วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ยาดองนารีสะอื้น


ยาดองนารีสะอื้น
DESIRE DRY MEDICAMENT HERBAL  (Pickle with alcoholic beverages)
สูตรยาดองนารีสะอื้น  DESIRE DRY MEDICAMENT HERBAL
1.       เถาโคคลาน                 Anamirta cocculus                   40 กรัม
2.       เถาเอ็นอ่อน                 Cryptolepis buchanani           100 กรัม
3.       พริกไทยร่อน               Piper nigrum                            50กรัม
4.       ลูกกระวาน                  Amomum  cardamomum         50 กรัม
5.       กระชายดำ                   Boesenbergia rotunda             100 กรัม
6.       โด่ไม่รู้ล้ม                    Asteraceae                               100 กรัม
7.       มะตูมอ่อน                   Rutaceae                                  100 กรัม
8.       เถาสะค้าน                    Piperaceae                               100 กรัม
9.       ม้ากระทืบโลง             Moraceae                                  100 กรัม
10.    กำแพงเจ็ดชั้น              Celastraceae                             100 กรัม
11.    กำลังเสือโคร่ง             Betulaceae                                100 กรัม
12.    หัวแห้วหมู                   Cyperaceae                               100 กรัม
13.    ชะเอมเทศ                    Fabaceae                                    80 กรัม
14.    เหล้าโรงหรือเหล้าขาว 40 ดีกรี  alcoholic beverages 40 degree
สรรพคุณ : บำรุงร่างกายที่สึกหรอ บำรุงเส้นเอ็น บำรุงกำลัง Indication  :  Help body and power enrichment
ขนาดรับประทาน : ใช้เหล้าโรง ดองไม่น้อยกว่า15 วัน ดื่มวันละ 10 ซีซี
Direction/Dosage : Pickle with alcoholic beverages 40 degree for 15 days. Drink 10 c.c./day



ส่วนขั้นตอนการดองก็ไม่ยาก เราเตรียมสมุนไพรที่เป็นไม้ ถ้าเป็นไม้สดก่อนเอามาดองเราก็ต้องทำให้แห้งก่อน คือล้างน้ำให้สะอาด เอาไปอบ แล้วก็ตากให้แห้ง สับให้ได้ตามขนาดของโหลที่ใส่ แล้ว ก็เทเหล้าให้ท่วมยา จะมีอัตราส่วนว่าต้องใช้เหล้าเท่าไหร่ แต่คนโบราณก็จะดูว่าเอาแค่น้ำท่วมยา  แต่เทคนิคของอันนี้ก็คือต้องหมั่นคน คือนอกจากจะปิดฝา เทเหล้าท่วมยาแล้ว ต้องหมั่นคน ระยะเวลาก็คือต้องทำทุกวัน ตั้งแต่ 7 วันขึ้นไปถึง 1 เดือน ถึงจะทานได้ คือต้องให้กลิ่นแอลกอฮอล์ที่เราเติมไปแทบจะไม่มีเลยเหลือแต่กลิ่นยา

ส่วนแหล่งซื้อวัตถุดิบจะมีอยู่สองแบบ คือติดต่อซื้อกับชุมชน หรือจะมีตลาดดั้งเดิมที่ถนนจักรวรรดิ ร้านเวชพงศ์ ร้านหมอยาจีน เสาชิงช้า เป็นต้น สำหรับเรื่องการทานยานั้น ยาไทยจะทานประมาณ 1 เดือน แต่ก็ไม่ควรเกิน 3 เดือน อย่างเช่นยาหลังคลอดทานประมาณ 21 วัน ซึ่งไม่เหมือนยาปัจจุบัน ที่อาจจะใช้เวลานิดเดียว แต่ผลเสียของการกินยาทุกชนิดที่ติดต่อเป็นเวลานาน อาจจะไปทำลายเซลล์ได้ และอาจทำให้ติดสุราก็เป็นได้

งามแบบประหยัด

การรักษาความงามแบบประหยัด
       ในปัจจุบันนี้ คนใช้เครื่องสำอางค์ส่วนใหญ่อยากหลีกเลี่ยงสารเคมีสังเคราะห์ โดยได้หันกลับมาใช้สารสกัดธรรมชาติมากขึ้น ทำให้พืชสมุนไพรเป็นจุดสนใจอีกครั้งหนึ่ง
     เครื่องสำอางค์จากพืชสมุนไพร เป็นที่รู้จักกันตั้งแต่สมัยโบราณกาลมาแล้ว ได้มีการนำเอาผลิตผลมาใช้ ไม่ว่าจะเป็น ผัก ผลไม้ สมุนไพร น้ำมัน และธัญพืชต่างๆ เป็นต้น
·       ผัก ผลไม้ต่างๆ ได้แก่ มะนาว (limes), สัปปะรด (pineapples) เป็นต้น
·       สมุนไพร ได้แก่ ชา (tea), ชะเอม (licorice) เป็นต้น
·       น้ำมันต่างๆ ได้แก่ น้ำมันงา (sesame oil), น้ำมันละหุ่ง (eastor oil) เป็นต้น
·       ธัญพืชต่างๆ ได้แก่ ข้าวโอ๊ต, น้ำผึ้ง, และ ไขผึ้ง (bees wax) เป็นต้น
     ในสมัยก่อน การนำสารสกัดธรรมชาติมาใช้ สามารถนำมาปรุงเอง โดยไม่ผ่านขบวนการผลิตที่ยุ่งยาก และไม่ต้องควบคุมคุณภาพ ปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากขึ้น มีการศึกษาวิจัยการนำเอาสารสกัดจากพืชสมุนไพรมาใช้ ศึกษาความคงสภาพของสารสำคัญ ศึกษาทางคลีนิค และควบคุมคุณภาพของสารให้มีคุณภาพตามต้องการและเท่าเทียมกันทุกครั้งที่ผลิต จึงทำให้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์จากสารสกัดธรรมชาติมีราคาแพง
     ในวันนี้จะขอแนะนำตัวอย่างวิธีการรักษาความงามแบบประหยัด ซึ่งสามารถปรุงใช้เองโดยไม่ผ่านขบวนการยุ่งอยาก และถ้าสามารถทำได้เพียงอาทิตย์ละครั้ง ความงามก็จะอยู่คงคู่กับตัวเราตลอดไป

ครีมมะเขือเทศ
สรรพคุณ
    
ใช้ทำความสะอาดผิวหน้า และช่วยป้องกันรูขุมขนอุดตัน รักษาสิว                                            ส่วนผสม
     1. มะเขือเทศ 4 ผล
     2.
น้ำผึ้งบริสุทธิ์ 1 ช้อนชา
     3.
ข้าวโอ๊ตบดละเอียด ขนาดพอให้ครีมข้นพอกหน้าได้                                                      วิธีทำ
    
นำส่วนผสมทั่งหมดมาผสมให้เข้ากัน ถูเบาๆ บริเวณผิวที่มีปัญหา พอทั่วไว้ประมาณ 10 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่นให้สะอาด

ครีมล้างหน้า ขมิ้นชัน-มะขาม
สรรพคุณ  
     ใช้ทำความสะอาดผิวหน้า และช่วยรักษาสิวที่เกิดจากการติดเชื้อ
ส่วนผสม     1. ขมิ้นชัน บดละเอียด 1/2 ช้อนชา     2. น้ำผึ้งบริสุทธิ์ 1 ช้อนชา     3. มะขามเปียก ที่เอาใยและเมล็ดออกหมดแล้ว 2- 3 ฝัก
วิธีทำ
     นำมะขามเปียกมาคั้น กับน้ำอุ่นและนมสด กรองด้วยผ้าขาวบาง เติมน้ำผึ้งและขมิ้นชันคนให้เข้ากัน นำไปบดให้ละเอียดแล้วทาบางๆให้ทั่วหน้า รอให้แห้งล้างออกให้สะอาด

ครีมล้างหน้ามะขาม สำหรับผิวมัน

สรรพคุณ  
     ใช้ล้างหน้าแทนสบู่ เพื่อชำระล้างสิ่งสกปกแก่ผิว ทำให้ใบหน้าขาวนุ่มนวล
ส่วนผสม     1. มะขามเปียก ที่เอาใยและเมล็ดออกหมดแล้ว 2-3 ฝัก     2. น้ำอุ่น 2 ช้อนโต๊ะ     3. นมสด 6 ช้อนโต๊ะ     4. น้ำผึ้งบริสุทธิ์ 1 ช้อนชา
วิธีทำ     นำมะขามเปียกมาคั้น กับน้ำอุ่นและนมสด กรองด้วยผ้าขาวบาง เติมน้ำผึ้งคนให้เข้ากัน นำไปบดให้ละเอียดแล้วทาบางๆ ให้ทั่วหน้า รอให้แห้งล้างออกให้สะอาด
หมายเหตุ
      ควรเก็บครีมล้างหน้ามะขามไว้ในตู้เย็น หรือนำไปนึ่งก่อนเก็บ

ครีมกล้วยหอม สำหรับผิวแห้ง

สรรพคุณ  
     ใช้บำรุงผิวให้ความชุมชื้น และลดรอยเหี่ยวย่นของผิว
ส่วนผสม     1. กล้วยหอมสุกบด 1 ผล (ประมาณ 250 กรัม)     2. น้ำผึ้งบริสุทธิ์ 1 ช้อนชา
วิธีทำ     นำส่วนผสมดังกล่าวมาผสมเข้าด้วยกัน นำไปบดให้ละเอียดกัน นำไปบดให้ละเอียด และใช้พอกหน้าทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด

เลือกใช้ให้เหมาะสมกับผิวคุณนะคะ

วันพุธที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2554

รับลมหนาวด้วยสมุนไพร

ดูแลสุขภาพรับลมหนาวด้วยสมุนไพรไทย 

   เมื่อฤดูหนาวเริ่มเข้ามาเยือน ต้องดูแลสุขภาพ หลักง่ายๆ ของการดูแลสุขภาพโดยทั่วไปคือ ต้องดูแลร่างกายให้ ได้รับความอบอุ่น เริ่มกันตั้งแต่การรับประทานอาหาร เครื่องดื่ม การทำความสะอาดร่างกาย ตลอดจนการดูแลสุขภาพด้านอื่นๆ เพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วย ซึ่งมีคำแนะนำดีๆ มาฝาก
ฤดูหนาวรับประทานอะไรดี
สำหรับการรับประทานอาหารในช่วงฤดูหนาว สาวๆ อย่างเราควรเลือกรับประทานอาหารที่ร้อนและปรุงเสร็จใหม่ๆ ควรมีรสเปรี้ยวอมขมเล็กน้อย และรสเผ็ด เช่น แกงส้มดอกแค แกงขี้เหล็ก แกงป่า สะเดาน้ำปลาหวาน และน้ำพริก เพราะธรรมชาติจะปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ผักพื้นบ้านและพืชสมุนไพรในฤดูต่างๆ ก็เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน ในฤดูหนาว มักจะมีสมุนไพรพื้นบ้าน เช่น สะเดา ซึ่งมีรสขม เมื่อกินแล้วจะช่วยแก้ไข้
ทำให้เจริญอาหาร ขี้เหล็กมีสรรพคุณช่วยระบาย ดอกแคแก้ไข้หัวลม และควรเลือกรับประทานผักพื้นบ้านที่มีอยู่ตามฤดูกาล ส่วนการเลือกเครื่องดื่มในช่วงหน้าหนาวนี้ ควรจะเป็นเครื่องดื่มร้อนๆ เช่น น้ำขิง ชาสมุนไพร เพื่อช่วยให้ชุ่มคอ ลดอาการไอ แก้หวัด ซึ่งป้องกันการเป็นหวัดในช่วงนี้ได้อีกทางหนึ่งด้วย
หน้าหนาวควรดูแลร่างกายอย่างไร
ด้วยอากาศที่หนาวเย็น เราควรอาบน้ำด้วยน้ำอุ่นและเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่หนา แต่บางครั้งการอาบน้ำอุ่นจะทำให้ผิวแห้งง่ายกว่าอาบน้ำเย็น เพราะน้ำมันที่ผิวหนังจะถูกชะล้างออกไป รวมทั้งความชื้นของอากาศที่ลดลง ก็จะเพิ่มให้ผิวแห้งแตกและคันได้ง่าย ดังนั้น ควรจะดูแลร่างกายในช่วงหน้าหนาวนี้เป็นพิเศษ โดยสามารถนำเอาสมุนไพรพื้นบ้านมาประยุกต์ใช้ดูแลผิวพรรณ อย่าง น้ำมันงา ขมิ้นชัน ผิวมะนาว และผิวมะกรูด
สมุนไพรดูแลผิวพรรณ
  • น้ำมันงา นำงาดิบประมาณ 1 ถ้วย โขลกให้ละเอียด บีบเอาน้ำมันจากงาเก็บไว้ในขวด ทาผิวตอนเช้าและก่อนนอน น้ำมันงาจะช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ลดอาการแห้งแตกและคัน
  • ขมิ้นชัน มีสรรพคุณช่วยลดอาการคันและช่วยลดอาการผดผื่นตามผิวหนัง เพียงนำขมิ้นชันสดมาล้างให้สะอาด โขลกให้ละเอียด บีบน้ำที่ได้นำมาทาผิว หลังอาบน้ำเช้า-เย็น แต่อาจจะมีสีของขมิ้นติดตามเสื้อผ้าที่สวมใส่
  • ผิวมะกรูด น้ำมันที่ผิวของมะนาวและมะกรูด จะช่วยเคลือบผิว ให้ชุ่มชื้น ลดอาการคัน ลดการอักเสบ โดยนำมะนาวที่ใช้แล้ว ส่วนบริเวณผิวด้านนอกของมะนาว มาทาผิวบริเวณที่แห้งคัน เช้า-เย็น ก็จะช่วยลดอาการคันได้
การดูแลสุขภาพด้วยการอาบสมุนไพร
การอาบน้ำอุ่นในฤดูหนาวจะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น เพราะในฤดูหนาว คนส่วนใหญ่มักจะเป็นหวัด คัดจมูก และคันตามผิวหนัง ซึ่งหากนำสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยลดอาการคัน มาต้มอาบแทนน้ำเปล่า ก็จะช่วยบรรเทาอาการคันได้ดี สมุนไพร ที่หาได้ง่าย ที่ควรนำมาต้มมีดังนี้
1.   ยอดผักบุ้ง จำนวน 5 ยอด ใช้รักษาอาการคัน
2.   ใบมะกรูด จำนวน 3-5 ใบ แก้วิงเวียน ช่วยให้หายใจสบาย
3.   ใบมะขาม/ใบส้มป่อย 1 กำมือ แก้อาการคันตามร่างกาย ช่วยให้ผิวหนังสะอาด
4.   ต้นตะไคร้ จำนวน 3 ต้น บำรุงธาตุไฟ
5.   หัวไพล จำนวน 2-3 หัว ลดอาการอักเสบ ปวด บวม
6.   ใบหนาด จำนวน 3-5 ใบ ช่วยบำรุง แก้โรคผิวหนัง น้ำเหลือง
7.   หัวขมิ้นชัน จำนวน 2-3 หัว ช่วยสมานแผล แก้คันตามผิวหนัง
8.   การบูร จำนวน 15 กรัม ช่วยบำรุงหัวใจ
9.   หัวหอมแดง จำนวน 3-5 หัว แก้หวัดคัดจมูก
เพียงนำสมุนไพรทั้งหมดมาต้มรวมกัน ผสมน้ำเย็นให้พออุ่น แล้วนำมาอาบ สรรพคุณของสมุนไพรก็จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ลดอาการคันตามผิวหนัง ช่วยให้หายใจโล่ง แค่นี้ก็จะรู้สึกสบายตัว ไม่ต้องกังวลกับฤดูหนาวแล้ว
ขอบคุณ ข้อมูลดีๆจากสมุนไพรดอทคอม

ยาอายุวัฒนะ

ตำรายาอายุวัฒนะ (ตำรายา ลายแทงปริศนา)
มีตำรายาอายุวัฒนะขนานหนึ่งสูตรเดิมเป็นตำราลายแทงจากเมืองพิษณุโลก ที่เขียนเป็นปริศนาไว้ ดังนี้ บางตำราเรียก เทพปริศนา เพราะต้องตีความให้ถูกต้องเสียก่อน

"หึ่งอากาศ พาดต้นไม้ หงายธรณี หนีสงสาร ไปนิพพานไม่กลับ"

เมื่อถอดรหัสตำรับยาอายุวัฒนะแล้วเห็นว่า มีส่วนประกอบอยู่ ๕ สิ่งมีตัวยา ๔ สิ่ง มีน้ำกระสาย ๑ สิ่งคือ
หึ่งอากาศ คือ น้ำผึ้ง
พาดต้นไม้ คือ บอระเพ็ด
  
หงายธรณี คือ หัวแห้วหมู     
หนีสงสาร คือ ขมิ้นชัน   บางท่านว่าหัวไพลบ้าง  ขมิ้นอ้อยบ้าง แต่น่าจะเป็นขมิ้นชัน เพราะพระใช้ขมิ้นชันย้อมจีวร บวชเพื่อหนีสงสาร  
ไปนิพพานไม่กลับ คือ ผักเสี้ยนผี

วิธีทำ ใช้ตัวยาน้ำหนักเท่าๆ กัน(ส่วนเสมอ) ยกเว้นน้ำผึ้ง เอามารวมกันบดทำผง ผสมน้ำผึ้งคือตัวน้ำกระสายยา ปั้นเป็นเม็ดขนาดพอควร อบความร้อนนานประมาณ ๔๕-๕๕ องศา นาน ๔-๖ ช.ม. เพื่อให้มีความสะอาดมากขึ้นและฆ่าเชื้อโรค

ตัวยาดังกล่าวนั้นมีสรรพคุณ ทำให้ผายลม บำรุงธาตุ เจริญอาหาร แก้ปวดเมื่อย ทำให้นอนหลับ ช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ ถ้าคนเราสุขภาพดี
  ก็มีอายุยืนได้

ถึงแม้ว่ายาอายุวัฒนะจะมีสรรพคุณดังนั้นก็จริงอยู่ แต่ถ้าเราไม่รักษาสุขภาพของตัวเองไปด้วย ยาอายุวัฒนะก็ช่วยอะไรไม่ได้ ยาอายุวัฒนะบางขนานมีรสร้อน คนเป็นไข้กินไม่ได้ ถ้ากินเข้าไปพิษร้อนของไข้จะกำเริบมากขึ้นถึงตายได้ หรือเป็นอย่างอื่นแทรก ถ้าร่างกายแข็งแรงกินได้นอนหลับ ขับถ่ายเป็นปกติ คนเราทุกคนก็มีสุขดีเป็นตามธรรมชาติ

แต่ถ้ามีโรคภัยไข้เจ็บแล้วก็ต้องรักษาให้ถูกต้อง อย่าหลงกินยาอายุวัฒนะอยู่ เดี๋ยวจะคิดว่ากินยาอายุวัฒนะแล้วอายุจะยืนยาว ไม่ใช่นะคะ เราต้องรักษาต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคนั้นให้หายเสียก่อน แล้วค่อยมากินยาอายุวัฒนะซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายเราแข็งแรงยิ่งขึ้น

             
บางตำราก็ใช้ยาอายุวัฒนะเป็นยารักษาก่อนเพื่อเป็นการสร้างร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง มีภูมิต้านทานต่อโรคได้ดีก่อน แล้วจึงรักษาอาการป่วยที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกายได้ ซึ่งส่วนมากจะเป็นโรคเรื้อรัง เช่นความดันสูง เบาหวาน อัมพฤกต์อัมพาต โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคผอมแห้ง โรคอ้วน แก่เร็วเกินไป พวกนี้ล้วนเกิดจากร่างกายขาดความสมดุลย์ ธาตุไม่ปกติ ยาอายุวัฒนะเข้าไปสร้างธาตุให้ปกติโดยสรรพคุณหลักก็คือ กินได้ นอนหลับ ขับถ่ายคล่อง ท้องไม่ผูก ร่างกายอุดมสมบูรณ์การหมุนเวียนโลหิตก็ดี น้ำเลือดน้ำเหลืองก็สมบูรณ์ดี ผิวพรรณสวยสดงดงาม โรคภัยก็ไม่มี

ร่างกายเรานี้เป็นโรงงานวิเศษ รู้จักคัดแยกดูดซึมเอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ไปใช้ด้วยความเหมาะสม ถ้าธาตุผิดปกติประสิทธิภาพในการคัดเลือกแจกจ่ายมันก็เสียหาย

การฟื้นฟูสุขภาพจึงต้องฟื้นฟูธาตุให้สมดุล ยาอายุวัฒนะทุกขนานล้วนเป็นยาปรับธาตุทั้งนั้น ฉะนั้นการกินยาขึ้นอยู่กับธาตุของแต่ละบุคคล เช่น ถ้าธาตุไฟมาก แล้วไปกินยาร้อน แทนที่จะดีจะเจ็บป่วยเอา ทำให้กินไม่ได้นอนไม่หลับ เป็นคนหนุ่มแล้วไปกินยาคนแก่ แทนที่จะดีก็กลับจะแย่เป็นต้น ฉะนั้นปรึกษาผู้รู้ก่อนใช้ยาดีที่สุดค่ะ

ที่มา : มูลนิธิหมอชาวบ้าน , หมอเมือง (อภิญญา  สันยาสี ภบ.)
        : อาจารย์ธวัช  เข็มครุฑ อาจารย์สอนเภสักรรมไทยของสมาคมฯได้ให้ไว้ในวันไหว้ครู ปี๒๕๕๓ค่ะ

อีกตำรับเป็นของดั้งเดิมแท้กล่าวไว้เป็นปริศนาดังนี้

ผึ้งอากาศ พาดยอดไม้ หงายธรณี ลูกทาส ลูกไทย พญาช้างดำ พระยาช้างเผือก บวชหนีสงสารไปนิพพานไม่กลับ

เฉลย ผึ้งอากาศ คือน้ำผึ้ง พาดยอดไม้ คือเถาบอระเพ็ด หงายธรณี คือหญ้าแห้วหมู  ลูกทาส คือเม็ดข่อย ลูกไทย คือพริกไทย พญาช้างดำ คือเปลือกตะโกนา พระยาช้างเผือก คือเปลือกถ่อน (ต้นทิ้งถ่อน) บวชหนีสงสาร คือขมิ้นหัวขึ้น (ขมิ้นอ้อย) ไปนิพพานไม่กลับ คือผักเสี้ยนผี
วิธีทำ นำตัวยาทั้งหมดมาอย่างละเท่าๆ กัน ตากแห้งแล้วบดเป็นผง ผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นเม็ดลูกกลอน  ขนาดเท่าเม็ดพุทรา แล้วตากให้แห้งจึงเก็บได้นาน กินครั้งละ ๑-๒ เม็ด วันละ ๑-๒ ครั้ง


ขอฝากเพิ่ม เรื่องที่มาของคำว่าผักเสี้ยนผี
***โบราณท่านว่าจะปลูกผักเสี้ยน เลือกเอาคืนเดือนมืด ลงไปบริเวณที่จะปลูก จะเตรียมดินก่อนหรือไม่ ไม่สำคัญ เอาภาชนะอะไรก็ได้มา ใบ จากนั้น แก้ผ้านุ่ง (ท่านว่าอย่างนี้จริงๆนะ) แล้วกระเดียดภาชนะออกไปที่ ที่จะปลูก มือทำเป็นหยิบเมล็ดผักเสี้ยนออกจากภาชนะ แล้วหว่านออกไป ให้รอบๆ ปากก็ร้องว่าปลูกผักเสี้ยนจ้าๆ ไม่นานพอฝนตก จะมีผักเสี้ยนงอกขึ้นมาเอง เป็นเรื่องแปลก ท่านเลยว่า ผักเสี้ยนผี (สงสัยผีจะมาดู และช่วยปลูก) ลองทำดูก็ได้นะ ถ้าปลูกขึ้นแปลว่า เป็นผักเสี้ยนผีของแท้…***
สุนันทา   เอมดวง เรียบเรียง

ตามหาธาตุเจ้าเรือน(1)


ธาตุเจ้าเรือนมีความสำคัญกับเราอย่างไร

                 องค์ความรู้เรื่องธาตุเจ้าเรือนอ้างอิงตามทฤษฏีการแพทย์แผนไทยที่กล่าวว่า ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยธาตุสี่  คือ  ดิน น้ำ ลม ไฟ  สัดส่วนของธาตุทั้งสี่จะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลขึ้นอยู่กับว่า  ช่วงปฏิสนธิในครรภ์มารดาเป็นหลัก ว่าในช่วงเวลานั้นกระแสของธาตุใดกำลังมีอิทธิพลต่อโลก อิทธิพลของธรรมชาติได้ส่งผลกระทบต่อสมดุลของธาตุทั้งสี่  ดังนั้นทารกแต่ละคนจึงมีลักษณะการเสียสมดุลของธาตุทั้งสี่แตกต่างออกไป  ซี่งธาตุในตัวที่เด่นชัดหรือมากกว่าธาตุอื่นๆ คือ ธาตุเจ้าเรือน   ประจำตัวของแต่ละคนซึ่งจะติดตัวคุณไม่มีการเปลี่ยนแปลงในช่วง 6 ปีแรกของชีวิต        เมื่อร่างกายมนุษย์ได้รับการปฏิสนธิโดยเซล์กลุ่มแรกแห่งการปฏิสนธิ คือ หัวใจ หรือ หทัยธาตุ
            ขณะเดียวกันเราแต่ละคนก็มีธรรมชาติที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา บุคลิก นิสัยใจคอและอารมณ์ กระทั่งแนวโน้มของความเจ็บป่วย อย่างเช่น คนบางคนจะรูปร่างใหญ่ กินก็ไม่จุแต่น้ำหนักขึ้นง่าย ขณะที่บางคนผอมบาง ทั้งๆ ที่กินจุกินมาก แต่น้ำหนักไม่ค่อยจะเพิ่ม จนเป็นที่อิจฉาของคนกลุ่มแรก บางคนก็จะช่างพูดช่างคุย ไม่ค่อยอยู่นิ่ง บางคนก็เนิบนาบ ทำอะไรก็ค่อยๆ ทำ       
            ถ้าเป็นแนวโน้มของความเจ็บป่วย บางคนก็มักจะเป็นหวัดง่าย บางคนท้องผูกง่าย บางคนท้องเสียบ่อย บางคนร้อนในอยู่เรื่อย ทั้งหลายทั้งปวงนี้คือภาพสะท้อนที่ว่าแต่ละคนมีธรรมชาติของตัวเองที่ต่างไปจากคนอื่น ซึ่งในทางการแพทย์แผนไทยเรียกว่าธาตุเจ้าเรือน
การหาธาตุเจ้าเรือนจาก  วัน - เดือน - ปีเกิด     
                 นำ วัน เดือน ปีเกิดจากครรภ์มารดาของคุณ จำเป็นต้องนับถอยหลังย้อนกลับไป  280 วัน บวกลบได้อีกไม่เกิน 7 วัน ผลลัพท์เป็นวันปฏิสนธิภายในครรภ์มารดาระหว่างไข่กับอสุจิ  เมื่อคิดคำนวณตามสูตรนี้แล้ว  เราจะได้ธาตุเจ้าเรือนที่ถูกต้อง ซึ่งโดยทั่วไป  การนำอายุตั้งครรภ์ตามปกติ คือ เก้าเดือนมาพิจารณาประมาณการ   แต่หากเป็นกรณีที่คลอดก่อนกำหนด ก็ต้องนับย้อนเวลาถอยหลังไปตามจริงที่อยู่ในครรภ์มารดา

     ผู้ที่เกิดเดือน  มกราคม , กุมภาพันธ์ และ มีนาคม  (  ปฏิสนธิในเดือน  เมษายน , พฤษภาคม และ มิถุนายน
เป็นช่วงที่ธาตุไฟกำลังมีอิทธิพลต่อโลก  จึงมีธาตุไฟเป็นธาตุเจ้าเรือนหลัก  )

     ผู้ที่เกิดเดือน  เมษายน , พฤษภาคม และ มิถุนายน  (  ปฏิสนธิในเดือน  กรกฎาคม , สิงหาคม และ กันยายน 
เป็นช่วงที่ธาตุลมกำลังมีอิทธิพลต่อโลก  จึงมีธาตุลมเป็นธาตุเจ้าเรือนหลัก  ) 

     ผู้ที่เกิดเดือน  กรกฏาคม , สิงหาคม และ กันยายน  (  ปฏิสนธิในเดือน  ตุลาคม , พฤศจิกายน และ ธันวาคม
เป็นช่วงที่ธาตุน้ำกำลังมีอิทธิพลต่อโลก   จึงมีธาตุน้ำเป็นธาตุเจ้าเรือนหลัก  )

     ผู้ที่เกิดเดือน  ตุลาคม , พฤจิกายน และ ธันวาคม  (  ปฎิสนธิในเดือน  มกราคม , กุมภาพันธ์ และ มีนาคม
เป็นช่วงที่ธาตุดินกำลังมีอิทธิพลต่อโลก  จึงมีธาตุดินเป็นธาตุเจ้าเรือนหลัก )

     การหาธาตุเจ้าเรือนหลักแล้ว  ยังมีการหาธาตุเจ้าเรือนรอง  โดยจะต้องไปพิจารณาลักษณะ
รูปพรรณสัณฐาน  นิสัยใจคอ และ ท่าทางที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกันไปในแต่ละธาตุเจ้าเรือน
การหาธาตุเจ้าเรือนจากลักษณะท่าทาง       ธาตุดิน     จะมีลักษณะรูปร่างสูงใหญ่ ข้อกระดูกใหญ่ ล่ำสันแข็งแรง ผมดก ขนดก คิ้วดก ผิวค่อนข้างคล้ำ
หรือดำ หน้าผากกว้าง ใบหน้ากลมรี น้ำหนักตัวมาก เคลื่อนไหวช้า เสียงดังฟังชัด มีความหนักแน่น สุขุมรอบครอบ
ธาตุน้ำ     จะมีรูปร่างอวัยวะสมบูรณ์สมส่วน ผิวพรรณสดใส ตาหวาน ผมดกดำ เป็นคนเยือกเย็น ท่าเดินมั่นคง
ทำงานเชื่องช้า ช่างเจรจา องอาจทรนง ทนร้อนทนเย็นได้ดี
ธาตุลม     เป็นคนรูปร่างโปร่ง ได้สัดส่วน ผมบาง ผิวหนังค่อนไปทางหยาบแห้งไม่ค่อยละเอียด หน้าดูอ่อนเยาว์
ริมฝีปากอิ่ม ดวงตาพองโต นอนไม่ค่อยหลับ ทนหนาวไม่ค่อยได้ ช่างพูดช่างเจรจา เป็นคนอ่อนไหวเปลี่ยนแปลงเหมือนลมเพลมพัด ไม่ชอบอยู่นีง มีลูกไม่ดก
ธาตุไฟ     ลักษณะผิวพรรณไม่ค่อยดีนัก หน้าผากกว้าง ผมบางศีรษะเถิก ขนและหนวดค่อนข้างนิ่ม กระดูกข้อใหญ่
ใบหน้าเหลี่ยม ใจร้อน ไม่ค่อยอดทน เคลื่อนไหวคล่องแคล่วรวดเร็ว ทานเก่ง แต่มีพรพิเศษเรื่องธรรมะ


      การหาธาตุเจ้าเรือนจากลักษณะท่าทางจะช่วยชี้ชัดได้อีกทางว่า  เรามีธาตุใดเป็นธาตุเจ้าเรือนแต่บางท่านหาธาตุเจ้าเรือนจาก วัน - เดือน - ปีเกิดแล้วขัดแย้งกับธาตุเจ้าเรือนที่หาได้จากลักษณะท่าทาง  ก็ไม่ต้องแปลกใจเพราะในตัวท่านมีทั้งธาตุเจ้าเรือนหลักและธาตุเจ้าเรือนรอง       อย่างเช่นคนที่เกิดในเดือนธันวาคมย่อมมีธาตุดินเป็น
ธาตุเจ้าเรือน  แต่พิจารณาจากลักษณะท่าทางกลับกลายเป็นคนมีธาตุลมเป็นธาตุเจ้าเรือน  เพราะมีรูปร่างสูงโปร่ง ช่างพูดช่างเจรจา ไม่ชอบอยู่นิ่ง เป็นคนอ่อนไหวสดใสมีชีวิตชีวา  อันเป็นบุคลิกของคนธาตุลม  แสดงว่าเป็นผู้ทีธาตุดินเป็นธาตุเจ้าเรือนหลัก และ มีธาตุลมเป็นธาตุเจ้าเรือนรอง
       อีกวิธีที่สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือประกอบการพิจารณาสืบค้นหาธาตุเจ้าเรือนได้คือ  การสังเกตุจากลักษณะของรูปมือ ฝ่ามือ เส้นลายมือ  จะมาตัวบ่งชี้ให้ทราบ

การหาธาตุเจ้าเรือนจากฝ่ามือ 
ธาตุดิน     รูปมือจะมีลักษณะอ้วนกลม ฝ่ามือหยาบ เส้นลายมือคมชัด เส้นลายมือน้อย
ธาตุน้ำ      รูปมือมีลักษณะแคบแบน ฝ่ามือนุ่มและชื้นจนถึงเปียก เส้นลายมือไม่ลึก เส้นลายมือมีทั้งมากและน้อย
ธาตุลม      รูปมือมีลักษณะเรียวยาว  ฝ่ามือแห้งและอ่อนนุ่ม  เส้นลายมือไม่ลึกและมีเส้นมาก
ธาตุไฟ     รูปมือมีลักษณะแบนกว้าง ฝ่ามือแดง อุ่นและร้อน  เส้นลายมือลึกและมีเส้นมาก
       หากต้องการความถูกต้องแม่นยำ  ต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้มากๆ หมั่นสังเกตุ เก็บเกี่ยวข้อมูลหาประสบการณ์ไปเรื่อยๆ  ขอความรู้จากครูบาอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการดูลายมือจนบอกได้ว่ามือลักษณะใดมีธาตุเจ้าเรือนใดเป็นธาตุเจ้าเรือนหลัก และ ธาตุเจ้าเรือนใดเป็นธาตุเจ้าเรือนรอง

การเลือกใช้น้ำมันหอมระเหยตามธาตุเจ้าเรือน   

                บุคคลธาตุดิน  ขอแนะนำน้ำมันหอมระเหยกลิ่น  แก่นจันทน์  ไพล  แฝก  พิมเสน
                บุคคลธาตุน้ำ  ขอแนะนำน้ำมันหอมระเหยกลิ่น  กำยาน  โหระพา  กระดังงา  ลาเวนเดอร์
                บุคคลธาตุลม  ขอแนะนำน้ำมันหอมระเหยกลิ่น  ส้ม  ขมิ้น  มะกรูด  มะนาว  เปปเปอร์มินต์
                บุคคลธาตุไฟ  ขอแนะนำน้ำมันหอมระเหยกลิ่น  กานพลู  ขิง  ตะไคร้  ยูคาลิปตัส  โรสแมรี่

                อย่างไรก็ดี  การเลือกใช้น้ำมันหอมระเหยกลิ่นต่างๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับคุณประโยชน์สูงสุดยังมีปัจจัยอื่นๆ ให้นำมาพิจารณาอีกเช่นกัน  ไม่ว่าจะเป็นธาตุเจ้าเรือนอีกประเภทหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะการดำเนินชีวิตและสภาพแวดล้อมเมื่อเติบโตขึ้นเรื่อยๆ  รวมไปถึงสภาพร่างกาย  ความเจ็บป่วยในปัจจุบัน เช่น ผู้ที่มีความดันโลหิตค่อนข้างต่ำ  ไม่ว่าจะอยู่ธาตุใดก็ควรงดเว้นการสูดดมน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์เอาไว้ก่อน  เพราะน้ำมันหอมระเหยชนิดนี้มีคุณสมบัติหนึ่งในการลดความดันโลหิตปนอยู่ด้วย (จึงเหมาะกับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง) เป็นต้น


       โดยที่ถ้าเรารู้ว่าธรรมชาติหรือธาตุเจ้าเรือนเราเป็นอย่างไร เราก็จะสามารถดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติของตัวเรา เพื่อให้มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีได้โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน ซึ่งเรามักพูดกันว่าเรื่องกินเรื่องใหญ่       ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าคุณรู้ว่าคุณมีแนวโน้มที่จะร้อนในเป็นแผลในปากง่าย หรือพูดอีกนัยหนึ่งว่าร่างกายคุณร้อน คุณก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด โดยเฉพาะเผ็ดและเปรี้ยว หรือกินผลไม้อย่างทุเรียนหรือลำไยให้น้อยลงนิด คุณก็จะไม่ต้องทรมานกับแผลในปากที่เจ็บแสบน่าดูเวลาเป็น        หรือถ้าคุณรู้ว่าคุณมีความเสี่ยงที่จะมีปัญหาเกี่ยวกับความดันสูง เบาหวาน คุณก็ควรเลี่ยงอาหารมัน หรือกินของหวานมากเกินไป เป็นต้น        แม้แต่รูปแบบอาหารที่ปรุง จะเป็นต้ม แกง ผัด หรือของหวาน ก็มีส่วนช่วยในการดูแลสุขภาพของคุณด้วยเช่นกัน
       ถ้าจะบอกว่า "คุณ(ควร)กินอย่างที่คุณเป็น" (you should eat what you are) หลายคนคงสงสัย โดยเฉพาะคนที่คุ้นกับประโยคอมตะที่ว่า "คุณเป็นอย่างที่คุณกิน" (you are what you eat)        ข้อแนะนำที่ว่าเราควรกินอย่างที่เราเป็นนั้น มาจากปรัชญาที่มองว่ามนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และคนเราจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีมีความสุขได้ก็ต้องดำเนินชีวิตให้สอดรับกับ ความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ        ขณะเดียวกันเราแต่ละคนก็มีธรรมชาติที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา บุคลิก นิสัยใจคอและอารมณ์ กระทั่งแนวโน้มของความเจ็บป่วย 
การตามหาธาตุเจ้าเรือน ก็คือการดูว่าสัดส่วนของธาตุทั้งสี่ในตัวเรา เป็นอย่างไรนั่นเอง คือดูว่ามีธาตุใดมากธาตุใดน้อย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วธาตุตัวใดที่มีมากมักจะกำเริบหรือเสียสมดุลได้ง่าย เช่น ถ้าเรามีธาตุลมมากอยู่แล้วเป็นทุนเดิม แล้วไปกินอาหารที่มีธาตุลมมาก ก็จะทำให้ธาตุลมกำเริบจนเจ็บป่วยได้ เพราะฉะนั้น การรู้ว่าเรามีเจ้าเรือนอย่างไร ก็จะช่วยให้เรารู้ว่าควรกินอาหารและปฏิบัติตนอย่างไร ให้สอดคล้องกับธรรมชาติของเรา เพื่อที่จะมีสุขภาพดี
ที่มา : รวบรวมมาจากหลายๆแหล่งข้อมูลตามความเข้าใจ หากผิดพลาดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะจ๊ะ คราวหน้าจะรวบรวมเรื่องการดูลักษณะธาตุเจ้าเรือนตามอุตุ อายุ กาล ประเทศ และพฤติกรรมที่ทำให้ธาตุของเราเสียสมดุลเกิดเจ็บป่วยได้ง่ายและเรื่องธาตุแต่ละธาตุแบบเจาะลึกมาให้อ่านกันอีกค่ะ
**********************************************