วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ล้างพิษด้วยถั่วเขียว


ถั่วเขียว (GREEN BEANS)       
ถั่วเขียว อยู่ในกลุ่มบีน ลักษณะของถั่วกลุ่มนี้ เป็นถั่วฝัก เมล็ดไม่กลม เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วปากอ้า ถั่วแขก ถั่วพู เป็นต้น
สรรพคุณ ดับร้อน ถอนพิษไข้ ขับปัสสาวะ แก้อาการอาหารเป็นพิษ หรือตัดพิษจากสมุนไพร ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง มีประโชน์ต่อตับ (ธาตไม้) แก้ร้อนใน ถอนพิษจากพืชและสารหนู บำรุงสายตา ลดความดันโลหิต รักษาอาการกระหายน้ำ ลำไส้อักเสบ เบาหวาน ช่วยกระตุ้นประสาท โดยมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และแคโรทีนเป็นส่วนประกอบ
กรณีใช้ถอนพิษจากพืช และสารหนู ให้นำถั่วเขียวล้างให้สะอาด นำไปต้มกับน้ำประมาณ ๕-๑๐ นาที แล้วเทอาน้ำถั่วเขียวให้ผู้ที่ได้รับพิษดื่มเข้าไปมากๆ จนอาเจียนออกมายิ่งดี จะช่วยขับพิษที่เข้าไปในร่างกายได้ดีมาก
ส่วนสารพิษจากยาฆ่าแมลง สารพิษจากโรงงาน สารพิษกลุ่มนี้มันแพ้ถั่วเขียว การกินถั่วเขียวสามารถล้างสารพิษของยาฆ่าแมลงได้ แล้วก็ค้นพบอีกว่า ถั่วเขียวต้มธรรมดามันไม่ค่อยแรงเท่าไหร่ วิธีที่จะทำให้ถั่วเขียวแรงกว่าเดิมและขจัดสารพิษจากยาฆ่าแมลงได้คือ เอาไปต้มกับข้าวหรือ เอาไปหุงพร้อมกันกับข้าวแค่นี้ง่ายมาก ใช้ถั่วเขียว 1 ส่วน ข้าว 1 ส่วน ต้มด้วยกันให้เป็นข้าวต้ม หรือไปหุงกับข้าวโดยเอาถั่วเขียวไปแช่น้ำก่อน ๑ คืนแล้วน้ำไปหุงพร้อมกับข้าวสาร ข้าวต้มถั่วเขียวและข้าวสวยใส่ถั่วเขียว กินล้างสารพิษของยาฆ่าแมลงได้
ข้าวต้มถั่วเขียวใช้ ข้าวเจ้า 1 ส่วน + ถั่วเขียว 1 ส่วน ต้มด้วยกัน กลายเป็นข้าวต้มอร่อย แทบไม่ต้องกินกับข้าวเลยนะสูตรนี้ ส่วนจะกินกับข้าวอะไรก็ได้ ก็ทำเป็นข้าวต้นธรรมดา ใครจะกินเป็นประจำก็จะล้าง สารพิษจากยาฆ่าแมลง และสารพิษจากโรงงาน
---- อาหารเป็นยา  โจ๊กถั่วเขียว
เครื่องปรุง
1. ต้มน้ำใส่กะหล่ำปลี ข้าวโพด แครอท ผักกาดขาว หรือรวมผักต่างๆใส่ รากผักชี 6 ราก หอมใหญ่ 1 หัว พริกไทยเม็ดโขลก 1 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ เคี่ยวไฟอ่อนๆ จะได้น้ำซุปที่อร่อย
2. ถั่วเขียวแช่น้ำ 1 คืน ล้างออกจนเปลือกร่อน และหายเหม็นเขียวน้ำไปนึ่งให้สุก
3. ข้าวหอมมะลิใหม่ หรือข้าวกล้องใหม่
4. เห็นหูหนูดำ หูหนูขาว เห็ดหอม แช่น้ำให้นิ่ง หั่นเล็กๆ อย่างละ 2 ช้อนโต๊ะ
5. ขิงแก่สับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
6. ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
7. หมากจองหรือลูกสำรอง (เป็นกล่องสำเร็จรูป)
วิธีทำ
นำข้าวกล้องใหม่ 1 ส่วน + ถั่วเขียวสุก 1 ส่วน ใส่หม้อเติมน้ำซุปข้อ 1 ตุ๋นจนสุกแล้วเติม ข้อ 4,5,6,7 เคี่ยวจนเข้ากันก็จะได้โจ๊กถั่วเขียวที่หอมอร่อยเป็นอาหารเช้าเหมาะสำหรับทุกคน หรือเป็นอาหารคนไข้ได้ดีมาก เหมาะสำหรับผู้สูงอายุและเด็กอย่างยิ่ง
หมายเหตุ สูตรนี้ช่วยล้างสารพิษทุกชนิด

วันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การล้างพิษ


การล้างพิษเพื่อเสริมสุขภาพและบำบัดโรคตามหลักธรรมชาติบำบัด

- พิษ คือ สิ่งร้ายที่เป็นอันตรายกับร่างกายและจิตใจ งานชีวเคมีสมัยใหม่เรียกว่า สารอนุมูลอิสระ สารนี้เป็นเหตุของโรคความเสื่อมของร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุการป่วยเจ็บและการตาย นอกจากนี้สารพิษยังหมายถึง สารก่อไข้ สารฮิสตามีนซึ่งเนื้อเยื่อที่เกิดภูมิแพ้ปล่อยออกมา และอาจหมายถึง น้ำตาลในเลือดที่มีระดับสูงเกิน หรือหมายถึงโคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ที่ล้นเกินในเลือด
- การล้างพิษ หรือ
 Detoxification คือ การขับของเสียที่ร่างกายไม่ต้องการและอาจเป็นอันตรายออกจากร่างกาย
- การล้างพิษจำแนกตามอวัยวะที่แสดงบทบาท
การขับของเสียทางตับ เป็นกระบวนการหลักของการล้างพิษ เพราะตับเป็นอวัยวะหลักในการกำจัดสารพิษด้วยปฏิกิริยาทางชีวเคมี
การขับของเสียออกทางไต โดยเฉพาะการขับของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญโปรตีน ซึ่งของเสียที่เหลือเป็นสารประกอบไนโตรเจนจะถูกส่งไปที่ตับ ตับจะเปลี่ยนให้กลายเป็นเกลือแอมโมเนียซึ่งลายน้ำได้ ส่งต่อไปให้ไตขับออกนอกร่างกาย
การขับของเสียออกทางปอด สารพิษที่เป็นก๊าซจะขับออกทางลมหายใจ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ โดยปกติคนเราจะหายใจเพียงร้อยละ 20 ของความจุปอดทั้งหมด โดยปอดสามารถบรรจุอากาศได้ครั้งละ 2.5 ลิตร ดังนั้น หากต้องการให้ร่างกายขับสารพิษออกไปกับลมหายใจมากที่สุดได้ คือ การฝึกหายใจ โดยการหายใจที่ถูกต้อง คือ หายใจเข้าท้องต้องป่องออก และหายใจออกท้องจะต้องแฟบลง
การขับของเสียทางอุจจาระ อุจจาระคือของเสีย เป็นกากอาหารที่ร่างกายควรจะขับออกภายใน 24 ขั่วโมง ผลเสียของการมีอุจจาระคั่งค้าง คือ ผิวพรรณไม่ผ่องใส เพราะสารพิษถูกดูดซึมกลับเข้าไปในกระแสเลือด ซึ่งถ้าเวลานาน อาจทำให้เกิดมะเร็งในลำไส้ใหญ่ได้
การขับของเสียทางผิวหนัง โดยวิธีกระตุ้นการขับของเสียออกทางผิวหนังให้มาก โดยการดื่มน้ำมาก ๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอกจากนี้ การอบความร้อน ยังเป็นการกระตุ้นให้ต่อมเหงื่อขับของเสียออกมาอีกด้วย
ระบบน้ำเหลืองกับการขับของเสีย ระบบน้ำเหลืองเป็นตัวกลางในการขับถ่ายของเสีย โดยถ้าหากต้องการขับของเสียออกจากร่างกายได้สะดวกจะต้องเร่งการไหลเวียนของน้ำเหลือง โดยทำได้ดังนี้ ถูผิวหนัง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และอาศัยความร้อนเช่น การอบสมุนไพร
- วิธีการล้างพิษ มีอยู่ 5 วิธีการใหญ่ ๆ คือกินเพื่อล้างพิษ โดยอาศัยการกินข้าวกล้อง ผักสด ผลไม้ และพืชสมุนไพร เพื่อรับแอนติออกซิแดนท์ และสารผักไปขจัดพิษในร่างกายอดเพื่อล้างพิษสวนลำไส้o ฝึกลมปราณล้างพิษฝึกสมาธิล้างพิษ
** การกินเพื่อล้างพิษและอดเพื่อล้างพิษ
การกินเพื่อล้างพิษ 
หลีกเลี่ยงการกินที่ไม่ถูกต้อง ได้แก่ การกินอาหารล้นเกิน การกินอาหารไม่ได้สัดส่วน การกินอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมี
การกินที่ถูกต้อง ได้แก่
 กินข้าวกล้อง ที่มีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เส้นใย* วิตามินบี และวิตามินอีจากจมูกข้าว
 กินผักสดผลไม้สด *  ให้ได้ 5 ส่วนบริโภคต่อวัน
 กินเนื้อสัตว์พอควร ประมาณ 100 กรัม เทียบเท่ากับน่องไก่ 1ชิ้น หรือปลาทู 1 ตัวต่อวัน
 กินกุ้งเล็ก ปลาน้อย ปลากรอบ เต้าหู้ ถั่ว* เพื่อเป็นแหล่งแคลเซียม
 กินไขมันประมาณ 3 ช้อนชา ต่อวัน เช่น ไข่เจียว 1 จาน หรือไก่ทอด 1 ชิ้น หรือปลาทอด 1 ตัว
 จัดลักษณะของกับข้าวให้เป็นกับข้าวแบบไทยๆ เช่น แกงส้ม แกงเลียง
** การอดเพื่อล้างพิษ
- การอดเพื่อสุขภาพ เป็นวิธีรักษาโรคที่เก่าแก่ที่สุดที่เคยพบก่อนยุค ซึ่งมีมาทุกชนชาติ ทุกศาสนา ตั้งแต่ปรัชญาเมธี ศาสดาของศาสนาต่าง ๆ และพระสงฆ์
- หลักธรรมชาติบำบัดว่าด้วยการอด การอดเพื่อล้างพิษเป็นวิธีการทางธรรมชาติบำบัดที่เลียนแบบกลไกธรรมชาติที่เบื่ออาหารยามเจ็บป่วย สามารถนำมาใช้ทั้งสำหรับโรคเฉียบพลันและโรคเรื้อรังได้บางประเภทที่มีข้อบ่งชี้
- ประโยชน์ของการอด คือ การอดช่วยให้อวัยวะต่าง ๆ ได้พัก ทำให้ร่างกายย่อยสลายสารพิษและขจัดมันออกไป ช่วยให้อวัยวะต่าง ๆ ทำงานได้ดีขึ้น
- การอดกับการพัฒนาจิต คือ ช่วยฝึกจิตใจของผู้อดให้ลดละจากบริโภคนิยม
 กลไกและวิธีการอด
- กลไกการบำบัดโรคโดยการอด มี 3 ประการ คือ
การถ่ายเทพลังงาน การกินการย่อยอาหารเป็นกระบวนการที่ใช้พลังงาน เมื่อมีการอดเท่ากับประหยัดพลังงานในการกินการย่อย ทำให้นำไปซ่อมแซมร่างกายได้เต็มที่
การลดอนุมูลอิสระ ทุกคนของการกินการย่อยอาหารจะเกิดอนุมูลอิสระขึ้น ถ้าพักจากการกินการย่อย จะทำให้สารอนุมูลอิสระเกิดน้อยลง ระหว่างอดถ้ารับประทานผัก ผลไม้ ก็จะได้รับสารต้านอนุมูลอิสระไปลดสารเสียเหล่านี้ได้
การลดสารพิษในลำไส้ใหญ่ มีการเกิดขึ้นเป็น 4 ระยะ คือ ระยะหิว (ระหว่าง 3-6 ชั่วโมงแรก) ระยะโหย (ระหว่าง 6-12 ชั่วโมงถัดไป) ระยะซ่านพิษ (ระหว่าง 12-24 ชั่วโมง) และระยะปลอดพิษ (ภายหลัง 24-48 ชั่วโมง)
- วิธีการอด มี 2 รูปแบบ คือ
การอด 1 วัน โดยไม่กินเนื้อสัตว์ ไขมัน แป้งข้าว กินแต่ผลไม้ทั้งวัน หรือดื่มแต่น้ำผลไม้หรือดื่มแต่น้ำเปล่า หรืออดแห้งเป็นเวลา 24 ชั่วโมง
การอดด้วยผลไม้และผักสด 10 วัน แบ่งเป็น 4 ระยะ คือ ระยะเตรียม ระยะอด ระยะกินอิ่ม และระยะเตรียมเลิก
-*
 ข้อบ่งชี้ คือ บุคคลทั่วไปที่ต้องการให้สุขภาพดี ต้องอดเพื่อล้างพิษบำบัดโรค ดังนี้ โรคอ้วน ไขมันเลือดสูง โรคภูมิแพ้ หอบหืด โรคข้ออักเสบ รูมาตอยด์ โรคท้องผูก ลำไส้ระคายเคือง ภาวะเครียด นอนไม่หลับ ปวดศีรษะตึงเครียด ปากเหม็น กลิ่นตัวแรง
-
 *ข้อห้าม คือ ห้ามอดในหญิงมีครรภ์ เด็กวัยเจริญเติบโต ผู้สูงอายุที่ร่างกายอ่อนเพลียมาก และผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผู้เป็นโรคหัวใจหรือความดันโลหิตสูงวิกฤต
-*ข้อพึงระวัง
 ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถใช้การอดเพื่อล้างพิษช่วยควบคุมได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ฝ่ายธรรมชาติบำบัด
ส่วนอีก 3 วิธีที่เหลือ
ติดตามตอนต่อไปนะคะ

วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2556

วันครู Teacher's day



คำว่า " ครู "เปรียบไว้ได้หลายอย่าง
เปรียบ"เรือจ้าง"รับส่งผู้โดยสาร
ให้พ้นห้วงมหาชลาธาร
ได้ข้ามผ่านถึงฝั่งสมตั้งใจ

เปรียบ"แม่พิมพ์"กล่อมเกลาเฝ้าหล่อหลอม
ทั้งโอบอ้อมการุณย์หนุนนำให้
ปลูกฝังซึ่งคุณธรรมผ่องอำไพ
ให้ก้าวไปตามครรลองของชีวา

เปรียบ"แสงเทียน"ส่องสว่างทางมืดมิด
เพื่อให้ศิษย์แจ่มกระจ่างทางศึกษา
จากไม่รู้ทั้งเขลาเบาปัญญา
กลับเก่งกล้าเลิศล้ำเพราะพรเรียน

คือ"ปูชนียบุคคล"เปี่ยมล้นค่า
ควรบูชาเคารพนบนอบเศียร
ทั้งกายใจจิตวิญญาณท่านเฝ้าเพียร
เพื่อนักเรียนเติบใหญ่นั้นได้ดี

ขอทดแทนบุญคุณที่หนุนเนื่อง
ชาติรุ่งเรืองเพราะคุณครูกู้ศักดิ์ศรี
พร้อมอุทิศใจกายหมายมอบพลี
เป็นคนดีที่น่ายลชนชื่นชม

ร่วมเชิดชูครูไทยด้วยใจมั่น
ที่สร้างสรรค์บ่มเพาะความเหมาะสม
ในวันครูที่สิบหกมกราคม
ขอกราบก้มไหว้ครูด้วยจริงใจ

คลิ๊ก ที่ชื่อเพลง ฟังเพลงนี้ซึ้งมาก
เพลงรางวัลของครู

เพลงครูกระดาษทราย

เพลงปาเจราบูชาครู



วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ไตรสิกขา



ไตรสิกขา ประกอบด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา
หลังจากมีการให้ทาน ถือศีล และศึกษาธรรมะเป็นรากฐานแล้ว ขั้นต่อไปคือไตรสิกขานี้มีไว้เพื่อดับทุกข์
ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวไว้ในหนังสือ คู่มือมนุษย์ (สนพ.สุขภาพใจ, ๒๕๔๙ หน้า ๑๓ ๔๔ และ ๑๐๑ ๑๓๐) ว่า เมื่อมีศีลธรรมดีแล้ว ปัญหายังคงมีเหลืออยู่ว่า คนนั้นยังไม่พ้นทุกข์ ไม่พ้นจากการเบียดเบียนของกิเลสโดยเฉพาะคือ   โลภะ โทสะ โมหะเรื่อง ศีล และ ธรรม ทั้งหมดนี้ มีความมุ่งหมายให้เกิดผลเพียงเป็นอยู่อย่างสงบเรียบร้อยของสังคมทั่วไป และเป็นความผาสุกขั้นต้นๆ อันเป็นวิสัยของปุถุชน   มิได้หมายสูงพ้นขึ้นไปถึงการดับทุกข์ หรือตัดกิเลสเด็ดขาดสิ้นเชิง จนเป็นพระอริยเจ้าพระพุทธศาสนามีหลักปฏิบัติให้คนไปไกลกว่าเรื่องศีลธรรม ไปไกลจนถึงกับสามารถกำจัดความหม่นหมองทุกชนิด ที่เหลือวิสัยที่ศีลธรรมจะกำจัดได้ เช่น ความยุ่งยากใจเป็นส่วนตัว ความทุกข์ในใจอันเกิดจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย และกิเลสชั้นละเอียด ซึ่งไม่อยู่ในวิสัยที่ศีลธรรมทั้งหลายจะช่วยกำจัดให้ได้ จะพ้นทุกข์ได้ก็ต้องปฏิบัติตามหลัก ไตรสิกขา อันประกอบด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งสรุปโดยย่อได้ดังนี้
               คำ สิกขา เป็นภาษาบาลี เป็นคำเดียวกับคำ ศึกษา ในภาษาสันสกฤต คำ ศึกษา ในทางธรรม ไม่ได้หมายถึงการเล่าเรียน ท่องตำราความรู้อย่างที่เข้าใจกันในทางโลก แต่หมายถึงการลงมือปฏิบัติที่เป็นการอบรมกาย วาจา ใจ โดยตรง คือ อบรมตนเองให้เปลี่ยนจากลักษณะหนึ่งไปสู่อีกลักษณะหนึ่ง ตามที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ยิ่งขึ้นไป
               คำ ไตร แปลว่า สาม ไตรสิกขา ประกอบด้วย สิกขา ๓ ได้แก่ สีลสิกขา สมาธิสิกขา และปัญญาสิกขา  บางทีก็ใช้คำว่า ศีล-สมาธิ-ปัญญา   ไตรสิกขานี้มีไว้เพื่อดับทุกข์
               สีลสิกขา เป็นสิกขาชั้นแรกสุด สีลสิกขา แปลว่า สิ่งที่ควรศึกษาหรือควรอบรมที่เป็นชั้นศีล  แม้จะมีการจำแนกไว้เป็น  ศีล ๕  ศีล ๘  หรือ ศีล ๒๒๗  และอื่น ๆ อีกเป็นอันมากก็ตาม  แต่รวมใจความแล้ว  ก็อยู่ตรงที่เป็นการปฏิบัติเพื่อความปรกติสงบเรียบร้อย  ปราศจากโทษชั้นต้นๆ  ที่เป็นไปทางกาย ทางวาจา ทั้งที่เกี่ยวกับสังคม หรือส่วนตัว หรือสิ่งของต่างๆ  ที่จำเป็นแก่การเป็นอยู่   ศีลช่วยให้คนอยู่อย่างผาสุก ไม่มีเรื่องรบกวน แต่อานิสงส์ที่สำคัญที่สุดของศีลอยู่ที่การเป็นบาทฐานที่งอก ที่เกิด ที่เจริญสมาธิ   สีลสิกขาจึงเป็นการตระเตรียมเบื้องต้นให้เป็นผู้อยู่ในโลกด้วยลักษณะที่สะอาดบริสุทธิ์ซึ่งจะส่งเสริมให้เกิดสมาธิในขั้นต่อไปได้ง่าย ถ้ามีเรื่องรบกวนมากก็ยากที่จะเกิดสมาธิ
               สมาธิสิกขา เป็นสิกขาชั้นที่ ๒ ที่สูงขึ้นไปอีก  ได้แก่การที่ผู้นั้นสามารถบังคับจิตใจของตัวไว้ได้ ในสภาพที่จะใช้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุดตามที่ตนต้องการ   คำ สมาธิ ที่เข้าใจกันโดยทั่วไป คือ ความตั้งใจมั่นแน่วแน่  เป็นจิตที่สงบ  แต่สมาธิโดยสมบูรณ์หมายถึง การทำจิตนั้นให้เหมาะสมแก่การงานของจิต เป็นการฝึกฝนอบรมจิตให้อยู่ในลักษณะที่พร้อม  ที่มีสมรรถภาพถึงที่สุดในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ทางจิต  ข้อหลังนี้เป็นความมุ่งหมายอันแท้จริงของสิ่งที่เรียกว่าสมาธิ   ดังที่พระพุทธองค์ทรงแสดงลักษณะของจิตด้วยคำอีกคำหนึ่งซึ่งเป็นคำสำคัญที่สุด  คือคำว่า  กมฺมนิโย  แปลว่า  สมควรแก่การทำงาน   คำนี้เป็นคำสุดท้ายที่ทรงแสดงลักษณะของจิตที่เป็นสมาธิ    คำว่า  สมาธิ  แปลว่าจิตตั้งมั่นก็จริง  แต่ต้องหมายถึงตั้งมั่นในลักษณะที่พร้อมที่จะปฏิบัติงาน  ไม่ใช่ตั้งมั่นในลักษณะที่ไม่ปฏิบัติงานใดๆ  คือสงบนิ่งเงียบอยู่เฉยๆ   ผู้ที่พอใจที่จะยึดถือความหมายเป็นความสงบเงียบนั้น ก็เพราะเมื่อจิตเป็นสมาธิสงบเงียบ  ไม่มีอะไรรบกวนแล้ว  ในขณะนั้นย่อมรู้สึกเป็นความสุขอย่างยิ่ง ก็เลยเกิดชอบความสุขชนิดนั้น  เลยรักการทำสมาธิในทางนั้น   ไม่ได้พอใจสมาธิในลักษณะที่จะปรับปรุงจิตให้เหมาะสมที่จะทำการพิจารณาหรือค้นคว้าสืบไป ด้วยเหตุนี้  นักสมาธิส่วนใหญ่  จึงตกอยู่ภายใต้อำนาจของความสุขอันเกิดจากความสงบของจิต  แล้วก็หยุดอยู่เพียงแค่นั้น  ไม่สามารถทำสมาธิของตนให้สูงขึ้นไป  จนถึงกับเป็นพื้นฐานหรือเป็นบาทฐานของการเจริญปัญญา  อันจะทำให้เข้าถึงความดับทุกข์อย่างสิ้นเชิง(พระนิพพาน)ได้  มิหนำซ้ำ  ยังจะตกอยู่ในลักษณะของความหลง  คือหลงเอารสแห่งความสุขที่เกิดจากสมาธินั้น  ทำให้ไม่ก้าวหน้าไปจนถึงปัญญาชนิดที่จะตัดตัณหาหรืออุปาทานได้   สมาธิสิกขานี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า จิตตสิกขา”  แปลว่า  สิ่งที่ควรศึกษาหรืออบรมในทางจิต
               ปัญญาสิกขา  เป็นสิกขาชั้นที่ ๓ เป็นการฝึกฝนอบรมให้เกิดความรู้ความเข้าใจอันถูกต้องและสมบูรณ์ถึงที่สุด   คนเราตามปรกติรู้อะไรตามที่เข้าใจเอาเอง  ไม่ใช่ตามที่เป็นจริง พุทธศาสนาจึงมีระเบียบปฏิบัติที่เรียกว่าปัญญาสิกขา เป็นส่วนสุดท้ายสำหรับจะได้ฝึกฝนอบรมให้เกิดความเห็นแจ้งในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง   “ความเห็นแจ้งนี้หมายถึงสิ่งที่บุคคลได้ซึมซาบมาแล้วด้วยการผ่านสิ่งนั้นๆ มาแล้วด้วยตนเอง หรือมีประสบการณ์ตรงกับสิ่งนั้น  ไม่ใช่ด้วยเหตุผล   คำปัญญาสิกขาในพระพุทธศาสนาจึงไม่ได้หมายถึงปัญญาที่เป็นไปตามอำนาจเหตุผล อย่างที่ใช้กันในวงการศึกษา   การพิจารณาทางปัญญาตามสิกขาข้อนี้จึงจำเป็นต้องใช้สิ่งต่างๆ ที่ได้ผ่านมาแล้วแต่หนหลัง หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องใช้เรื่องที่มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้จิตใจของเราเกิดความสลด สังเวช เบื่อหน่าย คลายกำหนัด ในสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ได้จริง   หากใช้หลักเหตุผลมาวินิจฉัย ก็จะได้แต่ ความเข้าใจอยู่นั่นเอง   คำ ความเข้าใจ จึงต่างจากคำ ความเห็นแจ้ง   ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ปฏิบัติในทางปัญญาตามหลักพระพุทธศาสนาจึงไม่ค่อยใส่ใจเรื่องการใช้เหตุผลมากเหมือนกับการศึกษาในศาสตร์ต่างๆ แต่อาศัยความรู้สึกในใจจริงๆ ที่เคยมี เคยเป็น เคยผ่านมาแล้วแต่หนหลังเป็นสำคัญ   หากแม้จะมีการเทียบเคียงด้วยเหตุผลบ้าง ก็ใช้เหตุผลโดยเอาสิ่งที่ได้ผ่านมาแล้วแต่หนหลังนั้นมาเป็นเหตุผล ไม่ใช่เหตุผลจากการคำนวณทางคณิตศาสตร์   การเห็นแจ้งจึงเป็นปัญญาที่ออกผลแก่จิตใจในขณะนั้นๆ ไม่ใช่ความรู้ความเข้าใจที่จะต้องเก็บสะสมไว้มากๆ เรื่อยๆไป  คนจึงไม่อาจพ้นทุกข์ด้วยลำพังความเข้าใจ จะพ้นทุกข์ได้ก็ด้วยความเห็นแจ้ง
               อนึ่ง ปัญญา กับ สมาธิ นั้นสัมพันธ์กัน นั่นคือ สมาธิช่วยให้เกิดปัญญา ขณะเดียวกันปัญญาก็ช่วยให้เกิดสมาธิ. สาธุ
ที่มา:http://www.gotoknow.org/blogs/posts/480353

“ธรรมะพักใจ”

การปฏิบัติตนในเบื้องต้นของชาวพุทธ 

การฝึกปฏิบัติตามวัฒนธรรมชาวพุทธ คือ ฝึกเพื่อละจากความชั่ว แล้วตั้งอยู่ในคุณธรรมความดี ยังจิตของตนให้ผ่องใสอยู่เสมอ  และในท่ามกลางที่เศรษฐกิจและสังคมที่มีแต่ความตึงเครียด ธรรมะถือว่าเป็นที่พักใจได้...

ธรรมะพักใจ จะขอแนะนำการปฏิบัติตนในเบื้องต้นของชาวพุทธ ซึ่งควรมีการปฏิบัติตนให้เหมาะสม ดังนี้
          1.การให้ทาน
          2.การถือศิล
          3.การศึกษาธรรมะ



การให้ทาน
          การให้ทาน ได้แก่ การสละทรัพย์สิ่งของสมบัติของตนที่มีอยู่ให้แก่ผู้อื่น  โดยมุ่งหวังจะจุนเจือให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์ และความสุขด้วยความเมตตาจิตของตน ทานที่ได้ทำไปนั้น จะทำให้ผู้ทำทานได้บุญมากหรือน้อยเพียงใด  ย่อมสุดแล้วแต่องค์ประกอบ 3 ประการ ถ้าประกอบถึงพร้อมด้วยองค์ประกอบทั้ง 3 ประการต่อไปนี้แล้ว ทานนั้นย่อมมีผลมาก ได้บุญบารมีมาก กล่าวคือ
       - องค์ประกอบข้อที่ 1 “วัตถุทานที่ให้ต้องบริสุทธิ์
         วัตถุทานที่ให้ ได้แก่ สิ่งของทรัพย์สมบัติที่ตนได้สละให้เป็นทานนั้นเอง  จะต้องเป็นของที่บริสุทธิ์ได้จะต้องเป็นสิ่งของที่ตนเองได้แสวงหา  ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ในการประกอบอาชีพ   ไม่ใช่ของที่ได้มาเพราะการเบียดเบียนผู้อื่น เช่น ได้มาโดยยักยอก ทุจริต ลักทรัพย์  ฉ้อโกง ปล้นทรัพย์ ชิงทรัพย์ ฯลฯ ผู้อื่น
       - องค์ประกอบที่ข้อ 2 “เจตนาในการสร้างทานต้องบริสุทธิ์
         การให้ทานนั้น  โดยจุดมุ่งหมายที่แท้จริงก็เพื่อเป็นการขจัดความโลภความตระหนี่เหนียวแน่น  ความหวงแหนลงใหลในทรัพย์สมบัติของตน   อันเป็นกิเลสหยาบ คือ โลภกิเลสและเพื่อเป็นการสงเคราะห์ผู้อื่นให้ได้รับความสุขด้วย  เมตตาธรรมของตน        อันเป็นบันไดก้าวแรกในการเจริญเมตตาพรหมวิหารธรรมในพรหมวิหาร 4 ให้เกิดขึ้น ถ้าได้ให้ทานด้วยเจตนาดังกล่าวแล้ว เรียกว่าเจตนาในการทำทานบรฺสุทธิ์
       - องค์ประกอบข้อที่ 3 “เนื้อนาบุญต้องบริสุทธิ์
         คำว่า เนื้อนาบุญในที่นี้ได้แก่ บุคคลผู้รับการทำทานของผู้ทำทานนั้นเอง นับว่าเป็นองค์ประกอบข้อที่สำคัญที่สุด แม้ว่าองค์ประกอบในการทำทานข้อที่ 1 และข้อที่ 2 จะงามบริสุทธิ์ครบถ้วนดีแล้ว  กล่าวคือวัตถุที่ทำทานนั้นเป็นของที่แสวงหาได้มาด้วยความบริสุทธิ์ เจตนาในการทำทานก็งามบริสุทธิ์  แต่ตัวผู้ที่ได้รับการทำทานเป็นคนที่ไม่ดี ไม่ใช่ผู้ที่เป็นเนื้อนาบุญที่บริสุทธิ์ เป็นเนื้อนาบุญที่เลว ทานที่ทำไปนั้นก็ไม่ผลิดอกออกผล


การถือศีล
       “ศิลนั้นแปลว่า ปกติคือ สิ่งหรือกติกาที่บุคคลจะต้องระวังรักษากาย วาจา ใจ ไม่ให้ทำร้ายผู้ใดหรือสัตว์ใด จนเกิดความลำบากเดือดร้อนหรือล้มตาย โดยรักษาตามเพศและฐานะ ศีลนั้นมีหลายระดับคือ ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 และศีล 311 การถือศิลนี้เป็นการเพียรพยายามเพื่อระงับกิเลสหยาบมิให้กำเริบขึ้น และเป็นการบำเพ็ญบุญบารมีที่สูงขึ้นกว่าการให้ทาน ในเบื้องต้นโดยทั่วไป เราควรมีศีล 5 ซึ่งเป็นคุณธรรมที่เป็นปกติของมุนษย์ที่จะต้องทรงไว้ให้ได้ตลอดไป ดังนั้นบุคคลที่ไม่มีศีล 5 ไม่เรียกว่ามนุษย์
             * ศีลข้อที่ 1 ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
             * ศีลข้อที่ 2 ไม่ฉ้อโกงลักขโมย
             * ศีลข้อที่ 3 ไม่ประพฤติผิดลูกเมีย-ผัว ผู้อื่น
             * ศีลข้อที่ 4 ไม่โกหกหลอกลวง
             * ศีลข้อที่ 5 ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งเสพติดของมึนเมาให้โทษ
การรักษาศีลทำได้ 2 วิธี คือ
           การอธิษฐานศีล คือ การตั้งใจด้วยตัวเองว่าจะรักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบรูณ์
           การสมาทานศีล คือ การรับศีลจากพระภิกษุสงฆ์
           การรักษาศีลควรเลือกปฏิบัติตามความหเมาะสม อย่าให้เกิด เป็นความยึดติดรูปแบบ จนชีวิตดูอึดอัดแปลกปยกจากครอบครัวและสังคมที่เราอยู๋ ให้สอดคล้องกลมกลืนไปกับธรรมชาติ การดำเนินชีวิต และการใช้ชีวิตในสังคมแต่ก็ไม่ควรปล่อยปละจนกลายเป็นไม่เห็นความสำคัญของศีลเลย


การศึกษาธรรมะ
           ธรรมะที่องค์พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงนั้น   มีทั้งธรรมะในเบื้องต้น  ธรรมะในระดับกลาง  และธรรมะขั้นสูงสุด  ซึ่งการที่เราจะเข้าใจธรรมะขั้นใดนั้น   ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง  โดยถึงแม้เรายังไม่สามารถเข้าใจธรรมะในขั้นสูงสุดได้  แต่เราก็สามารถเข้าใจธรรมะในขั้นกลางหรือเบื้องต้นได้ทั้งนั้น
           ดังนั้นเราจึงไม่สามารถที่จะอ้างได้ว่าเราไม่ทำการศึกษาธรรมะ  เพราะยังไม่เข้าใจธรรมะได้เลย
           ธรรมะที่เป็นหลักใหญ่ในพระพทธศาสนา คือ อริยสัจ 4 คือ ความจริง 4 ประการ ซึ่งได้แก่
             * ทุกข์   ได้แก่ ความเกิด ความแก่ ความตาย ซึ่งมีเป็นธรรมดาของชีวิตและความเศร้าโคก  ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย  ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ  ซึ่งมีแก่จิตใจและร่างกายเป็นครั้งคราว   ความประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักที่พอใจ           ความพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รักที่พอใจ  มีความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น  ซึ่งก็คืออุปทานขันธ์ทั้ง 5 นั่นเอง
             * สมุทัย   เหตุให้เกิดทุกข์  ได้แก่ ตัณหา  ความดิ้นรน  ทะยานอยากของจิตใจ คือ ดิ้นรนทะยานอยาก  เพื่อที่จะได้สิ่งปรารถนาอยากได้  ดิ้นรนทะยานอยากเพื่อจะเป็นอะไรต่างๆ ดิ้นรนทะยานอยากที่จะไม่เป็นภาวะที่ไม่ชอบต่างๆ
             * นิโรธ   ความดับทุกข์  ได้แก่  ดับตัณหา  ความดิ้นรนทะยานอยากดังกล่าว
             * มรรค   ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์  ได้แก่  ทางมีองค์ 8 คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ การงานชอบ อาชีพชอบ เพียรพยายามชอบ สติชอบ ตั้งใจชอบ

        ดังนี้  จะเห็นได้ว่า  ธรรมะที่องค์พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสแสดงไว้นั้น เป็นความจริงทุกประการ  แต่การที่เราจะ   เข้าใจได้ทั้งหมดนั้น  ไม่ใช่เรื่องง่าย การที่เราศึกษาธรรมะ  ก็เป็นการทำเพื่อพัฒนาจิตใจของเราให้ดียิ่งขึ้นจนถึงกระทั่งสามารถที่จะเข้า ใจหลักธรรมะของพระองค์ได้จนกระทั่งเข้าสู่จุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนา นั่นก็คือ นิพพานนั่นเอง

วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555

รู้จักร่างกาย

     รู้จักร่างกายใน บอดี้โชว์งานศิลป์ผ่านศพ
 นิทรรศการ บอดี้โชว์ได้ใช้เทคนิคพิเศษในการเก็บรักษาร่างกายไว้ไม่ให้เน่าเปื่อยและเน่าเหม็น ซึ่งช่วยให้เห็นร่างกายของเราในมุมที่ไม่เคยเห็น และช่วยให้เราได้รู้จักร่างกายของเราดียิ่งขึ้น
     
       นิทรรศการเดอะบอดี้โชว์ เอเชียทัวร์ แบงกอก” (The Body Show Asia Tour Bangkok)     
       โดยร่างกายที่จัดแสดงนั้นถูกเก็บรักษาไว้โดยการดึงน้ำออกจากร่างกายแล้วใส่พอลิเมอร์เข้าไปแทนที่ ทำให้เหมือนเป็นพลาสติกมากขึ้น ดูแลง่าย แต่ก็ยังไม่ใช่พลาสติกเพราะยังมีอวัยวะจริงอยู่
หลักการพื้นฐานของกระบวนการรักษาศพเช่นนี้คือการทำให้เซลล์ในร่างกายไม่ยุบ โดยต้องดึงน้ำออกจากเซลล์แล้วใส่อะไรเข้าไป จากนั้นร่างกายจะไม่เน่า แต่การเก็บรักษาร่างกายไว้ได้นานแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับวิธีการเก็บรักษา และขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันในร่างกาย หากอ้วนมากจะมีไขมันมากและเก็บไว้ได้ไม่นาน
                   
       ในส่วนของนิทรรศการด้านสมองซึ่งใช้ร่างกายของเด็กจัดแสดงนั้น ร่องและรอยหยักของสมองที่จัดแสดงนั้นแสดงให้เห็นถึงความฉลาด ซึ่งในกรณีของสมองสัตว์นั้นรอยหยักจะไม่ลึกและไม่ยึกยักมาก และสมองนี้จะไปสั่งการให้เส้นประสาททำงาน
กะโหลกศรีษะและสมองเด็กน้อย ที่แสดงให้เห็นรอยหยักและร่องลึกซึ่งมากกว่าสมองสัตว์ (ภาพโดย ศิวกร แสนสอน)

โดยในส่วนของนิทรรศการท่าตีกอล์ฟนั้นแสดงให้เห็นถึงการทำงานของกล้ามเนื้อซึ่งทำหน้าที่บังคับให้กระดูกเคลื่อนที่ โดยกล้ามเนื้อนั้นทำงานได้จากการบังคับของสมองและเส้นประสาท โดยลักษณะการทำงานทั้งหมดเป็นแบบ ไปด้วยกัน” (Synchronize) 
การออกท่าทางต่างๆ ซึ่งอาศัยกล้ามเนื้อควบคุมการเคลื่อนที่ของกระดูก โดยการสั่งงานของสมองและเส้นประสาท

ส่วนแสดงกล้ามเนื้อทั้งหมดในร่างกาย ซึ่งแผ่ออกให้เป็นชิ้นๆ ในส่วนของแขน-ขาจะเห็น กล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่ชัดเจน แต่ยังมีกล้ามเนื้ออีกประเภทคือ กล้ามเนื้อมัดเล็กที่มีอยู่ตรงใบหน้ามากที่สุด ซึ่งการยิ้มอย่างมีความสุขนั้นจะใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กทั้งหมด 110 มัด
                                                        ภาพแสดงให้เห็นกล้ามเนื้อทั้งหมดในร่างกายมนุษย์
                                      กล้ามเนื้อมัดเล็กและเส้นประสาทควบคุมใบหน้า (ภาพโดยศิวกร แสนสอน)
ส่วนร่างกายที่แสดงในท่าเล่นฟุตบอลนั้นเป็นร่างกาย ใช้เทคนิคการเก็บรักษาสุดยอดมากเพราะมีอวัยวะภายในครบ ซึ่งอวัยวะภายในนี้เป็นส่วนที่เน่าเร็วที่สุดในร่างกาย
                 ร่างกายนี้ใช้เทคนิคพิเศษที่รักษาอวัยวะภายในซึ่งเป็นส่วนที่เน่าเร็วที่สุดไว้ได้ (ภาพโดยศิวกร แสนสอน)
ในส่วนของทางเดินอาาหารที่แสดงให้เห็นตั้งแต่ศรีษะ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลงไปถึงลำไส้นั้น ระบบประสาทจะควบคุมได้ถึงการทำงานของหลอดอาหารให้กลืนหรือไม่กลืนเท่านั้น เมื่ออาหารลงไปถึงกระเพาะแล้วการทำงานของอวัยวะที่เหลือจะเป็นแบบอัตโนมัติโดยการควบคุมของประสาทอัตโนมัติ ไม่เช่นนั้นอาหารจะค้างในระบบและเน่าเสีย
                                                                ส่วนแสดงทางเดินอาหารและกระเพาะอาหาร
       นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการการแสดงร่างกายที่ผ่าออกเป็นแผ่นบางๆ ให้เห็นคล้ายๆ ภาพจากเครื่อง ทีซี แสกน” (CT Scan) ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาพซีทีแกนและภาพเอ็กซเรย์จะบอกได้ว่าเจ้าของร่างกายมีโรคหรือความผิดปกติใดหรือไม่ จากการแปรความเข้มของภาพ                     

                         ภาพตัดตามยาวของร่างกายผู้ชาย คล้ายภาพจากเครื่องซีทีสแกน (ภาพโดยศิวกร แสนสอน)