตุบรรจบ กล่าวถึงโรคในระบบทางเดินอาหาร โดยพิจารณาจากอุจจาระ และใช้ทฤษฎีธาตุ
11. คัมภีร์อุทรโรค กล่าวถึงโรคในช่องท้อง ทางเดินอาหาร (ท้องมาน)
คัมภีร์ที่เกี่ยวกับโรคของมารดาและเด็ก และโรคสตรี
12. คัมภีร์ปฐมจินดา กล่าวถึง การปฏิสนธิและการตั้งครรภ์ ลักษณะสตรีต่างๆ โรคในเด็กแรกเกิด
13. คัมภีร์มหาโชติรัตน์ กล่าวถึงโรคสตรี
คัมภีร์ที่กล่าวถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และทางเดินปัสสาวะ
14. คัมภีร์มุจฉาปักขันทิกา
คัมภีร์ที่เกี่ยวกับโรคลม
15. คัมภีร์ชวดาร กล่าวเกี่ยวกับโรคทางเดินปัสสาวะ หัวใจ และไต ซึ่งอธิบายโดยทฤษฎีลม
16. คัมภีร์มัญชุสาระวิเชียร อธิบายที่ตั้งและการเรียกชื่อโรคของ โรคลม
คัมภีร์ที่เกี่ยวกับความเจ็บป่วยเรื้อรัง และความสึกหรอของร่างกาย
17. คัมภีร์กษัย
คัมภีร์ที่เกี่ยวกับโรคที่เกิดขึ้นที่เยื่อบุผิว และฝีทั้งภายนอกและภายใน
18. คัมภีร์อติสาร เกี่ยวกับฝีภายใน
19. คัมภีร์ทิพยมาลา เกี่ยวกับฝีภายในร่างกายและผิวหนัง
20. คัมภีร์ไพจิตร์มหาวงศ์ กล่าวเกี่ยวกับฝีทั้งภายนอกและภายใน
21. คัมภีร์วิถีกุฏโรค กล่าวถึงโรคที่เกิดกับผิวหนังและกระดูก
คัมภีร์ที่เกี่ยวกับโรคตา
22. คัมภีร์อภัยสันตา
อื่นๆ
23. คัมภีร์วรโยคสาร

วันพุธที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

พยาธิในตัวเรา (ต่อ)



พยาธิในตัวเรา (๒)
พยาธิใส้เดือน
โรคเท้าช้าง
ผู้ป่วยโรคพยาธิใบไม้ตับ
บวมรอบดวงตาจาก
พยาธิตัวจี๊ด
  ตาน โบราณเรียก"ตานซาง"
เกิดกับเด็กอายุ ๖ ขวบขึ้นไปถึง ๑๒-๑๓ ขวบ(ซึ่งยังมีซางจรแทรกอยู่) มีชื่อเรียก ๒ ชนิดคือ ตานโจร(ตานขโมย) กับตานจร






ตานโจร(ตานขโมย)เกิดเพื่อพยาธิ  11  จำพวก
ลักษณะตานโจร  ไส้พองท้องใหญ่ แลท้องรุ้งพุงมาร ให้บวมในที่แห่งใด ๆ ก็ดี ให้บวมทั้งตัวก็ดี เกิดเพื่อพยาธิ  11  จำพวก บังเกิดแต่กุมารกุมารี
   
1. ปุระธาตุบท
7. คงสะท้านไฟ
2. สุจิมุกขกาลหิระ
8. พรมกิจ
3. ปัตชิวหา (ปัตฉันตะธาตุ)
9. อมุลธาตุ
4. สันตาธาตุ
10. มุสกายธาตุ
5. อุทราธาตุ
11. รัตนปัลลธาตุ
6. พลพะหะ

                             
ตานโจรหรือตานขโมย  
เกิดจากกินของที่ไม่ควรกิน หรือเกิดจากตัวกิมิชาต ๘๐ ชนิด หรือพยาธิ ๑๑ จำพวกเกาะกินในที่ต่างๆ มีอาการให้ท้องเดินอุจจาระเหม็นคาวจัด กระปริบกระปรอย ชอบของแสลงของสดคาว กินปลามากกว่าข้าว ต่อไปถ่ายเป็นมูกเลือดหรือเลือดสดๆ ให้เด็กซูบซีด ผอมแห้งอ่อนเพลีย กำลังน้อย จนพุงโรก้นปอด ศีรษะโต หนังหุ้มกระดูก ขี้อ้อน หลับๆตื่นๆ นอนสะดุ้งตกใจง่าย

ตานจร  
ชื่อกะระ 
ลงท้องอุจจาระขาวเหมือนดินสอพอง เห่อขึ้นทั้งตัวคล้ายยอดผด ตาฟางเป็นเกล็ดกระดี่ ชอบกินเกลือ,กะปิ เกิดจากพยาธิที่เกิดขึ้นเองแต่แพร่กระจายไปทั่วตัว ให้ไส้พองท้องใหญ่อึดอัด อาเจียน จุกเสียด ปวดท้องมาก กระสับกระส่ายหน้าซีดหาเลือดไม่ได้ 
ชื่อพรหมกิจ  
เกิดในรูสะดือ อาการเหมือนฝีอัคคนีสันต์ ลงเป็นโลหิตสดเสมหะเน่า เพราะเข้าไปที่ ตับ หัวใจ ลำไส้ ให้กลุ้มใจ ขาดสติ ร้อนๆหนาวๆ หากอาการหนักจะมีโลหิตออกทุกเส้นขน รักษาไม่หายจะเป็นต้อก้นหอย ที่ตาทั้งสองข้าง   
ชื่อสันตุกมิด 
เกิดเพราะไข้พิฆาต เมื่อเด็กรู้เดินรู้วิ่ง แล้วเกิดล้มกระแทก หน้า,จมูก,หน้าอกเกิดฟกช้ำ เป็นไข้ต้องพิฆาต เจ็บ ตัวร้อน มือเท้าเย็น เป็นเม็ดยอดขึ้นทั้งตัวคล้ายออกหัด พอยุบก็ลงท้องถ่ายบ่อยเป็นมูกเลือด ปวดมวนท้อง กระหายน้ำ มึนมัว ไอ กินข้าวกินนมไม่ได้ 
ชื่อสาระพะกะระ
โรคนี้รักษาไม่หาย เมื่อเป็นให้ขนลุกทั่วตัว เป็นเม็ดยอดขึ้นในจมูก ในหู เมื่อ เม็ดแตกให้น้ำเหลืองไหลเหม็นเน่า ไหลจากรูจมูกเข้าในท้อง ลงท้องข้นขาว ไม่กินอาหาร เมื่อตายมีโลหิตออกทวารหนัก,เบา ออกจมูกและรูหู
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


อันตรายที่เกิดจากโรคพยาธิ
พยาธิทำอันตรายต่อสุขภาพ แย่งอาหาร ทำให้ร่างกายทรุดโทรม มีอาการแพ้ต่อสารที่ขับออกมาจากตัวพยาธิ ทำลายสุขภาพจิต เป็นอัมพาต และอาจถึงแก่ชีวิตได้ สิ้นเปลืองเงินค่ารักษา อาการของโรคพยาธิ ขึ้นอยู่กับชนิด ขนาด จำนวนและตำแหน่งที่พยาธิอาศัยอยู่ รวมไปถึงระยะเวลาในการเป็นโรคว่านานเท่าไร เช่น คนที่เป็นโรคพยาธิใบไม้ตับที่มีพยาธิจำนวนน้อยผู้ป่วยจะไม่ค่อยมีอาการ แต่ถ้ามีพยาธิจำนวนมากผู้ป่วยจะมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เบื่ออาหาร เจ็บบริเวณตับ ผอมซีด หากไม่ได้รับการรักษาจะมีอาการรุนแรงขึ้น โดยมีอาการตัวเหลือง ตับแข็ง ท้องมาน และอาจเป็นมะเร็งตับได้ในที่สุด

รู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นโรคพยาธิ
พยาธิแต่ละชนิดจะก่อโรคได้แตกต่างกันตามชนิดของพยาธินั้น ๆ วิธีสังเกตและวิเคราะห์อย่างง่าย ๆ ว่าเราเป็นโรคพยาธิหรือไม่ สังเกตได้จาก อาจมีการปวดท้องและคลื่นไส้อาเจียนเป็นครั้งคราว อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เหนื่อยง่าย เลือดจาง และขาดสารอาหาร
ส่วนคนที่ได้รับพยาธิใบไม้อาจมีอาการอื่นนอกเหนือจากอาการข้างต้น เช่น ตับโตผิดปกติ ตัวเหลืองอันเนื่องมาจากท่อน้ำดีอุดตัน เป็นต้น
นอกจากนี้ พยาธิบางชนิดยังมีอาการที่เป็นลักษณะเฉพาะ เช่น พยาธิเส้นด้าย มักจะมาออกไข่รอบ ๆ ทวารหนักในเวลากลางคืน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการคันก้น เป็นต้น


โรคพยาธิป้องกันได้
โรคพยาธิเป็นโรคที่เกิดจากการได้รับเชื้อนอกร่างกาย ทุกคนสามารถป้องกันไม่ให้เป็นตัวพยาธิได้ หากเลือกรับประทานอาหารที่สุก สะอาด ดื่มน้ำสะอาด ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร เก็บอาหารให้ปลอดจากแมลงและสัตว์พาหะนำโรค ถ่ายอุจจาระลงส้วมที่ถูกสุขลักษณะ ป้องกันตนเองจากการกัดของแมลงพาหะ รักษาความสะอาดในบ้านและรอบบ้านให้สะอาดอยู่เสมอ เพียงเท่านี้เราก็สามารถป้องกันและหลีกเลี่ยงจากโรคพยาธิได้
 ยารักษา