วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2557

ลม/วาตะ/วาโย ในการแพทย์แผนไทย (ตอนที่ ๒)

ลม/วาตะ/วาโย ในการแพทย์แผนไทย ตอนที่ ๒.
๓. ลักษณะแห่งอาการในแต่ละกองลม

๓.๑ อาการจากกองลมหายใจเข้าและออก
๑. หทยังจะเต้นถี่เร็วแรงหนัก ชีพจรเต้นหนักแรง ดั่งเช่นเมื่อเหนื่อยหอบ กำเดาอุ่นกายจัก
กำเริบ ลมตีขึ้นบนกำเริบตาม และโลหิตจะตีขึ้นบนมากขึ้นตามแรงลมที่ตีขึ้นบนนั้น
๒. เกิดจากอาการทางศอ, อุระหย่อนหรือกำเริบ ทำให้ต้องมีการหายใจหนักแรงขึ้น แต่ลมหายใจเข้า
ออกจะหย่อนลง ทำให้หทยังทำงานมากขึ้นมีอาการเหนื่อยหอบตามมา
๓. เกิดจากการหย่อนของเส้นลมอิทาหรือปิงคลา ทำให้นาสิกทำหน้าที่หย่อนตาม ต้องหายใจมากขึ้น
กระทบต่ออุระส่งผลต่อหทยัง
๔. หากอากาศจากการหายใจเข้ามาก ลมมากตาม ทำให้ไฟกำเริบ ร่างกายจักขับน้ำออกเพื่อลดไฟ
และยังไปกระทบต่ออุระทำให้หทยังทำหน้าที่มากขึ้น รวมถึงในยามอากาศร้อนก็สำแดงอาการ
แบบนี้เช่นกันแล
๕. หากอากาศจากการหายใจเข้าน้อย ลมน้อยตาม ทำให้ไฟหย่อน น้ำจะเข้ามาแทนที่ เกิดภาวะบวม
น้ำที่ศอและอุระ กระทบต่อหทยัง รวมถึงในยามอากาศเย็นก็จักสำแดงอาการนี้เช่นกัน

๓.๒ อาการจากลมแล่นทั่วกาย
๑. หากไฟกำเริบ ลมแล่นทั่วกายจักกำเริบตาม เกิดอาการลมตีขึ้นเบื้องสูง และหากหย่อนจักเกิด
ลมพัดลงล่างกำเริบ ผลักเสมหะและตะกรันลงล่าง ขาจะบวมหรือมีผื่นแดงขึ้นตามขาจนถึงข้อเท้า
๒. หากลมแล่นทั่วกายกำเริบจักผลักดันโลหิตังตีขึ้นบน เกิดภาวะความดันโลหิตสูง
๓. หากลมแล่นทั่วกายหย่อน โลหิตังจักขึ้นบนได้น้อย เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ
๔. หากลมหายใจเข้าออกมาก ลมแล่นทั่วกายจักมากตาม เกิดไฟกำเริบเกิดลมตีขึ้นบนกำเริบตามในที่สุด
๕. หากลมหายใจเข้าออกหย่อน ลมแล่นทั่วกายจักหย่อนตาม เกิดไฟธาตุหย่อนลมตีลงล่างจักกำเริบ

๓.๓ อาการจากลมตีขึ้นเบื้องสูง
๑. จักเริ่มเกิดที่ลมกองสมุนา (เหนือสะดือขึ้นมาสองนิ้ว) พัดขึ้นบนเข้าลิ้นปี่ทำให้แน่นหน้าอก
๒. อาจเกิดเป็นลมดานตะคุณ (ตั้งอยู่กลางอก) พัดเข้าชายโครงขวามีอาการเสียดชายโครงขวา
แต่หากพัดเข้าชายโครงซ้ายจักเข้าหทยังทำให้หัวใจทำงานหนักอาจเกิดภาวะหทัยวาตะร่วมด้วย
๓. ลางครั้งอาจเกิดภาวะลมจุกคอ กระทบต่อลมหายใจเข้าออกทำให้หย่อน กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
๔. เมื่อพัดถึงศีรษะจักเกิดอาการหน้ามืด ตาลาย เวียนศรีษะ ทรงตัวไม่อยู่ คล้ายจะเป็นลม หูอื้อ ตาลาย
๕. อาจเกิดเป็นอาการลมปะกัง ปวดศีรษะข้างเดียว คลื่นไส้อาเจียรผะอืดผะอม หรือมีอาการลมปะกัง
ออกตา ตาพร่ามัวปวดกระบอกตาก็ได้ เข้าต้อหินต้อลมในท้ายสุด
๖. ลมตีขึ้นเบื้องบนอาจทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงร่วมด้วย เพราะพัดพาโลหิตังขึ้นบน กองชีพจร
จักเต้นแรงเร็ว หทยังจะทำงานหนัก
๗. ลมกองสมุนาจะไล่ตีขึ้นบนกลายเป็นลมชิวหาสดมภ์ ขึ้นบนจนถึงศีรษะเกิดอาการอัมพฤกษ์-อัมพาต
๘. ลมกองสมุนาอาจแทงออกหลังเข้าจุดอัพยา(อยู่แนวสะดือด้านหลังแนบชิดกับกระดูกสันหลัง)แล้ว
วิ่งขึ้นบนเป็นลมตีขึ้นเบื้องสูงเกิดอาการอัมพฤกษ์-อัมพาตได้เช่นเดียวกัน
๙. หากมีอาการลมตีขึ้นเบื้องบนอยู่เนืองๆจะกระทบต่อระบบสมองและเส้นประสาทสมอง(กระทบธาตุดิน)

๓.๔ อาการลมพัดลงล่าง
๑. จักเกิดอาการลมเหน็บชาลงปลายเท้า ตามด้วยลมตะคริวจับเข้าตามน่องหรือโคนขา ขาจะอ่อนแรง
๒. ข้อเข่าจักบวมเข้าจับโปงน้ำหรือจับโปงแห้ง 
๓. จักเกิดอาการรองช้ำได้ในท้ายที่สุด
๔. โลหิตังจะไหลเวียนลงล่างน้อย ขาจะอ่อนแรง ปวดเมื่อยขา แข้งขาขัดเคลื่อนไหวไม่สะดวก
๕. ปัสสาวะมาก ไตทำงานมาก ขาบวม

๓.๕ อาการลมพัดในลำไส้ใหญ่น้อย
๑. จักเกิดอาการท้องอืดเฟ้อจนเรอเหม็นเปรี้ยว(กรดไหลย้อน) จากนั้นจะเข้าเขตกระษัยท้น,ล้น,จุก
เสียด,กระษัยปู ตามลำดับขั้นตอนของโรคต่อไป ทั้งหมดเหตุเกิดแต่ลมร้อน(จากไฟย่อย)เกิดกำเดา
ย่อย ลมพัดในไส้จึ่งกำเริบตามมา
๒. หากกำเดาย่อยหย่อน ลมพัดในไส้จะหย่อนตาม อาหารใหม่เหลือจากการย่อยตกค้างเป็นอาหารเก่า
ในลำไส้ใหญ่ สะสมนานเข้าเกิดเป็นกล่อนเถา
๓. ลมพัดในไส้หากกำเริบอาจแปรขึ้นบนเป็นลมตีขึ้นบนได้ ส่งผลให้เกิดอาการลมขึ้นเบื้องสูงตามมา
๔. ลมพัดในไส้หากหย่อนอาจทำให้ลมนอกไส้หย่อนตาม ส่งผลทำให้ลมพัดลงล่างหย่อนด้วย
๕. หากเกิดภาวะกำเดาระส่ำระส่ายอาจส่งผลทำให้ลมพัดในไส้นอกไส้กำเริบก็ได้หย่อนก็ได้ตามปัจจัย
ความเครียดความวิตกกังวล อันส่งผลให้เกิดกำเดานั้น (ความวิตกกังวลส่งผลต่อระบบการย่อยและ
ระบบทางเดินอาหาร)

๓.๖ อาการลมพัดนอกลำไส้ใหญ่น้อย
๑. หากลมพัดนอกลำไส้กำเริบ จะส่งผลทำให้เกิดอาการท้องอืด มวลท้อง เสียดท้องซ้ายหรือขวา
๒. หากลมพัดนอกลำไส้หย่อน จะส่งผลทำให้ลมพัดลงล่างหย่อนตาม จะมีอาการใดอาการหนึ่งของ
กองลมพัดลงล่างเกิดขึ้นได้
๓. หากมีอาการทางพัทธะปิตตะกำเริบหรือหย่อน จะส่งผลโดยตรงต่อกองลมพัดในไส้และนอกไส้ทันที
๔. หากมีอาการทางธาตุดินที่ตั้งอยู่ในช่องท้องเช่น ตับ ไต ลำไส้ ม้าม ไต ต่อมเพศชาย ต่อมเพศหญิง ไม่ว่ากำเริบ,หย่อน จักส่งผลให้เกิดกำเริบ หย่อนของกองลมในลำไส้-นอกลำไส้ตามมาในที่สุด
๕. หากไฟกองแก่ชราหย่อนมากก็ส่งผลกระทบโดยตรงทำให้กองลมพัดนอกลำไส้หย่อนตาม
โดย .. นายแพทย์แผนไทยคมสัน ทินกร ณ อยุธยา
*************************************************** 

ลม/วาตะ/วาโย ในการแพทย์แผนไทย(ตอนนที่ ๑)

ลม/วาตะ/วาโย ในการแพทย์แผนไทยดั้งเดิม ว่าด้วยสมุฏฐานเหตุ และการรักษา

"ปิตตะ" หมายระบบแห่งความร้อนนั้นเป็นจุดตั้งต้นทำให้เกิด"วาตะ" ระบบแห่งลมที่วิ่งหมุนเวียนภายในกายนั้นแล
และมีกฎแห่งวาตะที่สัมพันธ์กับปิตตะอยู่ ๒ ประการที่เป็นปรกติธรรมชาติดั่งนี้
๑. หากปิตตะนั้นกำเริบเมื่อใด จักทำให้วาตะกำเริบตาม แลเสมหะจักหย่อน
๒. หากปิตตะนั้นหย่อนเมื่อใด จักทำให้วาตะหย่อนตาม แลเสมหะจักกำเริบ
จากกฎดังกล่าวกระทำให้แพทย์แผนไทยนำมาวินิจฉัยอาการที่ทำให้เกิดโรคต่างๆได้ โดยวินิจฉัยจากปิตตะเพื่อจักทราบว่าวาตะนั้นว่ากำเริบหรือหย่อน ในทางกลับกันจักวินิจฉัยจากอาการทางวาตะเพื่อจักทราบว่าเกิดแต่ปิตตะใดเป็นเหตุ
เพื่อให้เข้าใจในเรื่องของ "วาตะ" อย่างแจ้งชัดแพทย์แผนไทยจะต้องทราบความหมายของคำว่า วาตะ,วาโย,ลม เสียก่อนว่าโบราณท่านหมายต่างกัน

๑. ความหมายและกำเนิดแห่งธาตุลม ในทางการแพทย์แผนไทย
๑.๑ วาตะ มิได้หมายเพียงแค่ลม แต่หมายถึงระบบแห่งลมที่โคจรหมุนเวียนภายในร่างกาย มีลักษณะไหลไปไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ทำหน้าที่พัดพาน้ำ (ระบบเสมหะ) ให้เคลื่อนตามไป ลมนั้นกำเนิดเกิดได้เพราะมีไฟ และมีกำเดาแห่งไฟเกิดขึ้นก่อน ลมจึงเกิดขึ้นตามมาเป็นไปตามกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติปรกตินั้น ดังนั้นปิตตะ (ระบบแห่งความร้อน) จึงเป็นปฐมเหตุให้เกิดวาตะ (ระบบแห่งลม) ตามมาเสมอ
๑.๒ วาโย คือ ลักษณะแห่งลมที่หยาบและปราณีตต่างกัน เกิดแต่ลักษณะแห่งกำเดาที่มีไฟต่างกัน และมีลักษณะต่างกันตามลักษณะแห่งอวัยวะที่ไฟนั้นอยู่ เช่น ลำไส้ใหญ่น้อยหรือกระเพาะอาหารที่กลวงเป็นช่องใหญ่ ไฟอุ่นกายและไฟย่อยจึงมีลักษณะเป็นกำเดาที่แผ่ออกตามลักษณะแห่งอวัยวะนั้น ลมที่เกิดตามกำเดาก็เช่นกันจะมีลักษณะแผ่ออกตามเรียก "ลมกองหยาบ"
เส้นเลือดฝอย เส้นประสาทสมอง มีลักษณะเป็นเส้นฝอยเล็กๆ ละเอียดมาก ไฟอุ่นกายที่ดำรงอยู่จะมีกำเดาที่สูงด้วยพื้นที่แคบเล็ก ลมที่เกิดตามกำเดาจึงแรงและละเอียดตาม ลักษณะกำเดาลมที่เกิดนั้นเรียก "ลมกองละเอียด" ดังนั้นลมละเอียดจึงมิจำเป็นต้องมาจากลมหยาบเสมอไป เกิดต่างกันที่ตามลักษณะแห่งอวัยวะนั้นๆ
๑.๓ ลม เป็นสิ่งที่รับรู้ได้ด้วยการสัมผัส มีร้อนมีเย็น เหตุเพราะในลมนั้นมีกำเดาแทรกอยู่ เพราะและลมนั้นเกิดแต่กำเดาเสมอ ลักษณะแห่งลมจะพัดไหลหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา หาหยุดนิ่งไม่ มีทั้งสิ้น ๖ กอง ดังนี้
หากลมกำเดานั้นร้อน จักพัดขึ้นบนเรียก "ลมพัดขึ้นเบื้องบน"
หากลมกำเดานั้นร้อนไม่มาก จักพัดลงล่างเรียก "ลมพัดลงล่าง"
หากลมนั้นเกิดตามแต่ไฟย่อยอาหาร จักเรียกว่า "ลมวิ่งในลำไส้"
หากลมนั้นเกิดแต่ไฟย่อยหรือไฟอุ่นกายและกระจายออกในช่องท้องจักเรียกว่า "ลมวิ่งนอกลำไส้"
หากลมนั้นเกิดแต่ไฟอุ่นกายหรือไฟระส่ำระส่ายหรือไฟแก่ชรา จักเรียกว่า "ลมแล่นทั่วกาย"
หากลมนั้นมาจากการหายใจเข้า-ออกจักเรียกลมนั้นว่า "ลมหายใจเข้าออก"

๒. มูลเหตุแห่งอาการทางลม ๖ กอง
๒.๑ ลมหายใจเข้าและออก เกิดแต่ระบบอุระเสมหะหรือระบบทางเดินหายใจทำงานนำพาอากาศเมื่อหายใจเข้า และนำพาลมเมื่อหายใจออก
หากมีอาการทางศอเสมหะหรืออุระเสมหะจักทำให้เกิดศอเสลดและอุระเสลด ส่งผลโดยตรงต่อลมหายใจเข้าออก ทำให้กำเริบ หย่อน หรือพิการไป
หากอากาศภายนอกร้อนกำเดาจักมาก หากอากาศภายนอกเย็นกำเดาจักน้อย จักมีผลต่อลมหายใจเข้าเป็นลมร้อนและลมเย็น หากลมร้อนจักขึ้นบนอาจกำเริบได้ หากลมเย็นจักลงล่างอาจกำเริบได้เช่นกัน
เมื่อหายใจนำอากาศเข้า กลายเป็นลมหายใจเข้า เข้าสู่ศอเสมหะ อุระเสมหะ คูถเสมหะ และเมื่อหายใจออก เป็นลมจากคูถเสมหะ ผ่านอุระเสมหะ ขึ้นศอเสมหะ ออกนาสิก
เหตุต้นจากศอ,อุระ,คูถ เหตุตามคือลมหายใจเข้าออก งงอ่ะ
นอกจากนั้นลมหายใจเข้าออกยังเป็นเชื้อให้กำเดาที่คงอยู่แรงขึ้น ลมร้อนเพิ่มกำเดาอุ่นกาย ลมเย็นลดกำเดาอุ่นกาย
๒.๒ ลมแล่นทั่วกาย เกิดแต่ลมหายใจเข้าออกและไฟสี่กองเป็นเหตุต้นให้เกิด
หากเหตุต้นปรกติลมจะแล่น ในกายเป็นปรกติสุข
หากเหตุต้นหย่อนลมแล่นทั่วกายจะหย่อนตาม และหากเหตุต้นกำเริบลมแล่นทั่วกายจะกำเริบตามทุกสิ่งล้วนสัมพันธ์กัน
๒.๓ ลมพัดขึ้นบน เป็นลมที่มีกำเดาอยู่มากจึงพัดขึ้นบนตามธรรมชาติปรกติของกำเดา เกิดแต่ลมหายใจเข้าออก ลมแล่นทั่วกาย และไฟสี่กองเป็นเหตุต้น
หากมีปริมาณมากเกินไป ลมจะกำเริบพัดขึ้นบนเร็วและแรง เป็นลมตีขึ้นบนจนถึงศีรษะก่อให้เกิดอาการตามมามากมายและโดยมากจะเป็นอาการอันตราย เช่น ลมปะกัง ลมอัมพฤกษ์ ลมอัมพาต ความดันเลือดตีขึ้นบน เป็นต้น
หากมีปริมาณน้อยเกินไป ลมจะไปดันโลหิตังให้น้อยตาม ทำให้โลหิตังไม่สามารถหล่อเลี้ยงสมองได้เพียงพอ ส่งผลให้เกิดอาการหน้ามืดตาลาย วิงเวียน คล้ายจะเป็นลม หรือเกิดภาวะเนื้อตัวเย็นลงก่อนหมดสติ เป็นต้น
๒.๔ ลมพัดลงล่าง เป็นลมที่มีกำเดาอยู่น้อย จึงพัดลงล่างตามธรรมชาติปรกติของกำเดา เกิดแต่ลมหายใจเข้าออก ลมแล่นทั่วกาย และไฟสี่กองเป็นเหตุต้น มีหน้าที่นำพาเสมหะกองอาโป ๑๒ ให้ลงไปหล่อเลี้ยงอวัยวะส่วนล่างทั้งหมด
หากการไหลพัดลงของลมพัดลงล่างหย่อนเมื่อใด กระทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น เหน็บชา ตะคริว ปวดขัดตามข้อเข่าข้อกระดูก ขาอ่อนแรง เป็นต้น
๒.๕ ลมพัดในลำไส้น้อยใหญ่ เกิดแต่กองลมทั้งสี่ ได้แก่ ลมหายใจเข้าออก ลมแล่นทั่วกาย ลมพัดขึ้นบน และลมพัดลงล่าง และไฟสี่กอง ซึ่งกองไฟที่สำคัญที่สุดคือไฟย่อยเกิดเป็นกำเดาย่อย เกิดตามด้วยลมพัดในไส้ 
ลมพัดในลำไส้น้อยใหญ่มีหน้าที่ช่วยคลุกเคล้า และช่วยนำพาอุทริยัง (อาหารใหม่) เคลื่อนไปตามระบบ และยังช่วยเพิ่มกำลังของไฟย่อย ทำให้กำเดาย่อยมีกำลังใช้ในการเผาผลาญอุทริยังได้มากขึ้น นอกจากนี้ลมในลำไส้ใหญ่ยังช่วยนำพากรีสัง (อาหารเก่า) ให้เคลื่อนออกจากระบบด้วย 
๒.๖ ลมพัดนอกลำไส้น้อยใหญ่ เกิดแต่ไฟสี่กอง กองลมหายใจเข้าออก ลมแล่นทั่วกาย และลมพัดลงล่าง ซึ่งเป็นกองลมสำคัญที่สุด มีหน้าที่พัดพาน้ำโลหิตัง น้ำเหลือง น้ำระดู น้ำปัสสาวะ น้ำกาม น้ำไขข้อ กระทำให้ธาตุน้ำและธาตุดินในช่องท้องทำงานเป็นปรกติได้ นอกจากนี้ลมพัดนอกลำไส้น้อยใหญ่ยังเกิดจากการทำงานของอวัยวะในช่องท้อง เช่น ลมกำเดาที่เกิดจากการทำงานของตับ ไต ม้าม เป็นต้น แต่เกิดอยู่นอกลำไส้น้อยใหญ่


โดย .. นายแพทย์แผนไทยคมสัน ทินกร ณ อยุธยา ลำดับชั้นที่ ๖ ในสายราชสกุลแพทย์แผนไทย " ทินกร "
ตอนที่๑
**********************************************

คัมภีร์มุจฉาปักขันธิกา

คัมภีร์มุจฉาปักขันธิกา    หมายถึง  ตำราว่าด้วยอาการของโรคบุรุษและโรคสตรี รวมถึงยาสมุนไพรที่ใช้รักษาโรค


          ภาพนี้แสดงถึงสภาพความเป็นจริงของชีวิตและร่างกายที่ย่อมประสบกับความเสื่อมเป็นธรรมดา  ย่อมมีโรคภัยเบียดเบียนเป็นธรรมดา  สภาวะเช่นนี้เกิดแก่ทุกผู้ทุกนาม ทุกชนชั้นวรรณะ  พระพุทธเจ้าตั้งแต่ยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ
ได้ทรงมองเห็นสัจธรรมนี้แล้ว

คัมภีร์มุจฉาปักขันธิกา เรียกอีกชื่อว่า คัมภีร์ทุลาวสา ซึ่งกล่าวถึงโรค ๒๑ ประการ แยกเป็น ๘ จำพวก คือ
ทุลาวสา ๔ มุตฆาต ๔  มุตกิด ๔ (เรียกว่าทุลาวสา ๑๒)
สันฑฆาต ๔  องคสูตร ๔ ช้ำรั่ว ๔ อุปทม ๔  ไส้ด้วน ๔ (เรียกว่าปะระเมหะ ๒๐) 

อันอุจจาระธาตุลามกระคนด้วยมหาสันนิบาต และระคนไปในธาตุอภิญญาณ และอสุรินธัญญาณธาตุ หากรักษาไม่ถูกกับโรค ให้แปรไปเป็นปะระเมหะ ๒๐ ประการ เป็นเมือกมันเปลวไตและทุลาวสา คือปัสสาวะพิการต่างๆ รวมเรียกว่า ทุลาวสา ๓๒ อันประกอบด้วย ทุลาวสา ๑๒ จำพวก และปะระเมหะ ๒๐ จำพวก
พระคัมภีร์มุจฉาปักขันธิกา ว่าด้วยโรคเกี่ยวกับอาโป-เสมหะ กล่าวถึงลักษณะของมุตะกิดที่ผิดปกติ แสดงออกมาให้เห็นทางน้ำปัสสาวะ ในบุรุษและสตรี ที่เกิดความผิดปกติขึ้นในระบบทางเดินปัสสาวะ




ทางการแพทย์แผนไทยระบุว่า
ทุลาวสา มี ๔ จำพวก ( น้ำปัสสาวะชั่ว) ออกมาเป็นสีต่างๆ จะแสดงให้รู้ว่าธาตุใดพิการ ดังนี้
๑. ปัสสาวะออกมาเป็นสีขาว ขุ่นดังน้ำข้าวเช็ด
๒. ปัสสาวะออกมาเป็นสีเหลือง ดังน้ำขมิ้นสด
๓. ปัสสาวะออกมาเป็นโลหิตสดๆ แดงดังน้ำฝางต้ม
๔. ปัสสาวะออกมาเป็นสีดำ ดังน้ำคราม( น้ำครำ) 
อาการเหมือนทั้ง ๔ ให้ปวดหัวเหน่าเพราะมีอาการเกร็งอักเสบในช่องปัสสาวะ ให้แสบองคชาตมีการอักเสบในท่อปัสสาวะร่วมด้วย ให้สะบัดร้อนสะบัดหนาวเริ่มเป็นไข้เพราะอักเสบ และให้เป็นไปต่างๆ


ยารักษาโรคปัสสาวะที่มีสีต่างๆ

ตามคัมภีร์มุจฉาปักขันธิกา ว่าด้วยสีปัสสาวะ
อาการเหมือนกันให้ยาตามสีของปัสสาวะ เรียกทุลาวสา มี ๔ จำพวก ( น้ำปัสสาวะชั่ว) ดังนี้

ตำรับยาแก้ปัสสาวะสีขาว
แพทย์เอา การะบูร ๑ เทียนดำ ๑ ผลเอ็น ๑ อำพัน ๑ แห้ว ขิงแห้ง ๑ เสมอภาคทำผงละลายน้ำผึ้งรวงกิน แก้โรคปัสสาวะขาวดังน้ำเข้าเช็ด นั้นหายแล

ตำรับยาแก้ปัสสาวะเหลืองดังน้ำขมิ้น
เอาสมอไทย ๑ มหาหิงคุ์ ๑ สารส้ม ๑ สุพรรณถันแดง ๑ ยาทั้งนี้เอาสิ่งละ ๑ เทียนดำ ๑ บาท ดอกคำไทย ๒ บาท ทำผงละลายน้ำมะนาว แก้ปัสสาวะเหลืองแล

ตำรับยาแก้ปัสสาวะแดงดังน้ำฝางต้ม
เอาหัวแห้วหมู ๑ รากมะตูม ๑ รากเสนียด ๑ ใบสะเดา ๑ รากอังกาบ ๑ ผลเอ็น ๑ เกลือสินเธาว์ ๑ ทำผงละลายน้ำอ้อยแดง กินแก้ปัสสาวะแดงดีนักแล

ตำรับยาแก้ปัสสาวะดำดังน้ำคราม
เอารากหญ้านาง ๑ เถาวัลเปรียง ๑ …มาบ้า ๑ ฝาง ๑ แห้วหมู ๑ หัวหญ้าชันภาค ๑ แก่นขี้ (เหล็ก ๑) รากตะไคร้หางนาค ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ไพล ๑ รากหนามรอบตัว ๑ รากหวายขม ๑ เอาสิ่งละเสมอภาค ต้ม ๓ เอา ๑ กินแก้ปัสสาวะดำดังน้ำครามหาย
หมายเหตุ คำว่า ทุลาวสา ทุรวสา ทุระวะสา ทุราวสา มีความหมายเหมือนกัน
โดย ทางแพทย์สายพุทธ

เรียบเรียบโดย Admin
****************************************


ขับถ่ายปัสสาวะเพื่อสุขภาพที่ดี


14 วิธีขับถ่ายปัสสาวะเพื่อสุขภาพที่ดี 

1. อย่ากลั้นปัสสาวะ เมื่อรู้สึกปวดต้องไปปัสสาวะ 
2. เวลาปัสสาวะไม่ควรรีบร้อนเบ่งมาก เพราะอาจทำให้หูรูดปัสสาวะชำรุดได้ 
3. ควรถ่ายปัสสาวะให้เหลือน้อยที่สุดในหนึ่งครั้ง นั่นคือเมื่อรู้สึกถ่ายหมดแล้วให้เบ่งต่ออีกนิดหน่อย ปัสสาวะที่เหลือจะไหลออกมา 
4. ไม่ควรบังคับให้ตนเองถ่ายปัสสาวะบ่อย เพราะจะติดเป็นนิสัย เวลาที่เหมาะสมคือ 2-4 ชั่วโมงควรถ่ายปัสสาวะหนึ่งครั้ง 
5. ให้สังเกตการถ่ายปัสสาวะ และน้ำปัสสาวะของตนเองทุกครั้งว่า ต้องเบ่งมากผิดปกติหรือไม่ น้ำปัสสาวะพุ่งดีหรือไม่ ลำน้ำปัสสาวะมีขนาดเล็กลงกว่าเดิมหรือไม่ น้ำปัสสาวะมีสีเหลืองใสหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นอาการผิดปกติที่สามารถบอกโรคได้ 
6. หากจะล้างทำความสะอาดหลังปัสสาวะ อย่าให้บริเวณนั้นเปียกชื้น เพราะอาจเกิดเชื้อราได้ ทางที่ดีหลังปัสสาวะทุกครั้ง ควรซับให้แห้ง 
7. เมื่อปัสสาวะไม่ออก ต้องหาสาเหตุโดยการไปพบแพทย์ อย่าซื้อยาขับปัสสาวะมารับประทานเพราะจะเกิดอันตรายได้ 
8. เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน การบริหารอุ้งเชิงกรานโดยการขมิบ (ฝ่ายหญิงขมิบช่องคลอด ฝ่ายชายขมิบทวารหนัก) วันละ 100 ครั้ง จะช่วยป้องกันอาการปัสสาวะเล็ด 
9. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 10 แก้ว หรือหนึ่งลิตร จะช่วยให้น้ำปัสสาวะใส มีจำนวนพอดีและป้องกันภาวะปัสสาวะอักเสบ 
10. ก่อนมีเพศสัมพันธ์ และหลังมีเพศสัมพันธ์ คุณผู้หญิงควรถ่ายปัสสาวะทิ้ง จะช่วยป้องกันการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ 
11. น้ำปัสสาวะจะต้องเป็นน้ำเท่านั้น ถ้ามีมูก หนอง น้ำเหลือง เลือดปนออกมา ถือว่าผิดปกติต้องไปพบแพทย์ 
12. การขับถ่ายปัสสาวะ ต้องขับถ่ายคล่องไม่มีอาการเจ็บปวด ถ้าปัสสาวะแสบขัดลำบากนับว่าเป็นอาการผิดปกติ ต้องไปพบแพทย์อีกเช่นกัน 
13. คนเราทุกคนต้องปัสสาวะทุกวัน วันละ 4-6 ครั้ง ถ้าไม่ปัสสาวะเลย 1วันถือว่าตกอยู่ในภาวะอันตรายต้องไปพบแพทย์โดยด่วน 
14. ก่อนเดินทางไกล ก่อนยกของหนัก ควรปัสสาวะทิ้งก่อนทุกครั้ง










:http://heyhaparty.blogspot.com/2007/10/14.html
***********************************************

วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557

"แม่ซื้อ" เรื่องเล่าในตำนาน ตอนที่๒


เล่าเรื่องตำนานแม่ซื้อ.....ตอนที่๒

ที่วัดพระเชตุพน หรือวัดโพธิ์ มีศาลารายที่ตั้งอยู่หน้าพระมหาเจดีย์ และพระอุโบสถเป็นศาลารายหลังใต้ เรียกกันว่า 
“ศาลาแม่ซื้อ” จารึกตำรายาสำหรับเด็กรวมทั้งการรักษาโรคที่เกี่ยวกับเด็ก มีภาพตำแหน่งที่เป็นพื้นฐานของโรคนั้น ๆ

๑.แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันอาทิตย์ ชื่อวิจิตรนาวรรณ
มีถิ่นอาศัยอยู่บนจอมปลวก มีหัวเป็นสิงห์ มีผิวกายสีแดง
นอกจากนี้แผนไทยเรายังพยากรณ์ว่าเด็กจะเกิดวันใดได้ด้วยโดยดูจากอาการของมารดา ดังนี้

ถ้ามารดามีครรภ์ได้ ๓ เดือน ทำให้มารดานั้นเป็นพรรดึก แลให้เป็นเอ็นชักมือแลเท้า(เหน็บชา) ให้กายนั้นผอมเหลืองและเดินไปไกลมิได้ ให้เจ็บหัวเหน่าและท้องน้อย และหน้าตะโพกเป็นกำลัง มักให้อยากหวาน

และให้ฝ่าเท้าข้างซ้ายแดง ทายว่ากุมารนั้นจะเป็นหญิง
ถ้าฝ่าเท้าซ้ายขวาแดงทายว่ากุมารนั้นจะเป็นชาย

แล้วให้พึงรู้ว่าสัตว์มาปฏิสนธิวันอาทิตย์ เมื่อคลอดก็คลอดวันอาทิตย์ เพราะว่ากำเนิดซางเพลิงเป็นเจ้าเรือนของกุมารผู้นั้น จึงแสดงออกมาแก่มารดาดังนี้

โดย ทางแพทย์สายพุทธ





"แม่ซื้อ" เรื่องเล่าในตำนาน


คัมภีร์ปฐมจินดา มีซางและแม่ซื้อ เลยอยากเล่าเรื่องที่มีคุณค่าและเป็นมรดกของภูมิปัญญาไทยเก็บไว้ให้คนรุ่นใหม่ได้อ่านเรื่องราวดีๆที่ท่านอาจไม่รู้เลยอ่านดูนะคะ

แม่ซื้อ มีความหมาย ๒ อย่าง คือ 
(๑)เทวดาหรือผีที่ประจำอยู่กับเด็กทารก ตามหลักฐานที่ปรากฏในจารึกวัดโพธิ์ระบุว่า แม่ซื้อมีอยู่ประจำวันทั้ง ๗
โดยมีที่สถิตอยู่ในเมืองบน (เมืองสวรรค์) เมืองล่าง (เมืองดินหรือพื้นโลก) และกลางหน (กลางทาง)

ในคัมภีร์ปฐมจินดาร์กล่าวว่าแม่ซื้อแต่ละตนมีชื่อและที่อยู่ดังนี้
๑.แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันอาทิตย์
ชื่อวิจิตรนาวรรณมีถิ่นอาศัยอยู่บนจอมปลวก

๒.แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันจันทร์
ชื่อวรรณานงคราญมีถิ่นอาศัยอยู่ที่บ่อน้ำ

๓.แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันอังคาร
ชื่อนางยักษ์บริสุทธิ์มีถิ่นอาศัยอยู่ที่ศาลเทพารักษ์

๔.แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันพุธ
ชื่อนางสามลทรรศน์มีถิ่นอาศัยอยู่ที่ต้นพระศรีมหาโพธิ

๕.แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันพฤหัสบดี
ชื่อนางกาโลทุกข์มีถิ่นอาศัยอยู่ที่สระน้ำหรือบ่อน้ำใหญ่

๖.แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันศุกร์
ชื่อนางยักษ์นงเยาว์มีถิ่นอาศัยอยู่ที่ต้นไทรใหญ่

๗.แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันเสาร์
ชื่อนางเอกาไลยมีถิ่นอาศัยอยู่ที่ศาลพระภูมิ

(๒)โรคชนิดหนึ่ง เป็นแก่เด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุได้ ๑๑ เดือน เมื่ออายุได้ ๑ ขวบก็จะพ้นจากโทษของโรคแม่ซื้อ
โรคที่เกิดจากแม่ซื้อมี ๔ อย่างคือ
๑.ปักษีหรือปีศาจ
๒.ลำบองราหู
๓.อัคคมุขี
๔.สะพั้น

แม่ซื้อตามความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานกล่าวไว้ว่า แม่ซื้อ (น.) เทวดา หรือ ผี ที่เชื่อกันว่า เป็นผู้ดูแลรักษาทารก แม่วีก็เรียก

คนไทยสมัยโบราณเชื่อว่าเมื่อทารกเกิดใหม่ๆจะต้องมีแม่ซื้อมาซื้อทารกนั้นไป เป็นการซื้อกันท่าผี คือถ้าไม่มีแม่ซื้อก็กลัวผีจะมาแย่งเอาไปเลี้ยงเสีย นั่นหมายถึงเด็กทารกจะตายเมื่อคลอดใหม่ๆ ประเพณีเมื่อทารกเกิด เขามักเอามาใส่กระด้งร่อน
แล้วร้องว่า
- สามวันลูกผี สี่วันลูกคน ลูกของใครมารับเอาไป เน้อ
- แล้วก็มีผู้หนึ่งร้องตอบว่า
- ลูกข้าเอง แล้วก็เอาเงิน 32 เบี้ย ออกมาซื้อ เป็นการลวงผีว่าเด็กนี้ไม่ดี แม่ของตัวที่คลอดออกมาไม่รัก จนต้องมีคนอื่นมาซื้อไปเลี้ยง เมื่อเป็นดังนั้นผีก็ไม่อยากได้ คือไม่เอาไปเลี้ยงเมืองผี เด็กคนนั้นจึงอยู่รอดในโลกมนุษย์ได้

พอเด็กคลอดออกมาหมอตำแย จะต้องส่งเด็กให้กับผู้ที่บิดา
มารดาเด้กจัดเตรียมไว้ คือผู้ที่มีนิสัยและความประพฤติเป็นที่ถูกใจของบิดามารดาเด็กนั้น ถือกันว่าเด็กนั้นจะมีนิสัยเหมือนกับผู้ที่มารับอุ้มครั้งแรก ต่อมาก็อาบน้ำ เมื่อเด็กเติบโตขึ้นจะบริบูรณ์ด้วยทรัพย์สินเงินทอง อาบน้ำแต่งตัว แล้วก็วางบนเบาะซึ่งอยู่ในกระด้ง ถ้าเป็นเด็กหญิงก็ใส่ด้าย เข็มลงไปด้วย จะได้เก่งในการเย็บปักถักร้อย ถ้าเป็นเด็กชายก็ใส่กระดาษดินสอจะได้เป็นปราชญ์

พออายุๆได้ประมาณ 1 เดือน
ก็จะทำพิธีโกนผมไฟ พราหมณ์ผู้ทำพิธีจะนำถุงถั่วต่างๆ วางไว้ข้างเปลทั้งสองข้าง เอาหินบดยาวางไว้ข้างหนึ่ง ฟักวางไว้ข้างหนึ่ง แล้วเอาแมวที่แต่งตัวไว้ลงเปลเสียก่อน มีความหมายว่า ให้เด็กนั้นงอกงามเกิดมูนพูนผลเหมือนถั่ว ให้เนื้อเย็นเหมือนฟัก ให้หนักแน่นเหมือนหิน ให้รู้อยู่เหมือนแมว

โดย ทางแพทย์สายพุทธ
***************************************

วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557

สมุนไพรมะหาด


มะหาดมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Artocarpus lakoocha Roxb. เป็นต้นไม้ยืนต้นในวงศ์ Moraceae  มีต้นกำเนิดจากทวีปเอเชียใต้ พบมากตามป่าดิบ พบมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

มะหาด เป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 30 เมตร ทรงพุ่มแผ่กว้าง ใบ เดี่ยว เรียงสลับรูปขอบขนาน หรือรูปวงรี กว้าง 8-10 ซม. ยาว 10-12 ซม. หลังใบเป็นมันสีเขียวเข้ม ท้องใบสาก ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ ค่อนข้างกลม ก้านสั้น แยกเพศ อยู่บนต้นเดียวกัน ผล เป็นผลรวม สีเหลือง ผิวขรุขระ มีขนนุ่ม และเป็นไม้มงคลประจำจังหวัด กาฬสินธุ์
สรรพคุณ "มะหาด"

·             แก่น - - ใช้แก่นมะหาดสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ต้มเคี่ยวกับน้ำจนเกิดฟอง ช้อนฟองออก กรองกับผ้าขาวบาง พักสะเด็ดน้ำ แล้วนำมาตากให้แห้งหรือย่างกับไฟ นำมาบดจะได้ผงสีเหลืองเรียกว่า "ปวกหาด" ใช้ผงประมาณ 3-4 กรัมหรือ 1-2 ช้อนชา ผสมกับน้ำสุกที่เย็นแล้ว สามารถผสมน้ำมะนาวลงไปด้วย รับประทานก่อนอาหารเช้า หลังทานปวกหาดไปแล้ว 2 ชั่วโมง ให้รับประทานดีเกลือตาม เพื่อถ่ายตัวพยาธิออกมา สามารถทานแก้อาการปวดหลัง ท้องผูก,ท้องอืด, ท้องเฟ้อได้หรือนำผงปวกหาดมาละลายกับน้ำ ทาแก้ผื่นคัน
·              ราก - ลดไข้ แก้กระษัยเส้นเอ็น ถ่ายพยาธิ แก้พิษร้อน ย้อมสีเหลือง
·             เปลือก – ลดไข้ ทำเชือก
·             ผล- รับประทานได้
·             สารสกัด – ใช้แก่นมาสกัด ลดผมร่วง กระตุ้นการงอกของเส้นผม แก้เริม ทำให้โรคผิวหนังค่อยๆหายไป ลดความคล้ำของเม็ดสีผิว
สมุนไพรไทย "มะหาด" ทำให้ผิวขาวได้อย่างไร?
         สารสกัดจาก "แก่นมะหาด" ชื่อ oxyresveratrol สามารถยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ tyrosinase ผลคือการยับยั้งการสร้าง          เมลานินจะทำให้สีผิวอ่อนลงได้ ลดความเข้มของเม็ดสีเมลานินในผิวหนังมีผลทำให้ผิวขาวได้ปลอดภัย และไม่ทำให้ระคายเคืองผิว  

จากผลการทดลองพบว่าสารสกัดมะหาดช่วยให้ผิวขาวขึ้นได้เมื่อใช้ทาติดต่อกันเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ในขณะที่ kojic acid และ สารสกัด licorice ต้องใช้เวลา 6 และ 10 สัปดาห์ ตามลำดับ จึงจะเห็นความแตกต่างของสีผิว นอกจากนี้ตำรับเครื่องสำอางโลชั่นชนิดไขมันในน้ำ (oil-in-water emulsion) สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของสารสกัดมะหาด (0.10 %w/w) ในการทำให้ผิวขาวได้ดีขึ้น เมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์
          ดังนั้นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดมะหาดเพื่อให้ผิวขาว นอกจากจะต้องพิจารณาถึงความเข้มข้นของสารสกัดมะหาดในผลิตภัณฑ์แล้ว รูปแบบของผลิตภัณฑ์ ก็มีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของสารสกัดมะหาดเช่นกัน