วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การดูแลสุขภาพในฤดูหนาว


การรักษาสุขภาพในเหมันตฤดู (ฤดูหนาว)
เหมันตฤดู หรือฤดูหนาว นับเริ่มตั้งแต่วันแรม ๑ ค่ำเดือน ๑๒ ถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๔ รวมเวลา ๔ เดือน ในช่วงนี้มีการเปลี่ยนแปลงของอากาศอย่างรวดเร็ว ความชุ่มชื่นในฤดูฝนที่เกิดจากลมใต้เปลี่ยนไป เมื่อลมเหนือพัดพาเอาความหนาวเย็นและความแห้งแล้งเข้ามาแทนที่ การเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ ทำให้ร่างกายปรับตัวไม่ทัน ถ้าร่างกายไม่แข็งแรงอาจเกิดการเจ็บป่วยได้ ส่วนใหญ่มักทำให้สมุฏฐานอาโป (ธาตุน้ำ) พิกัดเสมหะ กำเริบหย่อนหรือพิการได้
ในหน้าหนาวเป็นเหตุทำให้เสมหะทั้ง ๓ ประการ คือ ศอเสมหะ อุระเสมหะ และคูถเสมหะ  เป็นไปได้ทั้งกำเริบ หย่อน และพิการ

ศอเสมหะ หมายถึง เสมหะหรือเสลดที่อยู่บริเวณลำคอ โรคที่เกิดมักเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจส่วนบน เมือกในจมูก ลำคอ หลอดลมตอนต้น เช่น มีเสมหะ ไซนัส ไข้หวัด เป็นต้น

๑. ศอเสมหะกำเริบ หมายถึง มีเสมหะมากขึ้น เช่น เกิดการอักเสบในคอ  อาจเกิดจากละอองเกสรดอกไม้ หรือขนของต้นไม้ที่ทำให้เกิดการระคายเคือง หรือมีพิษ หรือเกิดจากการปรับตัวของร่างกายไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ หรือได้รับเชื้อโรคที่ปลิวมากับลม หรือที่มากับสัตว์ที่ย้ายถิ่น เช่น ไข้หวัดต่างๆ ไข้กำเดา ที่มากับนกเป็ดน้ำ นกนางนวลหรือนกย้ายถิ่นตามฤดูกาล เป็นต้น
๒. ศอเสมหะหย่อน หมายถึง เสมหะที่หล่อเลี้ยงในคอ ในโพรงจมูกแห้ง จากการสัมผัสอากาศที่แห้ง ทำให้น้ำเมือกในทางเดินหายใจที่คอยป้องกันหรือดักจับเชื้อโรคที่จะเข้าสู่ร่างกายแห้งลง อาจเกิดโรคได้ง่าย
๓. ศอเสมหะพิการ หมายถึง เสมหะในคอมากเกินไปหรือน้อยเกินไป จนไม่สามารถทำหน้าที่ในการหล่อลื่น ป้องกัน หรือดักจับเชื้อโรคที่จะเข้าสู่ร่างกายได้ อาจทำให้เกิดโรคในทางเดินหายใจที่รุนแรงได้
อุระเสมหะ หมายถึง เสมหะหรือเสลดที่อยู่บริเวณทรวงอก และช่องท้องส่วนบน ได้แก่ เสมหะ น้ำย่อยในกระเพาะอาหาร โรคที่เกิดมักเกี่ยวกับทรวงอกและปอด เช่น หอบหืด หลอดลมอักเสบ ปอดบวม โรคกระเพาะ เป็นต้น
 อุระเสมหะ ก็อาจกำเริบหย่อนหรือพิการได้เช่นเดียวกันกับศอเสมหะ อาการของโรคมักต่อเนื่องกัน
คูถเสมหะ หมายถึง ของเหลวที่อยู่ในช่องท้องส่วนล่างหรือ ระบบขับถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ โรคที่เกิดมักเกี่ยวข้องกับ ระบบทางเดินอาหารส่วนปลาย เมือกมูกในลำไส้ น้ำในกระเพาะปัสสาวะ เช่น ท้องเสีย บิดมูกเลือด ริดสีดวงทวาร กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ปัสสาวะผิดปกติ เป็นต้น
๑. คูถเสมหะกำเริบ หมายถึง เสมหะที่หล่อลื่นในระบบทางเดินอาหารมากเกินไป หรือทำหน้าที่เกินกว่าที่ควร หรือเกิดการติดเชื้อในทางเดินอาหาร ท้องเสีย ท้องเดิน ลงท้อง เป็นต้น อาจเกิดจากการรับประทานอาหารผิดเวลา เนื่องจากหน้าหนาวเวลากลางวันและกลางคืนเปลี่ยนแปลงมาก อาจเกิดจากอาหารที่แปลก หรือรับประทานมากเกินไป เนื่องจากในหน้าหนาวมักมีพืชผลออกมามาก
๒. คูถเสมหะหย่อน หมายถึง เสมหะที่หล่อลื่นในระบบทางเดินอาหารน้อยลง หรือการทำหน้าที่น้อยกว่าปกติ ทำให้ท้องผูก หรือทำให้ความเป็นกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้น หรือทำให้น้ำย่อยกัดกระเพาะอาหาร เป็นแผลในกระเพาะอาหาร ปวดท้อง ท้องเสีย เป็นต้น (เสมหะหรือน้ำเมือกในกระเพาะอาหารทำหน้าที่เปลี่ยนสภาวะความเป็นกรดของน้ำย่อยให้เป็นกลาง และกั้นไม่ให้น้ำย่อยซึ่งมีความเป็นกรดสูง สัมผัสกับกระเพาะอาหาร เสมหะหรือน้ำเมือกในลำไส้ทำหน้าที่หล่อลื่นให้การขับถ่ายสะดวกขึ้น) อาจเกิดจาก การรับประทานอาหารผิดเวลา การปรับตัวของร่างกายและจิตใจไม่ดี เกิดภาวะความเครียด เกิดภาวะหดเกร็งของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และหลอดเลือด เมื่อกระทบความหนาวเย็น ทำให้การไหลเวียนของเลือดและสารน้ำในร่างกายแปรปรวนไป
๓. คูถเสมหะพิการ หมายถึง เสมหะที่หล่อลื่นในระบบทางเดินอาหารมากหรือน้อยเกินไป จนทำให้เสียหน้าที่ไป อาการของโรคก็มีความรุนแรงมากขึ้น
นอกจากเสมหะแล้ว ธาตุน้ำอื่นๆ ในร่างกายก็อาจกำเริบ หย่อน หรือพิการได้เช่นกัน เช่น ไขข้อ มันเหลว มันข้น เลือด โดยเฉพาะส่วนที่อยู่ใกล้ผิวหนังจะกระทบมากที่สุด จากการกระทบอาการที่หนาวเย็น เป็นต้น
ดังนั้น การป้องกันรักษาสุขภาพในหน้าหนาว จึงควรหลีกเลี่ยงสาเหตุต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดโรคได้ เช่น 
๑. หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค ๘ และ ๖ ประการ ควรเลี่ยงการสัมผัสความหนาวเย็นเป็นเวลานาน

๒. ควรดูแลร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ สวมเสื้อผ้าให้เหมาะสม นอนในห้องที่ให้ความอบอุ่น ไม่ควรผึ่งลม
๓. ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่แสลงกับเสมหะ เช่น อาหารรสเย็น รสหวาน รสมัน และรสเค็ม เป็นต้น ซึ่งอาจทำให้เสมหะกำเริบได้
๔. ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีร่างกายผอม ไขมันน้อย อาจมีปัญหาเรื่องผิวหนังแห้ง แตกระแหง ทำให้คันหรือติดเชื้อได้ง่าย  จึงควรใช้สบู่ ครีม หรือสมุนไพรที่มีสรรพคุณรักษาผิว สมุนไพรที่ช่วยรักษาผิว ทำให้ผิวชุ่มชื่น เช่น ชะเอมเทศ ชะเอมไทย เปลือกกล้วยหอม ขมิ้นอ้อย ขมิ้นชัน ว่านนางคำ เป็นต้น ควรใช้สบู่อ่อนๆ เช่น สบู่สำหรับเด็ก เป็นต้น อาจใช้ครีมหรือโลชั่นทาผิวหลังอาบน้ำ น้ำมันสมุนไพรที่ใช้รักษาผิวได้ดี เช่น น้ำมันงา น้ำมันมะพร้าว เป็นต้น
๕. ควรใช้ยารสสุขุม รสจืด และรสเปรี้ยว และควรนำรสยาตามอายุสมุฏฐานมาพิจารณาร่วมด้วย เช่น
๕.๑ ปฐมวัย สมุฏฐานเสมหะ ควรใช้อาหารรสสุขุม จืด เปรี้ยว ขม หวาน ทั้งนี้  อาหารรสหวานควรให้ลดน้อยลง ถ้ามีเสมหะกำเริบอยู่ด้วย ควรงดไว้ก่อน สำหรับอาหารรสเผ็ดหอมร้อน อาจให้บ้างเล็กน้อยในตอนเช้าและมื้อเย็น

๕.๒ มัชฌิมวัย สมุฏฐานดีและโลหิต ควรใช้อาหารรสสุขุม จืด ขม เปรี้ยว ฝาด เค็ม
๕.๓ ปัจฉิมวัย สมุฏฐานลมกำเริบ เสมหะและเหงื่อแทรก ควรใช้อาหารรสสุขุม จืด เปรี้ยว เผ็ดร้อน หอมเย็น ขม เค็ม ฝาด  ในมื้อเช้าและมื้อเย็นควรลดอาหารรสเย็นและรสเค็มลง เนื่องจากเป็นอาหารแสลงกับเสมหะ ตอนเช้าเป็นสมุฏฐานเสมหะ ส่วนตอนเย็นเป็นสมุฏฐานวาตะที่เจือตามมาจากฤดูฝน ในผู้สูงอายุถ้าให้เสมหะและวาตะกำเริบร่วมกัน จะทำให้สุขภาพอ่อนแอ อาจทำให้ระบบหายใจ การไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองและหัวใจติดขัดได้ อาหารที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุในฤดูนี้ ควรมีรสสุขุม เปรี้ยว เผ็ดร้อน หอมร้อน ขม เค็ม
อาหารที่เหมาะสำหรับฤดูหนาว
ในฤดูหนาว สิ่งที่ควรทำคือการกระตุ้นให้ร่างกายมีความอบอุ่นอยู่เสมอ ความจริงแล้วอาหารที่ใช้ในฤดูฝนส่วนใหญ่ที่มีรสเผ็ดหอมร้อน ก็สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารในฤดูหนาวได้ดี และควรเพิ่มอาหารดังนี้เข้าไปด้วย เช่น
พืชผัก ได้แก่ มะเขือเทศ ยอดมะกอก ยอดมะม่วงหิมพานต์ มะขามสด ยอดมะขาม ผักติ้ว ผักเม็ก ผักกระโดน ยอดกระเจี๊ยบแดง มะละกอ มะเขือขื่น มะอึก มะแว้ง มะเขือพวง ผักพาย สาหร่ายน้ำจืด สาหร่ายน้ำเค็ม ผักตบ แพงพวยน้ำ ผักแว่น ผักลิ้นปี่ แมงลัก สะระแหน่ ขมิ้นขาว ขมิ้นชัน ผักชีฝรั่ง ผักชีหอม ผักชีลาว โหระพา ผักตั้งโอ๋ ตะลิงปลิง ลูกมะกอกชะมวง มะรุม
ผลไม้ เน้นผลไม้ที่มีวิตามินซีเยอะๆจะช่วยพิ่มภูมิต้านทานโรค ได้แก่ ส้มต่างๆ มะนาว มะเฟือง มะไฟ สับปะรด ลางสาด มะม่วงดิบ กระท้อน ระกำ มะยม มะเม่า
การปรุงอาหารนั้น ควรปรุงให้ครบถ้วน ไม่ควรใช้รสใดรสหนึ่งเท่านั้น เพียงแต่เน้นส่วนปรุงหลักตามฤดูกาล
นอกจากอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศแล้ว ยังมีโรคที่มากับลมหนาวตามนกที่ย้ายถิ่น หรือเกสรดอกไม้ที่ปลิวมา เช่น ไข้เปลี่ยนฤดู ไข้หวัดนก ไข้ดอกสัก แพ้อากาศ ผื่นคัน ลมพิษ เป็นต้น

โรคที่มากับหน้าหนาว ที่พึงระวัง ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ ปอดบวม หัด อีสุกอีใส มือเท้าปาก อุจจาระร่วง
            ข้อมูลระบาดวิทยาตั้งแต่ปลายปี ช่วงพฤศจิกายน 2555 ถึงมกราคม 2556 ช่วงเดียวกันนี้ พบผู้ป่วยโรคเหล่านี้ รวม 471,172 ราย เสียชีวิต 355 ราย โดยโรคที่มีความรุนแรงมากที่สุด คือ ปอดบวม มีผู้เสียชีวิต 350 ราย จากที่ป่วยทั้งหมด 64,155 ราย รองลงมาคือ ไข้หวัดใหญ่ 23,255 ราย เสียชีวิต 1 ราย อันดับ 3 คือ อุจจาระร่วง ผู้ป่วย 23,255 ราย เสียชีวิต 1 ราย ส่วนโรคมือ เท้า ปาก โรคอีสุกอีใส และโรคหัด ไม่มีผู้เสียชีวิต
สรุปการดูแลสุขภาพในฤดูนี้ คือ ให้ความอบอุ่นกับร่างกาย ผ้าห่มเลือกผ้าหนาๆ ที่สะอาด โดยเฉพาะหน้าอก ศีรษะ คอ หากมีละออง ฝุ่น ควัน เกสรดอกไม้ ผ้าปิดจมูกก็มีความสำคัญ ตามด้วย "ล้างมือ กินร้อน ช้อนกลาง" ทุกครั้ง ทุกมื้อ ที่ขาดไม่ได้คือ "ออกกำลังกาย" เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรค และพักผ่อนให้เพียงพอ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก อาจารย์วุฒิ วุฒิํธรรมเวช
http://www.stou.ac.th/Schools/Shs/booklet/book542/thai.html
ข้อมูล : มติชนรายวัน 13 พ.ย. 2556
 ภาพจากอินเตอร์เน็ต
......................................

แยกอาการหวัด ภูมิแพ้ และโพรงจมูกอักเสบ


หวัด ภูมิแพ้  โพรงจมูกอักเสบ (ช่องจมูกแคบหรือคด ช่องเปิดไซนัสตีบ) ทั้ง 3 ชนิดนี้มีอาการคล้ายกัน    คนส่วนมากเข้าใจว่า ถ้าจามบ่อย ๆ มีน้ำมูกใส ๆ คัดจมูก ไอ เจ็บคอ เสลดลงคอเรื้อรัง ต้องเป็นโรคภูมิแพ้ แต่ที่จริงอาจเป็นอาการของโรคโพรงจมูกอักเสบ-หลอดลมอักเสบ-ช่องจมูกแคบหรือคด-ช่องเปิดไซนัสตีบก็ได้
หวัด เกิดจากการติดเชื้อไวรัส คนทั่วไปมักเป็นได้ปีละ 4 - 5 ครั้งก็มากเกินปกติแล้ว อาการหวัดมักเป็นอยู่ 3 - 4 วันก็หายเองได้ ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน เช่น โพรงจมูกอักเสบ-หลอดลมอักเสบ
หวัดธรรมดาไม่มีสภาพเรื้อรัง ถ้ามีอาการทุกเดือนหรือแต่ละครั้งนานเกินกว่า 10 วัน ให้สงสัยว่าไม่ใช่หวัด โรคหวัดช่วง 1 - 2 วันแรกแยกได้ยากกับอาการโรคภูมิแพ้ฉับพลัน
          โรคภูมิแพ้ เกิดจากร่างกาย เยื่อบุจมูก-ตา , หลอดลม สัมผัสกับสารอินทรีย์ ในสิ่งแวดล้อม เช่น เกสรดอกไม้ , ซากแมลง-ฝุ่น , เชื้อรา , ขนสัตว์ ฯลฯ เกิดปฏิกิริยาจำเพาะ ทำให้เยื่อบุบวม มีน้ำมูกไหล จาม หลอดลมอักเสบ มีผื่นคัน เกิดกับผู้ที่แพ้ต่อสิ่งสัมผัสเท่านั้น มักเกิดในช่วงเวลาเฉพาะ เช่น กลางคืน หรือตอนเช้า หรือมีมากในช่วงหนึ่งช่วงใดของปี ที่มีเกสรดอกไม้ ต้นหญ้าในอากาศหนาแน่นมาก 
ไม่ใช่ทุกคนจะแพ้และจะมีอาการเหมือนกันหมด ผู้ที่ไม่แพ้ อาจจะไม่รู้สึกอะไรเลยก็ได้ ผู้ที่สัมผัสกับควันบุหรี่ ควันไอเสียรถยนต์ หรือสารเคมี กลิ่นฉุนๆ แล้วคัดจมูก แสบจมูก แน่นหน้าอก อาการเหล่านี้ไม่ใช่โรคภูมิแพ้ แต่เป็นผลของสารพิษที่มีต่อเยื่อบุทางเดินหายใจโดยตรง ทุกคนที่สัมผัสก็จะมีอาการเหมือนกันหมด ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ การทานยาแก้แพ้ (Antihistamine) หรือพ่นยา (topical steroid) จะลดอาการโรคภูมิแพ้ได้แต่จะไม่สามารถป้องกันอากาศเป็นพิษ หรือกลิ่นไอที่ฉุน ๆ ได้ 
ถ้ารักษาทางโรคภูมิแพ้ คือ กินยา ฉีดยา เป็นเวลาหลาย ๆ เดือนแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์หู - คอ - จมูก เพื่อตรวจให้ละเอียดว่า มีโรคไซนัส ริดสีดวงจมูก โครงสร้างจมูกตีบแคบหรือไม่ รวมทั้งต่อม Adenoidหลังจมูกโตมีมากในเด็กเล็ก อายุ 3 - 6 ปี เหล่านี้ เป็นต้น เพราะวิธีการรักษาจะแตกต่างกัน อย่าปล่อยให้มีอาการเรื้อรังหลาย ๆปี จะทำให้รักษาให้หายได้ยากยิ่งขึ้น การตรวจมีทั้งการส่องกล้องในจมูก และ X-RAY
คนจำนวนไม่น้อย ที่รักษาด้วยยาภูมิแพ้เป็นเวลานาน อาการไม่ดีขึ้น พอเปลี่ยนมารักษาด้วยยาไซนัส ทานยาปฏิชีวนะอย่างต่อเนื่อง 2 - 3 สัปดาห์ อาการก็ดีขึ้นมาก และจมูกก็หายบวมได้ หายใจได้คล่องขึ้น
ผู้ที่ช่องจมูกแคบ ผนังกั้นจมูกคด หรือช่องเปิดไซนัสตีบแคบ เวลาอากาศเปลี่ยนฉับพลัน อากาศเย็น จะคัดจมูก จาม ปวดศีรษะ อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่โรคภูมิแพ้ มีหลายคนที่พบว่าหลังผ่าตัดแก้ไขช่องจมูกให้กว้างขึ้น เปิดช่องไซนัสให้สะดวก อาการจาม คัดจมูก ปวดศีรษะ ก็จะหายไปได้ 
เด็กเล็ก อายุ 3 - 6 ขวบ น้ำมูกไหลตลอดปี ใสบ้างข้นบ้าง มีขี้มูกมาก ไอบ่อย นอนอ้าปากหายใจ อาจไม่ใช่โรคภูมิแพ้อย่างเดียว แต่เป็นเพราะต่อม Adenoid โต ขวางช่องหลังจมูก หรือมีโพรงจมูกอักเสบร่วมด้วย บางคนปวดหู หูอื้อ การผ่าตัดเอาต่อม Adenoid ออก จะช่วยให้อาการส่วนใหญ่ดีขึ้นได้


ลักษณะอาการ 
โพรงจมูกอักเสบ 
โรคหวัด 
โรคภูมิแพ้ 
 ปวดใบหน้า จมูก   หรือกระบอกตา 
 พบบ่อย 
 บางครั้ง 
 บางครั้ง 
 ระยะเวลาของโรค 
 มากกว่า 10-14 วัน 
 น้อยกว่า 10 วัน 
 เป็นๆหายๆ  ไม่แน่นอน 
 น้ำมูก 
 ข้นหรือเขียว-เหลือง
 ใส-ไหลมากเป็นน้ำ 
 เหนียว-ใส หรือสีขาว
 ไข้ตัวร้อน 
 บางครั้ง 
 บางครั้ง 
 ไม่มี 
 หายใจมีกลิ่นเหม็น 
 พบบางครั้ง 
 ไม่มี 
 ไม่มี 
 อาการไอ 
 พบบางครั้ง 
 พบบ่อย 
 พบบางครั้ง 
 คัดจมูก 
 พบได้มาก 
 พบบ่อย 
 พบบางครั้ง 
 จาม 
 พบน้อย 
 พบบ่อย 
 พบบ่อย 
 ปวดศีรษะ 
 พบบ่อย 
 พบบ่อย 
 พบบางครั้ง 

ที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้ที่ช่องจมูกกว้าง โพรงจมูกมีช่องระบายดี แม้จะมีโรคภูมิแพ้ ก็มักจะมีอาการน้อย และมักไม่ค่อยไปพบแพทย์ ซื้อยาแก้แพ้ทานเองก็เพียงพอ ส่วนผู้ที่มีปัญหาช่องจมูกแคบ โพรงจมูกอักเสบเรื้อรัง ร่วมกับอาการภูมิแพ้ จะมีอาการรุนแรง และทนทุกข์ทรมาน จึงควรที่ต้องรักษาให้ถูกต้อง อย่ามัวแต่รักษาโรคภูมิแพ้แพียงอย่างเดียว 

ขอขอบคุณข้อมูลจากโรงพยาบาลพระรามเก้า
ภาพจากอินเตอร์เน็ต
สุนันทา เอมดวง ผู้เรียบเรียง

วันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

หวัดร้อนกับหวัดเย็นต่างกันอย่างไร





แพทย์จีนแผนโบราณคิดว่า ในร่างกายมนุษย์ต้องมีสมดุลของ หยิน - หยาง / เย็น - ร้อน 
ถ้าเสียสมดุลไปก็จะเกิดโรค กรณีของโรคหวัดแพทย์จีนจะมีทั้งหวัดร้อน และหวัดเย็น แยกตามอาการดังนี้
  

ถ้าเป็นไข้หวัดจากความเย็น (ไข้หวัดเกิดจากลม+ความเย็น) มีไข้ต่ำๆ จะไม่มีเหงื่อ คัดจมูก คันคอ น้ำมูกใส ปัสสาวะเข้ม หงุดหงิด ปวดเมื่อยตามแขนขาแบบหนักๆ ลิ้นมีฝ้าสีขาวบาง ชีพจรจะลอยและแน่น คล้ายๆ กับคนที่เริ่มเป็นหวัดใหม่ๆ จากการติดเชื้อไวรัส ในการแพทย์แผนปัจจุบัน เรียกว่า หวัดเย็น 

ถ้าเป็นหวัดจากความร้อน (ไข้หวัดเกิดจากลม+ความร้อน) คล้ายกับโรคติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น คออักเสบ ทอนซิลอักเสบในแผนปัจจุบัน อาการสำคัญคือ มีไข้ ตัวร้อน น้ำมูกไหล แน่นจมูก น้ำมูกจะข้น เหงื่อออก ปวดศีรษะ มือเท้าเย็น คอแห้ง ปากแห้ง ไอเจ็บคอ เสมหะเหลืองข้น กระหายน้ำ ปัสสาวะมาก อ่อนเพลีย ตรวจลิ้นดู มีฝ้าเหลืองบาง ชีพจรลอยและเร็ว ในการแพทย์แผนปัจจุบัน เรียกว่า หวัดร้อน

อาการดังกล่าวข้างต้นสามารถแบ่งได้เป็นยินและหยาง (ดูตามตาราง) 

ลักษณะของอุจจาระ ก็บอกได้ เช่นกันว่า มีอาการร้อนหรือเย็นมากเกินไป
- ถ้าอุจจาระเป็นก้อนแข็ง สีเข้ม กลิ่นเหม็นผิดปกติ แสดงว่ามีอาการร้อน
- ถ้าอุจจาระเหลว ท้องร่วง แสดงว่ามีอาการเย็น
 เมื่อร่างกายป่วยจากการเสียสมดุล ร้อน-เย็น ตามหลักแพทย์แผนจีนจึง ปรับสมดุลคืนมาด้วยการรับประทานอาหารที่มีฤทธิ์ตรงกันข้าม 
ส่วนวิธีดูว่าอาหารใดมีฤทธิ์ใด ให้สังเกตจากรสชาติ
- ถ้ากินผลไม้หรืออาหารชนิดใดมากๆแล้วรู้สึกคอแห้ง เจ็บคอ มีเหงื่อก็แสดงว่ามี ฤทธิ์ร้อน
- ถ้ากินผลไม้หรืออาหารชนิดใดแล้วชุ่มคอ กินมากๆท้องอืดแน่นหน้าอก ก็แสดงว่าเป็นอาหาร ฤทธิ์เย็น



อาหารฤทธิ์เย็น
- มะระ ฟักเขียว บวบ ไช้เท้า ผักกาดขาว หน่อไม้ ดอกไม้จีน รากบัว ผักบุ้ง มะเขือเทศ ขึ้นฉ่าย เห็ดหูหนู เห็ดฟาง ถั่วเขียว ทับทิม เก๊กฮวย ส้ม บัวบก ส้มโอ แตงโม สับปะรด อ้อย มะขาม มะละกอ สาลี่ แห้ว แอ๊ปเปิ้ล มังคุด หอย 
ปลาไหล


อาหารฤทธิ์ร้อน - ข้าวเหนียว หอม กระเทียม พริก พริกไทย ขิง ข่า กะเพรา โหระพา ตะไคร้ เงาะ ลำไย ลิ้นจี่ ทุเรียน ขนุน
ขอบคุณ : pooyingnaka.com
                : มูลนิธิหมอชาวบ้าน

ไข้หวัดในคัมภีร์ตักศิลา

  ไข้หวัดน้อย ไข้หวัดใหญ่
ไข้หวัดน้อย เกิดจากอุตุสมุฏฐานและอากาศ ไข้หวัดใหญ่เกิดจากไข้หวัดน้อย หรือบางทีก็เป็นขึ้นโดยสมุฏฐาน   
๑. ไข้หวัดน้อย
ปฐมเหตุของโรค ไข้หวัดน้อยนี้โดยมากมักเกิดในฤดูฝน  ฤดูหนาว  หรือในทุกๆ คราวที่เปลี่ยนฤดู ฤดูคาบเกี่ยวกัน    ถ้าพูดแล้วก็เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของอุตุสมุฏฐาน (ฤดูกาล) และการเปลี่ยนแปลงของอากาศ  กระทำให้กำเดากำเริบ  การเริ่มของไข้หวัดน้อยนี้ ดำเนินครั้งแรกเข้าในอาการเอกโทษ มีอาการตัวร้อน ตาแดง ปวดศีรษะเป็นกำลัง เบาแดง อาเจียน กระหายน้ำ ร้อนใน ปากขม หน้าแดง สะบัดร้อนสะบัดหนาว ผิวหนังและริมฝีปากแห้ง นอนมิใคร่หลับ มีน้ำตาและน้ำมูกไหลมากๆ เสมอๆ ตลอดวัน ปัสสาวะแดง  ทั้งนี้เนื่องจาก กำเดา เป็นสมุฏฐาน
ไข้หวัดน้อยนี้ ดังกล่าวแล้วว่าโดยมากมักจะเกิดจากอุตุสมุฏฐานและอากาศ  แต่ยังอาจจะเกิดขึ้นได้อีกหลายประการ คือ
๑. เนื่องจากความร้อนพระอาทิตย์แผดเผา ที่ต้องฝ่าตรำมา ทำให้กำเดากำเริบ
๒. เนื่องจากความเย็นชื้นของละอองน้ำค้างภายนอกที่ตนฝ่าตรำมา ทำให้กำเดากำเริบ
๓. เนื่องจากได้รับความร้อนเย็นไม่สม่ำเสมอกระทำให้กำเริบ
๔. เนื่องจากละอองหญ้าแห้ง เช่น ฟางข้าว หรือ หญ้าต่างๆแห้งปลิวเข้าฆานะประสาท (จมูกที่รับรู้กลิ่น) รบกวนถึงสมอง ทำให้กำเดากำเริบ ฯลฯ เป็นต้น

หมายเหตุ อันว่าคนไข้ทั้งหลาย ไม่กินยาก็หาย อาบน้ำก็หาย ใน 3 วัน 5 วัน (ถ้าเป็นหวัดธรรมดา)
               อนึ่ง ไข้หวัดน้อยนี้ อาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะของไข้ ทุวันโทษ ตรีโทษได้ ในวาระต่อไป แล้วแต่อาการของโรคที่จะดำเนินตามกำลังไข้  ดังจะได้กล่าวในบทต่อไปนี้
๒.  ไข้หวัดใหญ่
ไข้หวัดใหญ่นี้โดยปรกติมักจะเนื่องมาจากไข้หวัดน้อย หรือบางทีก็เป็นขึ้นโดยสมุฏฐานของมันเอง ปฐมเหตุของโรคนี้ก็เนื่องจากเหตุอันเดียวกันกับไข้หวัดน้อย คือ อุตุสมุฏฐาน และการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ  แต่ไข้หวัดใหญ่นี้มีอาการเข้าทุวันโทษ คือ กำเดา เสมหะ กำเริบ หรือเข้าตรีโทษทีเดียว กล่าวคือ กำเดา เสมหะ โลหิตกำเริบทั้ง ๓ ประการ คือ มีอาการให้ร้อนใน กระหายน้ำ ตัวร้อนจัด สะบัดร้อนสะบัดหนาว หัวใจกระสับกระส่าย  เหงื่อตกมากๆ  ตาแดง  หน้าแดง  เหนื่อย  หอบ  หายใจขัด  แต่ไข้หวัดใหญ่นี้แบ่งแยกออกเป็น ๒ ชนิดตามสมุฎฐานคือ
ก.  ชนิดจับปอด   คือ หวัดจับปอด  อาการร้อนใน  กระหายน้ำ  ตัวร้อนจัด  ซึมแน่นิ่ง  หรือคลุ้มคลั่งสะบัดร้อนสะบัดหนาว  เหงื่อออกมากๆ  ปวดศีรษะเป็นกำลัง  เบื่ออาหาร  หายใจขัด  เสมหะกำเริบจับปอด  หอบเหนื่อย  ปัสสาวะแดง  ตาแดงเป็นโลหิต  เจ็บคอ  ปวดเมื่อยทั่วข้อลำตัว
ข.  ชนิดจับกระเพาะอาหาร   คือ หวัดจับกระเพาะอาหาร  มีอาการสะบัดร้อนสะบาดหนาว  ตัวร้อนจัด  กระหายน้ำ กระวนกระวาย  ปวดศีรษะ  ท้องร่วง  อุจจาระเป็นเสมหะเป็นฟอง  เบื่ออาหาร  มักอาเจียน  ท้องเฟ้ออยู่เสมอ  เหงื่อตกมากๆ  ปัสสาวะแดง  ปวดเมื่อยตามข้อลำทั่วตัว

อาการจะดำเนินตามกำลังไข้ จับให้สะท้านร้อนสะท้านหนาว ปวดศีรษะ ให้ไอ จาม น้ำมูกตกมาก ตัวร้อน อาเจียน ปากแห้ง ปากเปรี้ยว ปากขม กินข้าวไม่ได้ แล้วแปรไปให้ไอมาก ทำพิษให้คอแห้ง ปากแห้ง ฟันแห้ง จมูกแห้ง น้ำมูก แห้ง บางทีกระทำให้น้ำมูกไหลหยดย้อย
เพราะเหตุมันสมองนั้นเหลวออกไปหยดออกจากจมูกทั้ง2 ข้าง ไปประทะกับศอเสมหะ(เสมหะในลำคอ) จึงทำให้ไอ ถ้ารักษาไม่คลาย กลายเป็นริดสีดวง มองคร่อ(หวัดลงปอด) หืด ไอ และฝี 7 ประการ จะบังเกิดขึ้นการรักษาไข้หวัดทั้ง 2 ประการนี้ ให้ยาลดไข้ รักษาตามอาการ ให้คนไข้ นอนพักผ่อนให้มากๆ ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายให้เพียงพอ เช่น ใส่เสื้อหนาๆ ให้ผ้าคลุมอก อย่าให้อาบน้ำ หรือถูกน้ำเย็นในขณะที่มีไข้ อาหารควรให้อาหารอ่อนๆ ที่ย่อยง่าย และอยู่ในที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก

 แต่ไข้หวัดใหญ่เป็นไข้อันร้ายแรงในจำพวกไข้หวัดต่างๆด้วยกัน ผู้ที่จะเป็นแพทย์ต่อไปข้างหน้า
 ให้รักษาจงดี หากประมาท รักษาไม่ดี อาจตายได้ ผู้ศึกษาพึงสำเหนียกไว้  พอเป็นสังเขปเพื่อวินิจฉัย และพิจารณาดังกล่าว

ที่มาของข้อมูล http://www.utts.or.th/doc_001.php?a_id=19
ที่มาของภาพ  http://tbn1.google.com/images?q=tbn:KRy5NWBhU4-ixM:http://www.dt.ac.th/learn/kk/135.jpg