วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

การทำยาแปรรูปจากสมุนไพร


การทำยาเม็ดปั๊มมือ-ยาตอกเม็ด-การเคลือบยาเม็ด-การสุมยา-น้ำมันไพล-ยาน้ำ-ยาดม-ลูกประคบ-ยาขี้ผึ้ง-แชมพู-การฆ่าฤทธิ์-ยาต้ม-ยาชง

การทำยาแปรรูปจากสมุนไพร

การทำยาเม็ดปั๊มมือ-ยาตอกเม็ด-การเคลือบยาเม็ด
การสุมยา-น้ำมันไพล-ยาน้ำ-ยาดม-ลูกประคบ
ยาขี้ผึ้ง-แชมพู-การฆ่าฤทธิ์-ยาต้ม-ยาชง



จัดทำโดย อ. หมอสุชาติ ภูวรัตน์

หัวหน้าศูนย์การแพทย์แผนไทยภูเก็ต

เพื่อความรู้และเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้ชม

อีเมล์:pk_ttm_center@outlook.com
  

การทำยาเม็ดแบบปั๊มมือ
หรือแบบพิมพ์มือ (พิมพ์ทองเหลือง)


 
เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ 

1.   เครื่องปั๊มยาด้วยมือ (แบบพิมพ์มือ เป็นพิมพ์ทองเหลือง)
2.   แผ่นกระจกใส แผ่น
3.   กาต้มน้ำขนาดใหญ่
4.   กะละมังขนาดใหญ่ขนาดกลาง
5.   ผ้าสะอาดผืนเล็ก
6.   ถาดใส่ยาเม็ม
7.   ยาผง
8.   แป้งมัน

การเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ 

1.  นำน้ำเดือดเทราดพิมพ์มือทองเหลือง และกระจกแผ่นใส เช็ดให้แห้งสนิทด้วยผ้าสะอาด และ
    ใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดอีกครั้งหนึ่ง ทิ้งให้ระเหยแห้งก่อนนำยามาพิมพ์มือ
2.  วางกระจกแผ่นใสบนโต๊ะ และวางพิมพ์มือทองเหลืองบนกระจกแผ่นใส

วิธีทำยาเม็ด 

1.   กวนแป้งมันกับน้ำให้ใส (เป็นแป้งเปียกใส) ในปริมาณที่พอเหมาะกับยาผง
2.   นำยาผงมาผสมกับแป้งเปียก คลุกเคล้าจนเข้ากันดี
3.   นำยาที่ผสมแล้วมาพอประมาณ แผ่เป็นแผ่นกระจก แล้วนำพิมพ์มือทองเหลืองกดลงบนยา
4.   กดยาที่พิมพ์แล้วออกจากพิมพ์ทองเหลือง ใส่ลงในถาดที่เตรียมไว้
5.  นำยาที่พิมพ์เสร็จ เข้าตู้อบอุณหภูมิ 50 – 55 องสาเซลเซียส ประมาณ 4 – 6 ชั่วโมง
6.   เก็บยาเม็ดใส่ขวดโหลแก้วสะอาด ปิดฝาให้มิดชิด
หมายเหตุ : ยาพิมพ์เม็ด (พิมพ์มือทองเหลือง) ถ้ายาเป็นผงมีความเหนียวมากอยู่แล้วอาจจะไม่ต้องใช้
แป้งมันในการผสมยานั้น เพียงแต่ผสมกับน้ำต้มสุก ก็นำมาพิมพ์เม็ดได้ ผงยาที่ต้องผสมแป้งมัน ในการทำเม็ดแบบพิมพ์มือ ได้แก่ 

1.   ยาเม็ดฟ้าทลายโจร
2.   ยามหานิล ฯลฯ
ถ้าสนใจดูการทำยาลูกกลอน-ยาเม็ดปั๊มมือในเว็บไซต์     http://youtu.be/SJPVFDnQCxo 
เครื่องปั้นยาลูกกลอน https://www.youtube.com/watch?v=jA4dKuNwfX4    


ยาตอกเม็ดฟ้าทลายโจร 



วัตถุส่วนประกอบ

1.  ฟ้าทลายโจร (ผง) 2,000 กรัม
2.   แป้งมัน 100 กรัม
3.    แป้งมัน (ทำแป้งเปียก 10%) 150 กรัม
4.    ผงทัลคัม 70 กรัม
5.    แมกนีเซียม สเตียเรต 60 กรัม

ขั้นตอนการผลิต 

1.   นำฟ้าทลายโจร (ผง) และแป้งมัน (ในข้อ และ ข้อ 2) ซึ่งผ่านแร่ง แล้วมาผสมให้เข้ากัน
2.    ใส่น้ำเย็น 1,500 กรัม ลงในแป้งมัน 150 กรัม (ทำเป็นแป้งเปียก 10%) โดยการกวนจนเป็นสีขาวข้นเหนียว ผ่านน้ำเดือด
3.     นำแป้งเปียกและผงฟ้าทลายโจร ซึ่งผสมแป้งมันแล้วมาผสมให้เข้ากัน แล้วนำไปผ่านแร่งเบอร์ 14 นำแกรนูลที่ได้ไปอบแห้ง ที่อุณหภูมิไม่เกิน 55 องศา จากนั้นนำแกรนูลที่อบแห้งแล้วมาผ่านแร่งเบอร์ 18
4.      ผสมผงฟ้าทลายโจรที่เป็นแกรนูลให้เข้ากันกับทัลคัม และแมกนีเซียม สเตียเรต
5.     นำผงยาที่ผสมแล้วไปตอกเม็ด และควบคุมน้ำหนักเม็ดยาให้ได้มาตรฐาน
6.     นำยาเม็ดที่ตอกได้เข้าตู้อบ ที่อุณหภูมิ 50 – 55 องศาเซลเซียส ประมาณ 4 – 6 ชั่วโมง
7.     ทดสอบการแตกตัวของเม็ดยา ไม่ควรเกิน 30 นาที

การเคลือบยาเม็ดด้วยน้ำตาล (Sugar coating)
วัตถุประสงค์ของการเคลือบยาเม็ด เพื่อ 
  • กลบรส สี หรือกลิ่นที่ไม่น่ารับประทานของยาเม็ด
  • ป้องกันตัวยาหรือสารสำคัญไม่ให้เสื่อมสลายเร็ว 
  • ให้เม็ดยามีรูปกลมมนสะดวกในการกลืน
  • ความสวยงามของเม็ดยา ทำให้น่ารับประทาน
  • แยกตัวยาสองชนิดที่ไม่เข้ากัน โดยชนิดหนึ่งเป็นยาเม็ดแกน ส่วนอีกชนิดหนึ่งเป็นส่วนที่เคลือบข้างนอก
  • ควบคุมการออกฤทธิ์ของยาเม็ด อันเนื่องมาจากการระคายเคือง เช่น ยาสหัศธารา ระคายเคืองต่อหลอดอาหาร และกระเพาะอาหาร หรืออาจเนื่องจากต้องการให้ออกฤทธิ์ที่ลำไส้ เช่น ยาริดสีดวงทวาร







วัตถุส่วนประกอบ 
1. ยาเม็ดลูกกลอน
2. แป้งทัลคัม
3. น้ำตาลทราย
4. น้ำ
5. กัมอาคาเซีย
6. เชคแลค
7. แอลกอฮอล์
8. ขี้ผึ้งคานูบา
9. ขี้ผึ้งขาว
10. คาร์บอนเตทตระคลอไรด์
11. สี

เครื่องมือ 
1. เครื่องเคลือบยาเม็ด (ถังเคลือบยาเม็ด)
2. เครื่อขัดเงายาเม็ด

วิธีการเคลือบยาเม็ด 

1.      นำยาลูกกลอนที่แห้งดีแล้ว ใส่ในเครื่องเคลือบยาเม็ด แล้วเทเชคแลค ซึ่งละลายด้วยแอลกอฮอล์ในอัตราส่วน เชคแลค 40 ส่วน แอลกอฮอล์ 60 ส่วน ในขณะที่ถังหมุนไปเรื่อยๆ เชคแลคจะเคลือบเม็ดยาลูกกลอน เมื่อใช้ลมเย็นเป่าเชคแลคจะแห้งติดผิว และป้องกันไม่ให้เม็ดยาแตก เมื่อเชคแลคแห้งดี ให้ร่อนเอาเม็ดที่เกาะติดกันออก ทำซ้ำอีก หรือ ครั้ง

2.     ลบมุม อุดรู และปิดร่องของเม็ดลูกกลอนด้วยน้ำแป้งทัลคัม ซึ่งผสมด้วย กัมอาคาเซีย และน้ำตาลตามอัตราส่วนแป้งทัลคัม 20 – 35% กัมอาคาเชีย 5 – 10% น้ำตาล 40 – 50% และน้ำ 20 –30% โดยต้มให้ละลายเป็นเนื้อเดียวกัน

3.     ใช้น้ำแป้งในข้อ เทลงบนเม็ดยาขณะที่ถังกำลังหมุน พร้อมโปรยผงทัลคัมลงไปเป็นระยะๆ ดูให้พอเหมาะ ขณะเดียวกันใช้ลมร้อนอุณหภูมิ 60 – 70 องศาเซลเซียส เป่าบนเม็ดยาตลอด เพื่อให้น้ำแป้งแห้งติดเม็ดยา เมื่อแห้งดีแล้วให้ร่อนเอาเม็ดที่ติดกันออก ทำซ้ำประมาณ 8 – 10 ครั้ง เม็ดลูกกลอนในขั้นสุดท้ายจะเป็นสีขาวเหมือนแป้งทัลคัม

4.      เคลือบสีรองพื้น ด้วยการเติมสีในปริมาณเพียงเล็กน้อยในน้ำแห้งทัลคัม เคลือบโดยการเทน้ำสีลงในขณะที่เครื่องเคลือบหมุนไปเรื่อยๆ แล้วปล่อยให้เม็ดยาแห้งสนิท แล้วจึงเคลือบครั้งต่อไป เคลือบซ้ำ 3 – 4 ครั้ง

5.      เคลือบสีที่ต้องการ โดยใช้น้ำเชื่อมทำจากน้ำตาล ส่วน น้ำ ส่วน แล้วเติมสีให้ได้ความเข้มข้นตามต้องการ เคลือบซ้ำตามวิธีเดิม จนได้สีสวยงาม

6.        เคลือบเงาเพื่อให้ดีสดใสขึ้น โดยใช้ขี้ผึ้งคานูบาผสมขี้ผึ้งขาว ผสมในอัตราส่วน 4%, 0.4% ตามลำดับ ละลายในคาร์บอนเตทตระคลอไรด์ 95% แล้วนำมาใส่ในเครื่องขัดเงายาเม็ด ให้หมุนไปเรื่อยๆ จนเม็ดยาเงา

การสุมยา


การสุมยา คือ การนำยาที่ได้ปรุงเป็นตำรับแล้ว มาใส่รวมกันในหม้อดินปิดฝาหม้อให้มิดชิด นำไปสุมไฟร้อนจัด (สุมไฟด้วยฟืน) จนยากลายเป็นสีดำ (เป็นถ่านสีดำ)

ขั้นตอนการสุมยา 

1. นำยามหานิลที่ได้ปรุงเป็นตำรับแล้ว แยกตัวยาที่เป็นแก่น ลูก ราก ใบ ออกเป็นประเภทๆ สับยาเป็นชิ้นเล็กๆ
2.    เอาใบทองหลางใบมน คั่วในกระทะจนเกรียม เก็บใส่ภาชนะไว้ (ไม่ต้องสุม)
3.   นำยาที่สับแล้วพวกแก่นไม้ รากไม้ และลูกมะกอก ใส่ลงในหม้อดินก่อน และใส่ยาอื่นๆ ตามลงไป
     (เพื่อให้ยาสุกทั่วกันทั้งหม้อ)
4.  ใช้กระดาษฟางสีขาว ชุบน้ำพอหมาดๆ ปิดบนฝาหม้อดินให้มิดชิด (เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดไฟลุกไหม้ตัวยาในหม้อดิน) นำไปสุมไฟร้อนจัด (สุมไฟด้วยฟืน)
5.    เมื่อสุมยาจนเป็นสีดำ (ถ่านสีดำ) ทั่วทั้งหม้อแล้ว ทิ้งไว้ให้เย็น
6.    เทยาออกจากหม้อดิน นำไปบดรวมกับใบทองหลางใบมน (ที่คั่วแล้ว
7.    ร่อนยาให้ได้ผงละเอียด
   
 
ยาเข้าน้ำมัน (น้ำมันไพล)



วัตถุส่วนประกอบ
1. ไพลสด กิโลกรัม
2. น้ำมันมะพร้าว ลิตร (หรือใช้น้ำมันพืชอื่นๆ)
3. เมนทอล 50 กรัม
4. น้ำมันระกำ 600 ซีซี
5. น้ำมันเขียว 100 ซีซี
6. น้ำมันยูคาลิปตัส 100 ซีซี
7. ชินนามอน 20 ซีซี
8. น้ำมันกานพลู 20 ซีซี
9. น้ำมันแก้ว 450 กรัม
10. การบูร 350 กรัม
ขั้นตอนการทำ
1.  นำไพลสดมาปอกเปลือก หั่นเป็นแผ่นบางๆ
2.   เอาน้ำมันใส่กระทะตั้งไฟให้ร้อน ค่อยๆ ใส่ไพลลงทอด ทีละน้อย เมื่อไพลกรอบเกรียมดีแล้วจึงตักออกทิ้งไป
    ทอดไพลจนหมดทิ้งไว้ให้เย็น (น้ำมันมะพร้าว 2 ลิตร ทอดแล้วได้ความเข้มข้นของน้ำมันไพลประมาณ 1ลิตร)
3.  กรองน้ำมันไพลที่เคี่ยวได้ใส่ภาชนะไว้
4.   ละลายเมนทอลและการบูร ในน้ำมันระกำ แล้วจึงใส่น้ำมันไพลลงไป
5.   ใส่ข้อ 5, 6, 8, 9 ผสมลงไป คนให้เข้ากันดี
6.   บรรจุขวดที่เตรียมไว้ 

สนใจดูการทำน้ำมันไพล เข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ของ คณะเภสัช ม. มหิดล  http://youtu.be/0kP1APHZqjI


ยาน้ำ (ยาธาตุอบเชย)



วัตถุส่วนประกอบ
1. กระวาน 50 กรัม
2. กานพลู 50 กรัม
3. สมุลแว้ง 50 กรัม
4. อบเชยเทศ 50 กรัม
5. ชะเอมเทศ 50 กรัม
6. การบูร 10 กรัม
7. เมนทอล กรัม
8. น้ำ ลิตร

ขั้นตอนการทำ 
1.  ตำหรือบดด้วยยาข้อ 1 – 5 พอแหลก
2. ใส่น้ำลงในหม้อต้มให้เดือด ใส่ตัวยาที่เตรียมไว้ลงไปต้มเคี่ยวให้เหลือประมาณ ลิตร
3.  ยกหม้อลง ใช้ผ้าขาวบางกรองเอากากยาออก
4.  ใส่เมนทอลและการบูรลงไป คนจนละลายปิดฝาทิ้งไว้ให้เย็น และให้ตกตะกอน
5.  บรรจุภาชนะที่เตรียมไว้ 
ยาดมส้มโอมือ








วัตถุส่วนประกอบ 
1. ยาหอมบำรุงหัวใจ ส่วน 
2. ยาหอมห้าเจดีย์ ส่วน 
3. ผิวมะกรูดแห้ง (บดหยาบ) 
4. เปลือกสมุลแว้ง (บดหยาบ) 
5. เปลือกอบเชยเทศ (บดหยาบ) 
6. ส้มมือแห้ง (บดหยาบ) 
7. ชะมดเช็ด 
8. พิมเสน 
9. เมนทอล 

ขั้นตอนการทำ
  • ผสมข้อ และ เข้าด้วยกัน แล้วนำข้อ 3, 4, 5 และ อย่างละพอประมาณมาผสมรวมกัน
  • นำชะมดเช็ดปริมาณเล็กน้อยใส่ในใบพลูซ้อนหลายๆ ชั้น ลนไฟเทียนให้ไหลในตัวยาผสมให้เข้ากันดี
  • ดมกลิ่นให้ได้กลิ่นหอมตามต้องการ
  • นำผ้าสำลีมาตัดเป็นสี่เหลี่ยมขนาดกว้าง ซม. ยาว ซม.
  • ตักเนื้อยา ช้อนยา ห่อด้วยผ้าสาลู เป็นก้อนกลม ผูกด้ายให้แน่น
  • นำพิมเสนกับเมนทอลมาผสมกัน ในอัตราส่วน ต่อ เขย่าให้เข้ากันจนละลายหมด (ละลายเป็นน้ำมัน) 
  •   เอายาที่ห่อไว้แล้ว จุ่มลงในข้อ ให้เปียกชุ่มพอประมาณ จึงใส่ในถ้ำยาดม ปิดฝาให้สนิท
 



ยาประคบ (ลูกประคบ)




 วัตถุส่วนประกอบ
1. ไพลสด ส่วน
2. ผิวมะกรูดสด ส่วน
3. ตะไคร้สด ส่วน
4. ใบมะขามสด ส่วน
5. ขมิ้นอ้อยสด ส่วน
6. พิมเสน 10 ส่วน
7. การบูร 10 ส่วน

ขั้นตอนการทำ
1. นำสมุนไพรข้อ 1, 2, 3, 4 และ หั่นบางๆ ตำพอหยาบๆ
2. ใส่พิมเสน การบูร ผสมรวมกัน
3. นำมาห่อเป็นลูกประคบ
สนใจดูวิธีทำลูกประคบสดเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ของนักศีกษา คณะเภสัช มหาวิทยาลัย มหิดลข้างล่างนี้ 
 สนใจดูวิธีทำลูกประคบแห้งไว้จำหน่าย เข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ข้างล่างนี้http://youtu.be/rE9yYIhTVgs


ยาขี้ผึ้ง



วัตถุส่วนประกอบ
1. วาสลิน (Vasalin) 420 กรัม
2. Wool Fat 12 กรัม
3. ขี้ผึ้ง (Bee Wax) 50 กรัม
4. พาราฟินชนิดแข็ง (Hard Paraffin) 13 กรัม
5. เมนทอล (Menthol) 75 กรัม
6. น้ำมันยูคาลิปตัส (Eucalyptus Oil) 30 ซีซี
7. เมทิล ซาลิซิเลต (Methyl Salicylate) 45 ซีซี
8. เสลดพังพอน (สกัดด้วย Alcohol) 30 ซีซี

ขั้นตอนการทำ
1.   นำสมุนไพรข้อ 1, 2, 3, 4 ใส่ภาชนะรวมกัน ไปกวนในน้ำร้อนซึ่งตั้งไฟเดือดจนละลายหมด ตั้งทิ้งไว้ให้อุ่น 
2.    นำข้อ 5, 6, 7, 8 ใส่ลงไป คนให้เข้ากันดี 
3.   บรรจุขวดที่เตรียมไว้ ในขณะที่ยายังอุ่นๆ อยู่ (ควรเก็บในที่มืด เพื่อป้องกันการเปลี่ยนสี)
แชมพูว่านหางจระเข้







วัตถุส่วนประกอบ 
1. หัวแชมพู 1000 กรัม 
2. ว่านหางจระเข้ 1000 กรัม 
3. ผงฟอง 100 กรัม 
4. ผงข้น 100 กรัม 
5. ลาโนลิน 100 กรัม 
6. หัวน้ำหอม 15 ซีซี 
7. น้ำ 1000 กรัม 
8. สี 

ขั้นตอนการทำ
1.   นำว่านหางจระเข้มาปอกเปลือก เอาไปล้างน้ำ แล้วปั่นละเอียดให้ได้ กก.
2.   ใส่น้ำ 1000 กรัม ผสมกับว่านหางจระเข้ 1000 กรัม นำไปต้ม
3.    เทผงฟองทีละน้อย คนให้ละลาย ใส่ลาโนลินลงผสม
4.    นำแชมพูที่ต้มแล้วกรอง ใส่สี ทิ้งให้เย็น ใส่ผงข้นลงผสม ใส่หัวน้ำหอม
5.    บรรจุขวด

ยาต้ม 



ยาต้ม เป็นรูปแบบการปรุงยาสมุนไพรที่ใช้มานาน เป็นการใช้น้ำเป็นตัวทำละลายยาสมุนไพร ข้อดีของยาต้ม คือ ดูดซึมง่าย ออกฤทธิ์เร็ว วิธีการเตรียมง่ายและสะดวก มีข้อเสีย คือ รสชาติและกลิ่นอาจรับประทานยากสำหรับบางคน และยาต้มเก็บไว้ไม่ได้นานขึ้นราง่าย ถ้าต้องการเก็บไว้จะต้องใช้สารกันบูด 



วิธีการเตรียมยาต้ม 
1. น้ำและภาชนะ
น้ำที่ใช้ต้มยาควรเป็นน้ำสะอาด ใส ไม่มีกลิ่น รส ปริมาณยาโดยปกติจะใส่น้ำพอท่วมยา ภาชนะที่ใช้ต้มยาควรเป็นหม้อดินเผา หรือหม้อเคลือบ ไม่ควรใช้ภาชนะที่เป็นโลหะ เช่น เหล็ก เพราะจะทำให้สารแทนนินซึ่งจะมีผลต่อฤทธิ์ของยาได้
2. การเตรียมยาสมุนไพร
ยาสมุนไพรที่ใช้ต้มควรหั่นเป็นชิ้น ขนาดพอดี ถ้าเป็นแก่นก็หั่นเป็นชิ้นขนาดเท่าๆ กัน ถ้าเป็นใบใหญ่ เช่น ชุมเห็ดเทศ ให้หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แต่ถ้าใบเล็ก เช่น ฟ้าทลายโจร กระเพรา ก็ใช้ทั้งใบขนาดไม่ควรเล็กเกินไป เพราะทำให้กรองยาต้มยากและเวลาต้มอาจจะไหม้ได้
3. การต้ม
เติมน้ำสะอาดลงในตัวยา ให้น้ำท่วมตัวยา ใช้ไฟขนาดกลางต้มให้เดือดหลังจากเดือดแล้วไฟอ่อนลง ใช้เวลาต้ม 10 – 15 นาที ต้องคอยดูแลและคนสม่ำเสมอ อย่าให้ยาไหม้ (การต้มยาไทย ส่วนใหญ่จะต้ม เอา 1 คือ ใส่น้ำ ส่วน ของปริมาณที่ต้องการใช้ และต้มให้เหลือ ส่วน หรือต้มรับประทานจนยาจืด ไม่เกิน 7 – 10 วัน ควรอุ่น เช้า – เย็น ทุกวัน) ยาต้มควรรับประทานเวลาท้องว่าง (ก่อนอาหาร) จำนวนครั้งละปริมาณที่กำหนดในวิธีใช้ยา


ยาชง


ยาชง   เป็นรูปแบบหนึ่งที่เตรียมง่าย ส่วนใหญ่เป็นการใช้ยาสมุนไพรแห้ง และเติมน้ำร้อนเป็นตัวทำละลาย ข้ออีของยาชง คือ ดูดซึมง่าย มักมีกลิ่นหอม และรสชาติดี

วิธีการเตรียมยา

ยาชงส่วนใหญ่เป็นการนำส่วนของสมุนไพร เช่น ใบหญ้าหนวดแมวใบชุมเห็ดเทศกลีบรองดอกของกระเจี๊ยบมาล้างให้สะอาดและผึ่งลมให้แห้ง (บางอย่างนำไปคั่วหรือย่างไฟ) เติมน้ำเดือดลงในสมุนไพรแห้งนั้น ทิ้งไว้ประมาณ 
 3 – 5 นาทีก็ใช้ได้ อย่าทิ้งยาชงไว้นานเกินไป จะทำให้สรรพคุณ กลิ่น และรสของยาเปลี่ยนแปลง
 

 อ้างอิง:  ตำราแพทย์แผนโบราณทั่วไป  สาขาเภสัชกรรม
               กองประกอบโรคศิลปะ  

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2558

กัวซาหน้า

กัวซา ยกกระชับใบหน้า     
     เป็นการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับเซลล์ผิวหนังบริเวณใบหน้าโดยตรง กระตุ้นการหมุนเวียนสูบฉีดของโลหิต ทำให้ได้รับออกซิเจนและสารอาหารไปหล่อเลี้ยงเต็มที่ พร้อมกันนั้น ก็เป็นการเร่งให้ร่างกายขับสารพิษออกไปเร็วขึ้น เป็นผลให้ผิวพรรณเต่งตึง เนียนนุ่ม ชุ่มชื้น เป็นประกาย มีเลือดฝาด ลดรอยเหี่ยวย่น และจุดด่างดำ


ประโยชน์ของการ ทำ กัวซา ใบหน้า
ช่วยขับสารพิษบนใบหน้า อันเป็นสาเหตุของสิว ฝ้า หน้าหมองคล้ำ ไม่สดใส
2. ลบเลือนริ้วรอยแห่งวัย  ถุงใต้ตา  หางตา  ร่องแก้ม
3. กระตุ้นเส้นชีพจรบนใบหน้า  เพื่อสร้างความแข็งแรงให้กับเซลล์ผิวหน้า และอวัยวะภายใน
4. ยกกระชับกล้ามเนื้อใบหน้า  หนังตา  แก้ม  ปรับเปลี่ยนรูปหน้า
5. กระตุ้นการหมุนเวียนเลือด  ทำให้ใบหน้าได้รับออกซิเจนและสารอาหารเต็มที่
6. ผิวพรรณสดใส  เต่งตึง

ดูแนวการขูดกันชัดๆ

วิธีการกัวซา กระชับปรับรูปหน้า
ใช้สำลีชุมน้ำเปล่าทำความสะอาด ล้างสิ่งสกปรกตกค้างบนใบหน้า รวมทั้งเครื่องสำอางให้เรียบร้อย หลังจากนั้นจึงเริ่มกระบวนการนวดยกกระชับผิวหน้า โดยจับแผ่นกัวซาทำมุม 45 องศา กับผิวหน้า นวดตามแนวเส้นในรูปแนวละ 10 ครั้ง โดยใช้แผ่นกัวซาจุ่มน้ำเป็นระยะเพื่อให้ลื่น ดังนี้
แนวที่ 1  จากกึ่งกลางหน้าผากไปขมับซ้าย
แนวที่ 2   จากกึ่งกลางหน้าผากไปขมับขวา
แนวที่ 3   จากกึ่งกลางหัวคิ้วขึ้นไปไรผม (หน้าผาก)        
แนวที่ 4   หัวตาซ้าย (ใต้หัวคิ้ว) ออกไปทางหางตา
แนวที่ 5   หัวตาขวา (ใต้หัวคิ้ว) ออกไปทางหางตา
แนวที่ 6   หางตาซ้ายขึ้นไปทางขมับ
แนวที่ 7   หางตาขวาขึ้นไปทางขมับ
แนวที่ 8   ใต้ตาซ้ายโค้งขึ้นไปทางขมับ
แนวที่ 9   ใต้ตาขวาโค้งขึ้นไปทางขมับ
แนวที่ 10  ข้างจมูกซ้ายบนลงมาปลายจมูก
แนวที่ 11  ข้างจมูกขวาบนลงมาปลายจมูก
แนวที่ 12  แก้มซ้ายปาดโค้งขึ้นไปทางขมับ
แนวที่ 13  แก้มขวาปาดโค้งขึ้นไปทางขมับ
แนวที่ 14  จากมุมปากบนซ้าย ปาดโค้งผ่านแก้มไปปลายติ่งหู
แนวที่ 15  จากมุมปากบนขวา ปาดโค้งผ่านแก้มไปปลายติ่งหู
แนวที่ 16  จากกึ่งกลางล่องริมฝีปากบนไปทางซ้ายจนถึงปลายติ่งหู
แนวที่ 17  จากกึ่งกลางล่องริมฝีปากบน ไปทางขวาจนถึงปลายติ่งหู
แนวที่ 18  จากกึ่งกลางคาง ไปทางซ้ายจนถึงปลายติ่งหู
แนวที่ 19  จากกึ่งกลางคางไปทางขวาจนถึงปลายติ่งหู
แนวที่ 20   นวดขึ้นเป็นเส้นตรงไปหาคางให้รอบคอด้านซ้ายและขวา
แนวที่ 21   ใช้พูกันชุบสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิวหน้าทา
               ตามแนวที่นวดให้ทั่วใบหน้า
แนวที่ 22   ระหว่างที่รอให้สมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์ฯ แห้งให้ใช้แผ่นกัวซาขูดบนศรีษะให้ทั่ว
แนวที่ 23  ใช่สำลีชุปน้ำเช็ดให้สะอาด ใช่สำลีชุปน้ำเย็นเช็ดใบหน้าเพื่อกระชับรูขุมขน
               ทาแป้งฝุ่น ครบการกัวซาเพื่อยกกระชับ ปรับรูปหน้าค่ะ

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2558

ชาใบหม่อน


ชาใบหม่อน : สรรพคุณ
  • -         มีสารกาบา คุณสมบัติเดียวกับข้าวกล้องงอก สารกาบาตัวนี้ช่วยบำรุงระบบประสาททำให้นอนหลับสบาย และช่วยปรับความดันโลหิต ทั้งผู้เป็นความดันโลหิตสูงและความดันโลหิตปกติสามารถดื่มชาใบหม่อนแทนน้ำได้ แต่คนที่เป็นความดันต่ำแนะนำอย่าดื่มแทนน้ำ ระยะแรกค่อย ๆ ดื่มทีละแก้วจะช่วยปรับความดันให้เป็นปกติ

  • -          มีสารดีอ็อกซิโนจิริมายซิน (Deoxynojirimycin) ซึ่งสารนี้มีผลในการลดระดับน้ำตาลในเลือด
  • -         มีสาร ฟายโตสเตอรอล  (Phytosterol) ที่มีประสิทธิภาพในการลดความระดับคอเลสเตอรอล
  • -          มีสารโพลีฟีนอลโดยรวม  (polyphenols) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ดี
  • -         มีแร่ธาตุ และวิตามิน แคลเซียม โปแตสเซียม โซเดียม แมกนีเซียม เหล็ก  สังกะสี  วิตามินเอ วิตามินบี อีกทั้งยังมี กรดอะมิโน ที่จำเป็นต่อร่างกายครบทุกชนิด

ในใบหม่อนมีสาร เควอซิติน (quercetin) และ เคมเฟอรอล (kaempferol) ซึ่งเป็นสารกลุ่ม  ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ที่มีคุณสมบัติดังนี้
 1.      ป้องกันการดูดซึมของน้ำตาลในลำไส้เล็ก
2.      ทำให้กระแสเลือดหมุนเวียนดี  และหลอดเลือดแข็งแรง
3.      ยับยั้งการเกิดสารก่อมะเร็งเม็ดเลือด  มะเร็งเต้านม  และมะเร็งลำไส้ใหญ่
4.      ลดอาการแพ้ต่าง ๆ และยืดอายุเม็ดเลือดขาว



  การชงชาใบหม่อน ด้วยน้ำร้อน 80 90 องศาเซลเซียส จะรักษาปริมาณสารออกฤทธิ์ได้ดีที่สุด น้ำร้อนจะทำให้สาระสำคัญละลายออกมาได้ดี ควรชงชาใบหม่อนไว้นานอย่างน้อย 6 นาที ก่อนดื่ม ยิ่งแช่ทิ้งไว้นานยิ่งดี จะได้คุณค่าทางโภชนาการและเภสัชวิทยา  ใบหม่อนไม่มีสารแทนนินที่ทำให้ท้องผูก และไม่มีสารคาเฟอีนเหมือนในใบชาและกาแฟ

วันเสาร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2558

"ธาตุ" ในอายุรเวท


ธาตุ หรือ dhatu อ่านว่า ธา-ตุ
ทำความเข้าใจกับความหมายของคำว่า dhatu (หรือธาตุ ซึ่งอ่านว่า ธา-ตุ ไม่ใช่ ทาต) ก่อน
เท่าที่ผมพอจะทราบมาบ้าง คำว่า dhatu มีความหมายโดยคร่าวๆ ว่า "สิ่งซึ่งคำจุ้น ยึดเหนี่ยว ธำรง และหล่อเลี้ยง" (มาจากรากศัพท์ว่า dhaaranat/ ธารณาต) ซึ่งสามารถครอบคลุมและตีความไปได้หลากหลาย ตั้งแต่โลหะธาตุ แร่ธาตุ ไปกระทั่งถึงเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย
แต่เมื่อใช้ในบริบทของร่างกายในความหมายแบบรวมๆ ธาตุน่าจะพอแปลแบบเทียบเคียงคร่าวๆ ว่า "เนื้อเยื่อที่ประกอบกันเป็นโครงสร้างของร่างกาย" เพื่อให้ร่างกายมีชีวิต ธำรงคงอยู่ จากการได้รับการหล่อเลี้ยงอันจำเป็น(จากตัวธาตุเอง)
หากเปรียบร่างกายเราเป็นอาคารบ้านเรือน ธาตุก็อาจเปรียบได้กับ พื้น ผนัง หลังคาซึ่งประกอบกันเพื่อรองรับห้องหับต่างๆ ที่สร้างขึ้น กระทั่งท่อประปา(ซึ่งเป็นโครงสร้างที่จะรองและรับน้ำเพื่อนำมาดื่มกินและใช้สอยเพื่อการต่างๆ), ท่อน้ำทิ้ง (เพื่อระบายถ่ายเทน้ำเสียจากอาคารบ้านเรือน), สายไฟฟ้า (เพื่อรับกระแสไฟฟ้า)
อายุรเวทจำแนกธาตุออกเป็น ๗ ลักษณะตามการทำหน้าที่ของธาตุหรือเนื้อเยื่อที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของร่างกาย ตั้งแต่สารอาหาร(หรือรสะ/ rasa)หลังจากที่อาหารถูกย่อยในกระเพาะและถูกดูดซึมในลำไส้และลำเลียงไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย, เลือด (รักตะ/rakta), เนื้อ (มามสะ/mamsa), มันหรือไขมัน (เมทะ/meda), กระดูก (อัสถิ/asthi), ไขกระดูก (มัชชะ/majja) และของเหลวหรือเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่สืบพันธุ์ (ศุกระ/shukra)
หน้าที่ของแต่ละ dhatu ตามคัมภีร์อายุรเวทว่าไว้อย่างนี้ครับ
๑. rasa dhatu (รสะ ธาตุ) มีหน้าที่ที่เรียกในทางอายุรเวทว่า "ปรีณะนะ" พะเน้าพะนอหรือให้ความอิ่มเอมเปรมปรีดิ์แก่โครงสร้างทั้งหมดของร่างกาย หรือจะพูดง่ายๆ แบบหยาบๆ ว่าปรนเปรอสารอาหารให้แก่โครงสร้างทั้งหมดของร่างกาย
รสะ ธาตุก็น่าจะคือสารอาหารหรือที่ตำราที่แปลจากภาษาสันสกฤตเป็นภาษาอังกฤษมักใช้คำว่า chyle หรือไม่ก็ พลาสมา ซึ่งผมคิดว่าการจะเทียบเช่นนี้ได้ ต้องแน่ใจว่าคำว่า พลาสมาหรือ chyle ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันหรือตะวันตก มีหน้าที่หรือ function แบบเดียวกับรสะในทางอายุรเวท คือนำพาสารอาหารไปหล่อเลี้ยงร่างกายส่วนต่างๆ
๒. rakta dhatu (รักตะ ธาตุ) มีหน้าที่ "ชีวณะ" แปลว่า ธำรงคงไว้ซึ่งความมีชีวิต หรือให้ชีวิต (จนบัดนี้ผมยังตีความหมายลึกๆ และละเอียดชนิดที่โดนใจและถูกใจตัวเองไม่ได้ว่า เมธีอายุรเวทหมายถึงอะไรแน่ แต่เคยอดนึกถึง "ออกซิเจน" ในเลือดไม่ได้ ทั้งๆ ที่เข้าใจและสำเหนียกว่า ชีวณะหรือสิ่งที่ให้ชีวิต(ความหมายคล้ายๆ "ปราณะ" ในทางอายุรเวท ไม่น่าจะเทียบกับออกซิเจนในทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้ชนิดตรงไปตรงมา
๓. mamsa dhatu (มามสะ ธาตุ) ทำหน้าที่ "เลปะ" แปลว่า ห่อหุ้มหรือปกคลุม
ดูรวมๆ แล้วมามสะ ธาตุ ก็น่าจะคือกล้ามเนื้อทั่วร่างกายนะครับ
๔. meda dhatu (เมทะ ธาตุ) มีหน้าที่ที่เรียกว่า "สะเนหะ" แปลว่า หล่อลื่นหรือให้ความมัน ก็น่าจะคือไขมันที่ไปกองสุมอยู่รอบๆ พุง รวมทั้งไขมันทั่วร่างกาย
๕. asthi dhatu (อัสถิ ธาตุ) ทำหน้าที่ "ธารณะ" หรือค้ำจุน ก็คือกระดูกที่ทำให้ร่างกายตั้งอยู่ได้ ไม่เช่นนั้นเราคงลงไปกองเป็นไส้เดือนกันหมด
๖. majaa dhatu (มัชชะ ธาตุ) ทำหน้าที่ "ปูรณะ" หรือเติมเต็ม หมายถึงของเหลวที่เติมเข้าไปในช่องว่างของอัสถิ หรือไขกระดูก หรือแม้แต่สมองในทางอายุรเวทถือว่าเป็น มัชชะ เช่นกัน เพราะมัน(ถูกสร้างขึ้นมา)เติมกะโหลกศีรษะ
และสุดท้าย 
๗. shukra dhatu (ศุกระ ธาตุ) มีหน้าที่ที่เรียกว่า "ครรภะ อุตปาทะ" แปลว่า ให้ชีวิตใหม่ หรือสืบพันธุ์นั่นเอง
ที่ไล่เรียงหน้าที่ของแต่ธาตุก็เพื่อที่จะบอกต่อว่า ครูผมหลายคนมักจะเน้นย้ำว่า มุมมองเชิงสรีรวิทยาและกายวิภาคของอายุรเวทนั้น มีทั้งในระดับที่ gross หรือหยาบๆ กับระดับที่ละเอียดหรือ subtle
นั่นหมายถึงว่า แม้เราจะบอกว่า รักตะ ธาตุ คือเลือดที่ไหลเวียนไปตามร่างกาย ส่วน เนื้อหรือมามสะ ธาตุก็คือกล้ามเนื้อที่ห่อหุ้มห่มคลุมร่างกาย ในขณะที่ ศุกระ ธาตุ หรือเนื้อเยื่อ/ของเหลวสืบพันธุ์คือไข่ในผู้หญิงและอสุจิในผู้ชาย
แต่หากเราศึกษาเซลล์แต่ละเซลล์ เราจะพบว่ากระทั่งในเซลล์หนึ่งเซลล์เองก็มีส่วนประกอบในเซลล์ที่ทำหน้าที่แทบจะครบทั้ง ๗ หน้าที่แบบเดียวกับธาตุในระดับหยาบ คือร่างกายในภาพรวม นั่นก็คือจะมีส่วนของเซลล์ที่ทำหน้าที่ให้เซลล์คงรูปร่างอย่างที่มันควรเป็นได้(ซึ่งเป็นหน้าที่ของธาตุที่เรียกว่า อัสถิ หรือกระดูกไงครับ) บางส่วนของเซลล์ก็ทำหน้าที่ในการสร้างเซลล์ใหม่ (แบบเดียวกับศุกระหรือเนื้อเยื่อสืบพันธุ์)
ที่มา: www.facebook.com/bhaisajyashram/posts/475561622499443