| |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
สมาคมเภสัชและอายุรเวชโบราณแห่งประเทศไทย ประวัติ เมื่อปีพ.ศ.2495 มีการก่อตั้ง “สมาคมเภสัชกรรมไทยโบราณแห่งประเทศไทย” มีสำนักงานตั้งอยู่ที่ร้านไทยวัฒนาโอสถ (ข้างโรงไฟฟ้าวัดเลียบ) มีหมอแดง ตันเวชกุล เป็นนายกสมาคมคนแรก ต่อมาปี พ.ศ.2503 ได้ย้ายมาอยู่ที่วัดสามพระยา ปี พ.ศ.2504 ขุนโสภิตบรรณรักษ์ ( ได้รับเลือกเป็นนายกสมาคม โดยมี ปี พ.ศ.2505 ได้เปลี่ยนชื่อสมาคมเป็น “สมาคมเภสัชและอายุรเวชโบราณแห่งประเทศไทย” ต่อมาได้ย้ายมาอยู่ที่ถนนรามอินทรา 39 เมื่อปี พ.ศ.2542
วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
เทียบยาแผนไทยกับแผนปัจจุบัน
วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559
ซ.สามก๊กฉบับเต็ม .End
ซ.สามก๊กฉบับเต็ม .End
- โดย MrFoMZa2 Chinese Movies Club
- 84 วิดีโอ
- อัปเดตล่าสุดเมื่อ 2 ก.ค. 2014
สามก๊ก (Romance of the Three Kingdoms)
ฉบับสมบูรณ์ 84 ตอน
1 สามวีรบุรุษสาบานในสวนท้อ
2 ศึกสิบขันที
3 ตั๋งโต๊ะครองเมือง
4 โจโฉมอบดาบ
5 สามวีรบุรุษรบลิโป้
6 อุบายห่วงสัมพันธ์
7 ศึกชิงนาง
8 เล่าปี่ครองเมืองซีจิ๋ว
9 ซุนเซ็กคิดการใหญ่
10 ลิโป้เสี่ยงทายเกาทัณฑ์
11 ศึกเมืองอ้วนเซีย
12 ยุทธการปราบลิโป้
13 อวสานลิโป้
14 เล่าปี่โจโฉวิจารณ์วีรบุรุษ
15 อ้วนเสี้ยวเคลื่อนพล
16 กวนอูทำสัญญาสามข้อ
17 กวนอูคืนตราตั้ง
18 บุกเดี่ยวพันลี้
19 พี่น้องพร้อมหน้า
20 ซุนเซ็กสิ้นชีพ
21 ยุทธการกัวต๋อ
22 อ้วนเสี้ยวแตกทัพ
23 อวสานอ้วนเสี้ยว
24 โผนม้าหนีภัย
25 เล่าปี่แสวงปราชญ์
26 ชีซีเสนอตัวขงเบ้ง
27 ยุทธศาสตร์สามก๊ก
28 เผาทัพแฮหัวตุ้น
29 อพยพข้ามน้ำ
30 สงครามสิ้น
31 ยั่วจิวยี่ให้รบ
32 จิวยี่ลวงฆ่าเล่าปี่
33 งานเลี้ยงชุมนุมวีรชน
34 ขงเบ้งยืมลูกเกาทัณฑ์
35 อุบายเจ็บกาย
36 บังทองวางกลห่วงโซ่
37 โจโฉลำพอง
38 ขงเบ้งเรียกลม
39 เผาทัพโจโฉ
40 อุบายยึดลำกุ๋ย
41 เล่าปี่ขยายอำนาจ
42 อุบายนางงาม
43 ดูตัวว่าที่บุตรเขย
44 หนีกลับเกงจิ๋ว
45 จิวยี่กระอักเลือด
46 ขงเบ้งไว้อาลัยจิวยี่
47 โจโฉตัดหนวดหนีตาย
48 เตียวสงมอบแผนที่
49 เล่าปี่เข้าเสฉวน
50 บังทองสิ้นบุญ
51 เตียวหุยรบเงียมงั๋น
52 ยึดได้เสฉวน
53 กวนอูบุกเดี่ยวข้ามฝาก
54 ยุทธการหับป๋า
55 ชิงตำแหน่งรัชทายาท
56 ศึกเตงกุนสัน
57 เล่าปี่ยึดฮันต๋ง
58 น้ำทำลายทัพ
59 กวนอูสิ้นบุญ
60 อวสานโจโฉ
61 โจผีชิงราชบัลลังก์
62 ยกทัพล้างแค้นกวนอู
63 ลกซุนเผาค่ายเล่าปี่
64 ฟื้นสัมพันธไมตรี
65 ยกทัพปราบเบ้งเฮ็ก
66 นักพรตชี้ทางรอด
67 ชนะใจเบ้งเฮ็ก
68 บุกวุยก๊ก
69 เกียงอุยสวามิภักดิ์
70 สุมาอี้ฟื้นตำแหน่ง
71 ประหารม้าเจ็ก
72 สุมาอี้รับตราตั้ง
73 ประลองปัญญาที่เขากิสาน
74 เทวดาขงเบ้งหลอกสุมาอี้
75 บุกกิสานครั้งที่หก
76 เพลิงเผาสุมาอี้
77 ขงเบ้งสิ้นบุญ
78 สุมาอี้รัฐประหาร
79 ศึกภายในง่อก๊ก
80 ล้อมเขาเทียดลองสัน
81 สุมาเจียวปลงพระชนม์
82 เล่าเสี้ยนหลงขันที
83 จ๊กก๊กล่มสลาย
84 อวสานสามก๊ก
ฉบับสมบูรณ์ 84 ตอน
1 สามวีรบุรุษสาบานในสวนท้อ
2 ศึกสิบขันที
3 ตั๋งโต๊ะครองเมือง
4 โจโฉมอบดาบ
5 สามวีรบุรุษรบลิโป้
6 อุบายห่วงสัมพันธ์
7 ศึกชิงนาง
8 เล่าปี่ครองเมืองซีจิ๋ว
9 ซุนเซ็กคิดการใหญ่
10 ลิโป้เสี่ยงทายเกาทัณฑ์
11 ศึกเมืองอ้วนเซีย
12 ยุทธการปราบลิโป้
13 อวสานลิโป้
14 เล่าปี่โจโฉวิจารณ์วีรบุรุษ
15 อ้วนเสี้ยวเคลื่อนพล
16 กวนอูทำสัญญาสามข้อ
17 กวนอูคืนตราตั้ง
18 บุกเดี่ยวพันลี้
19 พี่น้องพร้อมหน้า
20 ซุนเซ็กสิ้นชีพ
21 ยุทธการกัวต๋อ
22 อ้วนเสี้ยวแตกทัพ
23 อวสานอ้วนเสี้ยว
24 โผนม้าหนีภัย
25 เล่าปี่แสวงปราชญ์
26 ชีซีเสนอตัวขงเบ้ง
27 ยุทธศาสตร์สามก๊ก
28 เผาทัพแฮหัวตุ้น
29 อพยพข้ามน้ำ
30 สงครามสิ้น
31 ยั่วจิวยี่ให้รบ
32 จิวยี่ลวงฆ่าเล่าปี่
33 งานเลี้ยงชุมนุมวีรชน
34 ขงเบ้งยืมลูกเกาทัณฑ์
35 อุบายเจ็บกาย
36 บังทองวางกลห่วงโซ่
37 โจโฉลำพอง
38 ขงเบ้งเรียกลม
39 เผาทัพโจโฉ
40 อุบายยึดลำกุ๋ย
41 เล่าปี่ขยายอำนาจ
42 อุบายนางงาม
43 ดูตัวว่าที่บุตรเขย
44 หนีกลับเกงจิ๋ว
45 จิวยี่กระอักเลือด
46 ขงเบ้งไว้อาลัยจิวยี่
47 โจโฉตัดหนวดหนีตาย
48 เตียวสงมอบแผนที่
49 เล่าปี่เข้าเสฉวน
50 บังทองสิ้นบุญ
51 เตียวหุยรบเงียมงั๋น
52 ยึดได้เสฉวน
53 กวนอูบุกเดี่ยวข้ามฝาก
54 ยุทธการหับป๋า
55 ชิงตำแหน่งรัชทายาท
56 ศึกเตงกุนสัน
57 เล่าปี่ยึดฮันต๋ง
58 น้ำทำลายทัพ
59 กวนอูสิ้นบุญ
60 อวสานโจโฉ
61 โจผีชิงราชบัลลังก์
62 ยกทัพล้างแค้นกวนอู
63 ลกซุนเผาค่ายเล่าปี่
64 ฟื้นสัมพันธไมตรี
65 ยกทัพปราบเบ้งเฮ็ก
66 นักพรตชี้ทางรอด
67 ชนะใจเบ้งเฮ็ก
68 บุกวุยก๊ก
69 เกียงอุยสวามิภักดิ์
70 สุมาอี้ฟื้นตำแหน่ง
71 ประหารม้าเจ็ก
72 สุมาอี้รับตราตั้ง
73 ประลองปัญญาที่เขากิสาน
74 เทวดาขงเบ้งหลอกสุมาอี้
75 บุกกิสานครั้งที่หก
76 เพลิงเผาสุมาอี้
77 ขงเบ้งสิ้นบุญ
78 สุมาอี้รัฐประหาร
79 ศึกภายในง่อก๊ก
80 ล้อมเขาเทียดลองสัน
81 สุมาเจียวปลงพระชนม์
82 เล่าเสี้ยนหลงขันที
83 จ๊กก๊กล่มสลาย
84 อวสานสามก๊ก
วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2559
28 ท่าฝึกโยคะ: ท่าที่ 28 อรรถมัสเยนทราสนะ ท่าบิดตัวเท้าเหยียด
28 ท่าฝึกโยคะ: ท่าที่ 28 อรรถมัสเยนทราสนะ ท่าบิดตัวเท้าเหยียด: ๒๘. อรรถมัสเยนทราสนะ ( ardha matsyendrasana) มัสเยนทรา เป็นชื่อของโยคีผู้คิดท่านี้ เป็นอาสนะกลุ่มท่านั่งและจัดอยู่ใน กลุ่มท่าดุลยภาพ ...
วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
ว่าด้วยเรื่องธาตุไฟ
จตุกาลเตโช(ธาตุไฟ ๔ กอง )แผนโบราณ.
เตโชธาตุ ๔ ประการ( ปิตตะ ไฟ)
.
๑.สันตัปปัคคี คือไฟสำหรับอุ่นกายควบคุมทุกส่วนในกายให้ขับเคลื่อนไปกับลม ซึ่งทำให้ตัวเราอบอุ่นเป็นปกติอยู่ มี ดี๑ส่วน,อาหาร(อพัทธะ)๓ ส่วน อยู่ในเส้นโลหิตดำ อาศัยอยู่กับ อพัทธะปิตตะ(ยังไม่แยกดีออก)ทำหน้าที่อบอุ่นโลหิตดำไม่ให้แข็ง โลหิตจึงแล่นไปตามเส้นร่างกายได้ปกติ ช่วยปรับอุณหภูมิให้คงที่ไม่สูงตามอากาศภายนอก พิการ แตกเมื่อใดแก้ไม่ได้ตายแล (เมื่อขาดไปการขาดพลังงานที่จะทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ ภายในร่างกายก็จะเย็นลงทุกขณะโดยเริ่มเย็นตั้งแต่ปลายเท้าซึ่งเป็นส่วนปลายสุด ให้กายเย็นชืดเกิดมากไปทำให้ไข้สูง) เริ่มใหม่ๆคือตีนมือชา,ให้เป็นเหน็บ
.
๒.ปริทัยหัคคี คือไฟสำหรับร้อนระส่ำระสาย กำหนดกำเริบเมื่ออายุ๑๒ปี(รอบเดือน)อยู่รอบหัวใจและเส้นโลหิตแดง(รัตตโลหิต) ทำหน้าที่อบอุ่นหัวใจให้มีกำลังสูบฉีดโลหิตและรักษาหัวใจไม่ให้แห้ง ไม่ให้เน่าให้ความร้อนกาย และเป็นไฟซึ่งทำให้เราต้องอาบน้ำและพัดวี คือความร้อนที่มาระบายออกที่ผิวหนัง และทำหน้าที่ให้ความร้อนใจเป็นไฟแห่งราคะให้เร่าร้อน รวมทั้งอารมณ์ทางเพศ(ฮอร์โมนในหนุ่มสาว)เป็นสายฮอร์โมนก่อเกิดเพื่อสืบดำรง เผ่าพันธุ์ พิการ จับมือเท้าเย็นชีพจรเดินไม่สะดวก ชีพจรขาด๑หรือ๒ หลักก็ดี ทำให้ร้อนภายใน เย็นภายนอกมือเท้า บางทีให้เย็นแต่เหงื่อตกมากใหญ่เท่าเม็ดข้าวโพด (โลหิตไม่ไหลเวียนมาสู่ผิวหนัง ทำให้ตัวเย็นซึ่งอาจเกิดจากการไหลเวียนล้ม ในขณะเดียวกันต่อมเหงื่อถูกกระตุ้น เหงื่อก็จะออกมากเป็นเม็ดโตๆคนไข้ตัวเย็นแต่รู้สึกร้อนภายในเพราะความร้อนยังไม่ถูกระบายออก เกิดมากไปทำให้ตัวร้อนจัด เกิดน้อยไปทำให้ตัวเย็น)
.
๓.ชิรณัคคิ คือไฟสำหรับเผาให้แก่คร่ำคร่า เป็นไฟประจำอยู่ตามเนื้อทั่วไปในกาย,ให้ความอบอุ่น,รักษาเนื้อไม่ให้เปื่อย เมื่อพิการกำเริบซึ่งทำให้ร่างกายเราเหี่ยวแห้ง ทรุดโทรม ชราภาพ มีหน้าที่ทำให้เนื้อเยื่อเสื่อมสลายทุกขณะ จะกำเริบเมื่ออายุ๓๐ ปี พิการ ทำให้กายไม่รู้สึกสัมผัส ลิ้นไม่รู้รส ,จมูกกลับมาได้กลิ่น,หูตึงอยู่กลับได้ยิน,ให้เดิมหน้าผากตึง นัยน์ตาดูไม่รู้จักอะไรมองไม่เห็นกลับเห็นอาการเปลี่ยนไปมาได้ เป็นสัญญาณว่าพระยายมราชมาหลอกล่อประเล้าประโลมสัตว์โลกทั้งหลา(แพทย์พึงรู้อาการใกล้ตาย) เกิดมากไปทำให้แก่ก่อนวัย บางอวัยวะเสื่อมเร็ว จากไตพิการมาก่อน เกิดน้อยไปทำให้เนื้อเยื่อบางส่วนไม่ถูกสลายไปตามปกติทำให้อวัยวะหนาขึ้นเช่นผิวหนัง
.
๔. ปริณามัคคี คือไฟสำหรับย่อยอาหาร แยกน้ำดีที่มีรสขมคาวออกจากโลหิตปิตตะแล้ว (ไฟในถุงของดี)และอยู่ในกระเพาะอาหาร ทำหน้าที่ย่อยอาหารให้สุกไม่บูดเน่าและรักษากระเพาะให้อบอุ่นเสมอ และทำให้อาหารที่เรากลืนลงไปนั้น แหลกละเอียดและย่อยอาหารให้สุก คอยควบคุมอาหารไม่ให้บูดเน่า และคอยรักษาอุณหภูมิภายในลำไส้ตลอดจนถึงช่วงของทวารทั้งหมด พิการ กำเริบให้ร้อนในอก,ร้อนในใจไอมองคร่อ จากไฟไปกระทบน้ำดีในฝักตรงขั้วให้เดือดพลุ่งไประคนกับลมเบื้องบนในประสาททำให้เกิดโรคเส้นเลือดในสมองแตก(สังเกตอาการไข้กาฬ ครั่นเนื้อครั่นตัว,คอแห้กระหายน้ำ,ปวดหัวบ้าง) อาหารไม่ย่อยท้องอืดลมดันขึ้นทำให้แน่นหน้าอก ถ้าร่างกายขาดอาหารอยู่นานๆอาจทำให้เป็นโรคเหน็บชา เท้าบวมได้ ให้ขัดข้อมือข้อเท้า เป็นมองคร่อ(ปอดเป็นหวัด) ไอ ปวดฝ่ามือฝ่าเท้า อาการท้องแข็งผะอืดผะอม เกิดมากไปทำให้อาหารย่อยเร็ว หิวบ่อย เกิดน้อยไปทำให้อาหารย่อยช้า ท้องอืดผะอืดผะอม
.
๑.สันตัปปัคคี คือไฟสำหรับอุ่นกายควบคุมทุกส่วนในกายให้ขับเคลื่อนไปกับลม ซึ่งทำให้ตัวเราอบอุ่นเป็นปกติอยู่ มี ดี๑ส่วน,อาหาร(อพัทธะ)๓ ส่วน อยู่ในเส้นโลหิตดำ อาศัยอยู่กับ อพัทธะปิตตะ(ยังไม่แยกดีออก)ทำหน้าที่อบอุ่นโลหิตดำไม่ให้แข็ง โลหิตจึงแล่นไปตามเส้นร่างกายได้ปกติ ช่วยปรับอุณหภูมิให้คงที่ไม่สูงตามอากาศภายนอก พิการ แตกเมื่อใดแก้ไม่ได้ตายแล (เมื่อขาดไปการขาดพลังงานที่จะทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ ภายในร่างกายก็จะเย็นลงทุกขณะโดยเริ่มเย็นตั้งแต่ปลายเท้าซึ่งเป็นส่วนปลายสุด ให้กายเย็นชืดเกิดมากไปทำให้ไข้สูง) เริ่มใหม่ๆคือตีนมือชา,ให้เป็นเหน็บ
.
๒.ปริทัยหัคคี คือไฟสำหรับร้อนระส่ำระสาย กำหนดกำเริบเมื่ออายุ๑๒ปี(รอบเดือน)อยู่รอบหัวใจและเส้นโลหิตแดง(รัตตโลหิต) ทำหน้าที่อบอุ่นหัวใจให้มีกำลังสูบฉีดโลหิตและรักษาหัวใจไม่ให้แห้ง ไม่ให้เน่าให้ความร้อนกาย และเป็นไฟซึ่งทำให้เราต้องอาบน้ำและพัดวี คือความร้อนที่มาระบายออกที่ผิวหนัง และทำหน้าที่ให้ความร้อนใจเป็นไฟแห่งราคะให้เร่าร้อน รวมทั้งอารมณ์ทางเพศ(ฮอร์โมนในหนุ่มสาว)เป็นสายฮอร์โมนก่อเกิดเพื่อสืบดำรง เผ่าพันธุ์ พิการ จับมือเท้าเย็นชีพจรเดินไม่สะดวก ชีพจรขาด๑หรือ๒ หลักก็ดี ทำให้ร้อนภายใน เย็นภายนอกมือเท้า บางทีให้เย็นแต่เหงื่อตกมากใหญ่เท่าเม็ดข้าวโพด (โลหิตไม่ไหลเวียนมาสู่ผิวหนัง ทำให้ตัวเย็นซึ่งอาจเกิดจากการไหลเวียนล้ม ในขณะเดียวกันต่อมเหงื่อถูกกระตุ้น เหงื่อก็จะออกมากเป็นเม็ดโตๆคนไข้ตัวเย็นแต่รู้สึกร้อนภายในเพราะความร้อนยังไม่ถูกระบายออก เกิดมากไปทำให้ตัวร้อนจัด เกิดน้อยไปทำให้ตัวเย็น)
.
๓.ชิรณัคคิ คือไฟสำหรับเผาให้แก่คร่ำคร่า เป็นไฟประจำอยู่ตามเนื้อทั่วไปในกาย,ให้ความอบอุ่น,รักษาเนื้อไม่ให้เปื่อย เมื่อพิการกำเริบซึ่งทำให้ร่างกายเราเหี่ยวแห้ง ทรุดโทรม ชราภาพ มีหน้าที่ทำให้เนื้อเยื่อเสื่อมสลายทุกขณะ จะกำเริบเมื่ออายุ๓๐ ปี พิการ ทำให้กายไม่รู้สึกสัมผัส ลิ้นไม่รู้รส ,จมูกกลับมาได้กลิ่น,หูตึงอยู่กลับได้ยิน,ให้เดิมหน้าผากตึง นัยน์ตาดูไม่รู้จักอะไรมองไม่เห็นกลับเห็นอาการเปลี่ยนไปมาได้ เป็นสัญญาณว่าพระยายมราชมาหลอกล่อประเล้าประโลมสัตว์โลกทั้งหลา(แพทย์พึงรู้อาการใกล้ตาย) เกิดมากไปทำให้แก่ก่อนวัย บางอวัยวะเสื่อมเร็ว จากไตพิการมาก่อน เกิดน้อยไปทำให้เนื้อเยื่อบางส่วนไม่ถูกสลายไปตามปกติทำให้อวัยวะหนาขึ้นเช่นผิวหนัง
.
๔. ปริณามัคคี คือไฟสำหรับย่อยอาหาร แยกน้ำดีที่มีรสขมคาวออกจากโลหิตปิตตะแล้ว (ไฟในถุงของดี)และอยู่ในกระเพาะอาหาร ทำหน้าที่ย่อยอาหารให้สุกไม่บูดเน่าและรักษากระเพาะให้อบอุ่นเสมอ และทำให้อาหารที่เรากลืนลงไปนั้น แหลกละเอียดและย่อยอาหารให้สุก คอยควบคุมอาหารไม่ให้บูดเน่า และคอยรักษาอุณหภูมิภายในลำไส้ตลอดจนถึงช่วงของทวารทั้งหมด พิการ กำเริบให้ร้อนในอก,ร้อนในใจไอมองคร่อ จากไฟไปกระทบน้ำดีในฝักตรงขั้วให้เดือดพลุ่งไประคนกับลมเบื้องบนในประสาททำให้เกิดโรคเส้นเลือดในสมองแตก(สังเกตอาการไข้กาฬ ครั่นเนื้อครั่นตัว,คอแห้กระหายน้ำ,ปวดหัวบ้าง) อาหารไม่ย่อยท้องอืดลมดันขึ้นทำให้แน่นหน้าอก ถ้าร่างกายขาดอาหารอยู่นานๆอาจทำให้เป็นโรคเหน็บชา เท้าบวมได้ ให้ขัดข้อมือข้อเท้า เป็นมองคร่อ(ปอดเป็นหวัด) ไอ ปวดฝ่ามือฝ่าเท้า อาการท้องแข็งผะอืดผะอม เกิดมากไปทำให้อาหารย่อยเร็ว หิวบ่อย เกิดน้อยไปทำให้อาหารย่อยช้า ท้องอืดผะอืดผะอม
เพราะตัวธาตุ ๔ ขยายออกมาเป็นการทำงานตามหน้าที่ตนที่ปกติคนเรา และสิ่งมีชีวิต ต้องมีทุกคน ซึ่งตัวธาตุยังมีตัวที่ทำงานให้ธาตุอีก แต่แท้จริงแล้วยังมีการทำงานของธาตุภายใน ที่เราเรียกตรีธาตุ อีก ๓ ประการ ในส่วนของตรีธาตุก็คืออุปทายรูปแปรว่ารูปอาศัยที่เป็นตัวขับเคลื่อนกลจักรสิ่งมีชีวิต
@ อ. ปณิตา ถนอมวงษ์ จาก อ.นิต
ระบบเลือด ที่มีปิตตัง และเสมหัง ร่วม จนเป็นที่มาของ อุณหังเตโช และสีตังเตโชเพราะ....น้ำดี มี ๒ ชนิด คือ
แบบฝัก และแบบเอิบอาบภายในตลอดร่างคือปรากฏการณ์ตอน วิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป...ภาษาปัจจุบันคือ "จิต สังเคราะห์ ร่าง(กาย)"(ที่เกิดพร้อมกับ กายสังเคราะห์จิต)น้ำดีตามการค้นพบของพระโยคาจารผู้สำเร็จ
ท่านบรรยายว่า....
"ดีที่ไม่เป็นฝักย่อมซึมซาบไปทั่วสรีระที่เหลือตั้งอยู่....ฯลฯ ดุจหยดน้ำมันซ่านไปทั่ว"ที่เป็นฝัก(ถุง) แนบเนื้อตับระหว่างหัวใจและปอดแสดงว่า...ไวต่อปฏิกิริยาของจิตเพราะเมื่อกำเริบทำให้สัตว์บ้า ทิ้งหิริโอตตัปปะ หมายถึง น้ำดี..คือ พลช่วยรบแผนกส่งเสบียงฉุกเฉิน ประกอบด้วย อากาศจากปอด และอาหารจากตับ รับข้อมูลบัญชาการจาก มโนธาตุ/มโนวิญญาณธาตุ แก่เม็ดเลือดในการสังเคราะห์ธาตุคาร์บอนให้เป็นอินทรียสาร ส่งอากาศให้ไม่เพียงพอ มีแต่อาหารมากไป สัตว์คลั่ง ไร้หิริโอตตัปปะทันที(จึงถูกเรียกเป็นภาวะ "อุณหังเตโช")
ปล. แหล่งกำเนิดไฟธาตุคือ ตับเรียกไฟกองใหญ่
.
โดย อ. ปณิตา ถนอมวงษ์
ระบบเลือด ที่มีปิตตัง และเสมหัง ร่วม จนเป็นที่มาของ อุณหังเตโช และสีตังเตโชเพราะ....น้ำดี มี ๒ ชนิด คือ
แบบฝัก และแบบเอิบอาบภายในตลอดร่างคือปรากฏการณ์ตอน วิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป...ภาษาปัจจุบันคือ "จิต สังเคราะห์ ร่าง(กาย)"(ที่เกิดพร้อมกับ กายสังเคราะห์จิต)น้ำดีตามการค้นพบของพระโยคาจารผู้สำเร็จ
ท่านบรรยายว่า....
"ดีที่ไม่เป็นฝักย่อมซึมซาบไปทั่วสรีระที่เหลือตั้งอยู่....ฯลฯ ดุจหยดน้ำมันซ่านไปทั่ว"ที่เป็นฝัก(ถุง) แนบเนื้อตับระหว่างหัวใจและปอดแสดงว่า...ไวต่อปฏิกิริยาของจิตเพราะเมื่อกำเริบทำให้สัตว์บ้า ทิ้งหิริโอตตัปปะ หมายถึง น้ำดี..คือ พลช่วยรบแผนกส่งเสบียงฉุกเฉิน ประกอบด้วย อากาศจากปอด และอาหารจากตับ รับข้อมูลบัญชาการจาก มโนธาตุ/มโนวิญญาณธาตุ แก่เม็ดเลือดในการสังเคราะห์ธาตุคาร์บอนให้เป็นอินทรียสาร ส่งอากาศให้ไม่เพียงพอ มีแต่อาหารมากไป สัตว์คลั่ง ไร้หิริโอตตัปปะทันที(จึงถูกเรียกเป็นภาวะ "อุณหังเตโช")
ปล. แหล่งกำเนิดไฟธาตุคือ ตับเรียกไฟกองใหญ่
.
โดย อ. ปณิตา ถนอมวงษ์
วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2558
ดัดตนแก้ลมกล่อน
ภาพดัดตนแก้ลมกล่อนโคลงบทที่ 67 ดัดตนแก้ลมกล่อน
| ||||||||||
| ถอดความ | |
| พระฤาษีสิทธิกรรม แสดงบทอาสนะแห่งฤาษีด้วยการ นั่งยกสองเท้าขึ้น ไขว่บนคอ สองมือกดโดนแข้งของสองขา เป็นท่าดัดตนแก้ลมกร่อน อาการ “กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ผอมแห้งแรงน้อยและเลือดลมเดินไม่ปกติ" คนไทยสมัยก่อนเรียกกันว่า กษัยอาการของกระษัยหรือกษัยโรค ตำราทางการแพทย์แผนไทยอธิบายว่า โรคที่บังเกิดขึ้นแก่มนุษย์ ทำให้มีอาการแห่งความเสื่อมโทรมซูบผอม สุขภาพของร่างกายไม่สมบูรณ์ ทั้งนี้เนื่องจากเป็นโรคหรือไข้เสื่อมโทรมไปทีละน้อยเป็นเวลาต่อเนื่องกันโดยมิได้รับการบำบัดรักษา หรือรักษาแต่ไม่ถูกกับโรคหรือไข้นั้นๆ โดยตรง เนื่องจากไม่มีอาการอะไรรุนแรงให้เห็นได้ชัด มีอาการผอมแห้งแรงน้อย โลหิตจาง ผิวหนังซีดเหลือง ปวดเมื่อยตามร่างกายและกล้ามเนื้อ บางครั้งก็ไอ บางทีไอเป็นโลหิต ทำให้รู้สึกแน่นและหนักตัว กินไม่ได้นอนไม่หลับ ปัสสาวะเหลือง และปัสสาวะกะปริดกะปรอย ไม่มีกำลังทำให้ชาปลายมือปลายเท้า มีเหงื่อออกตามฝ่ามือฝ่าเท้า และเหงื่อออกตอนกลางคืน ยอกเสียวตามหัวอกและชายโครง บางคนผิวหนังตกกระตามร่างกาย กล้ามเนื้อชักหดและลีบ มีอาการสะท้านร้อนสะท้านหนาวเป็นคราวๆ และท้องผูกเป็นประจำกระษัยชนิดที่เกิดจาก วุฒิกะโรค (วุทธิโรค)คือกษัยกล่อน ๕ ใช้ดัดตนแก้ลมกล่อน |
ที่มา : http://www.sainampeung.ac.th/chalengsak/units/unit4/chapter4/chapter4_3/hermit_exersice/67.html
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
