วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สรุปคัมภีร์กษัย

กระษัย     หมายถึง   โรคที่ทำให้ร่างกายเกิดความสึกหรอ  ( สึกกร่อน )  
               กระษัยโรค  เป็นโรคระยะกลางหรือระยะสุดท้าย (มัชฌิมโรค หรือ ปัจฉิมโรค)   เกิดจากวิวัฒนาการของโรคต่าง ๆ ไม่ได้รับการเยียวยารักษาให้ถูกกับโรค  ทั้งเรื้อรังมานาน  กษัยบางชนิดสิ้นสุดที่การสิ้นอายุ  บางชนิด กลายเป็นมาน
ลักษณะของโรคกระษัย
               ๑. ต้องมีประวัติการป่วยอย่างน้อย  ๑  เดือนจนตกถึง   มหาสันนิบาต 
               ๒. คนไข้ป่วยเรื้อรังจนซูบผอม
               ๓. สาเหตุการป่วยจากเหตุใด ๆ  ก็ได้
               ๔. เป็นได้ทั้งอาการหนักและอาการเบา  แม้อาการไม่รุนแรงแต่รักษายาก
               ๕. ระยะสุดท้าย  มักมีอาการหนัก  เช่น  มะเร็ง  ถุงน้ำ  รังไข่  มดลูก  ตับอักเสบและอื่น ๆ
โรคต่าง ๆ ในคัมภีร์กระษัย 
๑.  โรคทางระบบทางเดินอาหาร
๒. ไข้เรื้อรัง
๓.  มดลูกอักเสบ
๔.  ตับ  ม้ามย้อย โต, ไต                     
๕.  พยาธิ                 
 ๖.ไส้เลื่อน
อาการต่าง ๆ ของโรคกระษัย
               ๑.  ผอมแห้ง  โลหิตจาง
               ๒.  ผิวหนังซีดเหลือง   ปวดเมื่อยร่างกาย
               ๓.  แน่นและหนักตัว
               ๔.  กินไม่ได้ นอนไม่หลับ
               ๕.  ไอ หรือ ไอมีโลหิต
               ๖.  ปัสสาวะขัดมีสีเหลือง  ไม่มีกำลัง
               ๗.  ไม่มีแรง  มือเท้าชา
               ๘.  เหงื่อออกตามฝ่ามือ  เหงื่อออกตอนกลางคืน
               ๙.  ยอกเสียวตามหัวอกและชายโครง
               ๑๐.  ผิวหนังตกกระตามร่างกาย
               ๑๑.  กล้ามเนื้อชักหดและลีบ
               ๑๒.  สะท้านร้อนสะท้านหนาวเป็นคราว ๆ
               ๑๓.  ท้องผูกเป็นประจำ

คัมภีร์กระษัย หรือ กษัย ว่าด้วยโรคที่ทำให้เกิดความสึกหรอ,ความเสื่อมของร่างกาย ให้เกิดอาการเจ็บป่วยต่างๆแบ่งเป็น ๒ จำพวก คือ กษัยเกิดเป็นอุปปาติกะโรค ๑๘ จำพวก และกษัยเกิดแต่กองธาตุสมุฎฐาน ๘ จำพวก
๑.กษัยล้น  ให้ท้องลั่นขึ้นลงข้างขึ้น แดกอกข้างแรม ถ่วงหัวเหน่า  
๒. กษัยรากเพื่อลมร้อง ให้ท้องลั่นให้ตึงทั้งกาย  ร้องครางทั้งวันคืน
๓. กษัยเหล็ก  ให้หัวเหน่าและท้องน้อยแข็งเหมือนหิน   ลามแข็งถึงยอดอก
๔. กษัยดาน ยอดอกแข็งดังศิลา ถูกเย็นไม่ได้ ร้อนค่อยสงบลาม ถึงหัวเหน่า เป็น อติสัย  
๕. กษัยเชือก ตั้งขึ้นแต่หัวเหน่าถึงหัวใจ แข็งดุจเหล็ก ขัดอุจจาระ ปัสสาวะ ดำเป็นมัน(นวดแล้วคลาย)  
๖. กษัยปลาไหล
หางแทงที่หัวเหน่า   ทวาร หัวแทงตับ,กะเพาะให้ขัดอุจ/ปัส เหลือง แดง  กัดชายตับ ม้าม
๗. กษัยปลาหมอ          มีจิต เกิดลำไส้ ข้างขึ้นกัดชายตับ  ม้าม  ปอด ให้จุกแดก ข้างแรม ลงท้องน้อย หัวเหน่าให้ขัดอุจ

๘. กษัยเต่า เกิดดานเสมหะที่ ชายโครง ซ้าย ขวา(ตับ,ม้าม) เท่าฟองไข่ให้ผิวเนื้อเหลืองเหมือนขมิ้น(คล้ายป้าง)
๙. กษัยปลวก เกิดเพื่อสัณฑะฆาต ในตับ กลับเป็นอีกหลายครั้งให้ผิวเนื้อขาวซีด ผอมแห้ง  คล้ายฝีปลวกแต่ไม่มีหนอง   
๑๐.ลิ้นกระบือ ให้ตับแข็งครั้นแก่เข้า ตัวกษัย   แตกเป็นโลหิต น้ำเหลืองซึมในไส้น้อย,ใหญ่ กลายเป็น มานกษัย แตกแล้วแก้ไม่ได้
๑๑. กษัยเสียด เป็นลมตะคริวขึ้นมาแต่แม่เท้า  ปวด   เสียดชายโครงสองข้าง (นวดให้คลายเสียก่อน จึงให้ยากิน)
๑๒. กษัยปู โลหิตคุมกันเหมือนปู ในกะเพาะให้ปวดท้องน้อย กินแล้วหายปวด
๑๓. กษัยท้น เกิดเพื่อบริโภคอาหาร  ท้องว่างให้สงบได้อาหารท้นขึ้นยอดอกอาเจียน  แน่นอก ชักกระเพาะข้าวแขวนขึ้น
๑๔. กษัยปลาดุกเกิดที่กระเพาะข้าว สตรีเกิดที่มดลูกให้ท้องใหญ่เหมือนหญิงมีครรภ์
๑๕.กษัยจุก ลมแทงเข้าในเส้นเอ็นจุกแดกนอนคว่ำร้องนอนหงายไม่ได้
๑๖. กษัยน้ำ เกิดเพื่อโลหิต  น้ำเหลือง เสมหะ (เรียกกษัยโลหิต)   เกิดกับสตรีใต้สะดือ กับบุรุษเหนือสะดือ ๓ นิ้วปวดถึงยอดอก (คัมภีร์โชตรัต,มุจฉา) ดังฝีปลวก  ผีมะเร็งทรวง(ถ่ายเป็นมูกเลือด
๑๗. กษัยเพลิง (เกิดเพื่อ ไฟ สันตัป,ชิร,ปริทัย) บ่าย ให้ตาแดง เจ็บยอดอก มักเป็น ผีมะเร็งทรวง(ถ่ายเป็นมูกเลือด) บวมหน้า,ท้อง  ให้ตัวเย็นร้อนในเหนือสะดือ ๓ นิ้วจับเส้นปัตคาด ปวดขบ เหงื่อตก
๑๘. กษัยลม  เกิดเพื่อลม  ๖ จำพวก     ๑.ลมในไส้  เป็นดานกลมเท่าลูกตาล จุกเสียด  แน่นอก   ๒.ลมนอกไส้  ให้เมื่อยขบ แล่นเข้าในกระดูก ๓.ลมทั่วกาย  เหนือสะดือเท่าลูกมะเดื่อ ให้จุก ๔.ลมอุทรวาต   ลมอุธังพัดแค่ยอดอกให้เป็นเม็ดในลำไส้  ให้เป็นผีรวงผึ้ง  ๕.ลมอโธ ลมจากกระหม่อม ถึงปลายเท้า ตันแค่ไหนเจ็บแค่นั้น  ๖ เพื่อลม อยู่รอบสะดือ ๔ แห่ง คือเหนือ ใต้ ซ้าย ขวา
กษัยเกิดแต่อุปปาติกะ  ๑๘  จำพวก (ล้น,ราก  ให้ท้องลั่น) (เหล็ก  ดาน เชือก  ให้ท้องแข็ง) (ปลาไหล,ปลาหมอ,เต่า, ปลวก,ลิ้นกระบือ,เสียด  กัด ตับ ม้าม ปอด) (ปู , ปลาดุก  ,ท้น , จุก  กระเพาะข้าวให้ปวดจุก) (น้ำ,ลม,ไฟ  อยู่รอบสะดือ) 
กษัยเกิดแต่กองธาตุสมุฏฐาน  ๘  จำพวก(กล่อนดิน  อัณฑะ)(  กล่อนน้ำ  สะดือ)(กล่อนลม  ทรวงอก  )(กล่อนไฟ  ใน
นาภีและทรวงอก)(กล่อนเถา  ในเส้น)
๑.กล่อนดิน    ให้เป็นก้อนที่หัวเหน่า เลื่อนมาอัณฑะให้ฟกบวม กระทบไม่ได้  เสียวตลอดถึงหัวใจและราวข้าง
๒.กล่อนน้ำ เกิดเพื่อโลหิต  น้ำเหลือง เสมหะ (เรียกกษัยโลหิต)      เกิดกับสตรีใต้สะดือ กับบุรุษเหนือสะดือให้เจ็บปวดยอดอกดังจะขาดใจ (อาการเหมือนกษัยน้ำ)
๓.กล่อนลม  เช้าคลาย บ่ายจุก
ขึ้นมาให้ปวดในทรวงอก  
ให้ร้อนในแต่ตัวเย็น กินของ
ร้อนค่อยคลายลง
๔.กล่อนไฟ  ไฟทั้ง๔ พิการ ตั้งในนาภี,ทรวงอก ให้แน่นอก  ปวดตา  ให้ตาแดง เหงื่อตก บ่ายให้บวมหน้า,หลัง,เท้า  ถ้าบวม ๓ อย่างรักษาไม้ได้
๕.กล่อนเถา  เพื่อ ลมสัณฑฆาตและปัตคาดหญิงขึ้นซ้าย  ชายขึ้นขวา เข้าในไส้  ให้แข็งขวางอยู่   เสียดชายโครงถึงยอดอก ถ้าอาเจียนอาการค่อยทุเลา ดังฝีปลวก  ผีมะเร็งทรวง เป็นกษัย มูตรแดงติดเหลือง  เกิดเพราะกิน คาวหวานนัก เป็นๆหายๆ ๑๒-๑๓ ปี เป็นมานกษัย
๖. กษัยน้ำ 
๗.กษัยลม  
๘.กษัยไฟอาการเหมือนกษัย
ที่เกิดแต่อุปปาติกะ


ยารักษา นารายณ์พังค่าย บดผงละลายน้ำร้อนกิน หนัก ๑ สลึง แก้กษัยดาน กษัยทั้งปวงหายวิเศษนัก

หมายเหตุ ในการอ่านสรุปคัมภีร์ ควรอ่านเนื้อหาในหนังสือทั้งหมดก่อนอย่างน้อย ๑ รอบ แล้วมาอ่านสรุปจะทำให้เข้าใจ 
ภาพรวมทั้งหมดยิ่งขึ้น
ตัวอย่างข้อสอบในคัมภีร์กษัย

1. โรคกระษัยที่เกิดเป็นอุปปาติกะโรค  มีกี่จำพวก
                ก.  8         จำพวก                                                     ข. 18   จำพวก
                ค. 26        จำพวก                                                     ง.ไม่มีข้อใดถูก
2. ข้อใดจัดเป็นกระษัยที่เป็นอุปปาติกะ
                ก. กระษัยลิ้นกระบือ                                               ข. กระษัยจุก
                ค. กระษัยเชือก                                                        ง. ถูกทุกข้อ
3. กระษัยในข้อใด  กระทำให้หัวเหน่าและท้องน้อย แข็งดุจดังแผ่นศิลา  ไว้ไหวตัวไปมามิได้  ครั้นแก่เข้าแข็งลามขึ้นไปถึงยอดอก  ให้บริโภคอาหารมิได้  ปวดขบดังจะขาดใจตาย
                ก. กระษัยจุก                                                           ข. กระษัยเหล็ก
                ค. กระษัยเชือก                                                        ง. กระษัยดาน
4. กระษัยในข้อใด  เกิดเพื่อลมตะคริว  ขึ้นมาแต่หัวแม่เท้า  ให้ปวดขบสะดุ้งทั้งตัว  แล้วขึ้นเสียดที่ชายโครงทั้ง 2 ข้าง ให้ร้องดังจะขาดใจ บางทีให้ขบไปทั่วทั้งตัว  ถ้าจะรักษาให้นวดเสียก่อน  แล้วจึงแต่งยาให้กิน
                ก. กระษัยจุก                                           ข. กระษัยลม
                ค. กระษัยเสียด                                       ง. กระษัยดาน
5.  กระษัยน้ำ  เกิดเพื่ออะไรบ้าง
                ก.  โลหิต                                                 ข.  น้ำเหลือง
                ค.  เสมหะ                                               ง.  ถูกทุกข้อ
6. กระษัยลม  เกิดเพื่อลม 6 จำพวก  คือลมข้อใดบ้าง
                ก.  ลมอโธคมาวาตา                              ข.  ลมอุทรวาต
                ค.  ลมกุจฉิสยาวาตา                                ง.  ถูกทุกข้อ
7. ที่ตั้งของลม  อยู่ที่ใดบ้าง
                ก. ใต้สะดือ                                              ข. เหนือสะดือ
                ค. บนสะดือ                                            ง. ข้อ ก. และ ข้อ ข. ถูก
8. กระษัยในข้อใด  เกิดเพื่อโลหิตลิ่ม  ครั้นแก่ตัวเข้า  แตกออกเป็นโลหิตและน้ำเหลือง  ไหลซึมไปในลำไส้ใหญ่  ไส้น้อย  ให้ไส้พองท้องใหญ่  ได้ชื่อว่า  มานกระษัย  รักษายาก
                ก. กระษัยลิ้นกระบือ                               ข. กระษัยน้ำ
                ค. กระษัยท้น                                          ง. กระษัยล้น
9. กระษัยในข้อใด  มีจิตวิญญาณ  เกิดขึ้นในลำไส้  ข้างขึ้นตัวกระษัยกัดเอาชายตับ  ชายม้าม  และปอด  ให้จุกแดก  ข้างแรม ตัวกระษัยลงท้องน้อยและหัวเหน่า  ให้ขัดอุจจาระ ปัสสาวะ  เจ็บปวด  ร้องครวญคราง ดังจะขาดใจตาย
                ก. กระษัยเต่า                                           ข. กระษัยปลาดุก
                ค. กระษัยปลาหมอ                                 ง. กระษัยปลาไหล
10. กระษัยในข้อใด  เกิดเพื่อสัณฑฆาต  ให้ปวดขบทรวงอก ดังจะขาดใจตาย  เป็นแล้วหายไป 1 เดือน 2 เดือน 3  เดือน  ก็กลับเป็นอีก  ครั้นแก่เข้าให้ผิวขาวซีด  ผอมแห้งลง
                ก. กระษัยเต่า                                           ข. กระษัยปลาดุก
                ค. กระษัยปลาหมอ                                 ง. กระษัยปลวก
11. กระษัยเพลิง  เกิดเพื่อเตโชธาตุ 3 ประการ  มักให้เป็นฝีมะเร็งชนิดใด
                ก. ฝีรวงผึ้ง                                                               ข. ฝีมะเร็งทรวง
                ค. ฝีธนูธรวาต                                                          ง. ฝีปลวก
12. กระษัยอันเกิดแต่กองสมุฏฐานธาตุ 8 จำพวก  จำพวกใดเกิดเพื่อลมสัณฑฆาตและปัตฆาต  แล่นเข้าในลำเส้น  ให้เส้นพองแข็ง  ขวางอยู่หัวเหน่า  มาบรรจบเกลียวข้าง ถ้าผู้ชายขึ้นข้างขวา  ผู้หญิงขึ้นข้างซ้าย
                ก. กระษัยกล่อนดิน                                 ข. กระษัยกล่อนน้ำ
                ค. กระษัยกล่อนลม                                  ง. กระษัยกล่อนเถา
13. ยาแก้กระษัยดาน  และกระษัยทั้งปวง  ใช้ยาตำรับใด
                ก. ยาธรณีสัณฑะฆาต                                             ข. ยาประสะการบูร
                ค. ยานารายณ์พังค่าย                                              ง. ยาประจุวาโย
ข้อ 14.   กระษัย เป็นกลุ่มอาการของโรคอะไร?
               1.   กลุ่มอาการของโรคมะเร็ง                              2.   กลุ่มอาการของโรคริดสีดวง
               3.   กลุ่มอาการของโรคกระเพาะอาหาร               4.   กลุ่มโรคเรื้อรังเนื่องจากความเสื่อมของร่างกาย
ข้อ
 15.   กระษัยในข้อใดเกิดในลำไส้
               1.   กระษัยเต่า                     2.   กระษัยปลาหมอ
               3.   กระษัยปลาดุก               4.   กระษัยลิ้นกระบือ
ข้อ
 16.   กษัยลม เกิดเพื่อลม 6 จำพวก ตั้งอยู่ 4 แห่ง อยู่อย่างไร ข้อไหนที่ตั้งไม่ถูก
                1.   ใต้สะดือ 1 แห่ง                       2.   เหนือสะดือ 1 แห่ง
                3.   ริมสะดือซ้าย 1 แห่ง                4.   ริมฝีปากขวา 1 แห่ง
ข้อ
 17.   อาการที่ท้องน้อยและหัวเหน่าแข็งดุจแผ่นศิลา เคลื่อนไหวตัวไม่ได้ นานเข้าลามมาถึงยอดอก บริโภคอาหารไม่ได้ ปวดขบดังจะขาด ใจตาย เป็นอาการของกระษัยอะไร
                1.   กระษัยราก                2.   กระษัยเหล็ก
                3.   กระษัยศิลา                4.   กระษัยดาน
ข้อ
 18.    กาฬต่อไปนี้เป็นกาฬอะไร เป็นตั้งแต่ดีลงมาอุจจาระปัสสาวะ เนื้อตัวเหลืองดังขมิ้นทา กระหายน้ำ หอบหายใจขัด ละเมอเพ้อพก 3 วัน จักอาสัญ
                1.   กาฬสิงคลี                2.   กาฬมูตร
                3.   กาฬสูตร                  4.   กาฬพิพิธ
ข้อ
 19.    ตรีสัณฑะฆาต ถ้าบังเกิดแก่ผุ้ใด มักให้มีอาการต่างๆ ถ้าเกิดขึ้นในปอด จะมีอาการอย่างไร
                1.   เจรจาด้วยผี พูดเพ้อเจ้อ คลั่งเพ้อต่างๆ                2.   ลงเป็นโลหิต แล้วเป็นผีเข้าสิง เข้าจำอยู่
                3.   ให้จุกเสียด ท้องเฟ้อ เป็นมาน                            4.   ทำให้กระหายน้ำเป็นอันมาก

สรุปจรรยาแพทย์


จรรยาแพทย์  ว่าด้วยคุณธรรมอันเป็นเครื่องประดับของหมอหรือจริยธรรมที่หมอควรประพฤติปฏิบัติ มี ๑๒ ประการ
๑. 
มีความเมตตาจิตแก่คนไข้ทุกคนที่มารักษา
๒. ไม่โลภเห็นแก่ลาภจนเกินไป
๓.   ไม่เป็นคนโอ้อวด  ในความรู้ความสามารถของตนเกินกว่าคนทั้งหลาย
๔.  ไม่ปิดบังความเขลาของตนไว้  รักษาไข้โดยการเดาหรือคาดคะเน
๕. ไม่ปิดบังความดีของคนอื่น  แสดงความยินดีสรรเสริญในคุณวิชา
๖.  ไม่หวงกีดกันลาภของผู้อื่น
๗.  ไม่ลุอำนาจแก่อคติทั้ง ๔  คือ  ฉันทาคติ  ความรักใคร่พอใจ  โทสาคติ  ความโกรธ    ภยาคติ  ความกลัว   โมหาคติ  ความหลง
๘. ไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม ๘    มีลาภผล  เสื่อมลาภ      ความนินทา  ความสรรเสริญ  มียศศักดิ์  ปราศจากยศศักดิ์   ความทุกข์  ความสุข
๙.   มีหิริโอตตัปปะ ความเกรงกลัวต่อบาป
๑๐. ไม่เป็นคนเกียจคร้านและมักง่าย  มีความตั้งใจรักษาไข้ด้วยความอุตสาหะใช้ปัญญา พินิจพิจารณาโดยรอบคอบ
๑๑. มีโยนิโสมนสิการ  ตริตรองในใจโดยแยบคาย  ใช้องค์พิจารณาปัญญา    ความพินิจพิจารณาหาเหตุผลโดยรอบครอบ  ในการตรวจลักษณะอาการ  รักษาโรคและไข้
๑๒.  ไม่เป็นคนมีสันดานอันประกอบด้วยความมัวเมา  เป็นต้นว่า  เสพย์สุรา  สูบกัญชา  ยาฝิ่น  สิ่งเสพติดทุกชนิด  หรือมัวเมาระเริงหลงในทางอบายมุข  เล่นเบี้ยเล่นการพนันต่าง ๆ  เบญจกามคุณ  อันเป็นทางจะนำตนให้ไปสู่ความเดือดร้อน 


กล่าวโดยสรุป      บุคคลที่กระทำการใด ๆ  ซึ่งจะมีความผิดที่กล่าวมานั้นด้วยเหตุ  6  ประการ  คือ
  • ทำด้วยความไม่ละอาย ๑
  • ด้วยไม่รู้ ๑
  • สงสัยแล้วขืนทำ ๑
  • เข้าใจในสิ่งที่ควรว่าไม่ควร ๑
  • เข้าใจในสิ่งที่ไม่ควรว่าควร ๑
  • ปล่อยสติเสีย ๑
              เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะทำการเป็นหมอ หรือจะทำการใด ๆ ก็ให้ใช้สติตริตรองโดยรอบคอบ 

หมายเหตุ ในการอ่านสรุป ควรอ่านเนื้อหาในหนังสือทั้งหมดก่อนอย่างน้อย ๑ รอบ แล้วมาอ่านสรุปจะทำให้เข้าใจ ภาพรวมทั้งหมดยิ่งขึ้น
ตัวอย่างข้อสอบจรรยาแพทย์

ข้อ 1.  ข้อใดถือว่าผิด จรรยาแพทย์                
ก.   กีดกันหมออื่นที่มีความรู้                      ข.   ไม่ละอายต่อบาป  (ต้องละอาย)
ค.   เผลอเรอและมักง่าย                             ง.   ปิดบังความดีของผู้อื่น
ข้อ 2.   การตรวจโรคด้วยการพินิจพิเคราะห์เหตุผล โดยรอบคอบจัดเป็นคุณธรรมของหมอข้อใด
ก. สัมมาสังกัปปะ                                   ข. โยนิโส วิจารณญาณ
ค. สติสัมปชัญญะ                                   ง. โยนิโสมนสิการ
ข้อ 3.    จรรยาแพทย์ที่ว่าละอายสะดุ้งกลัวบาป คือข้อใด
                  1.   ไม่ปิดบังความดีของผู้อื่น                  2.   ไม่หวงกับลาภ
                  3.   มีหิริโอตตัปปะ                                 4.   มีโยนิโสมนิสิการ
ข้อ 4.    จรรยาแพทย์แผนโบราณว่าด้วย ไม่ลุแก่อำนาจอคติทั้ง 4 ไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรมนั้น ที่ว่าละอายสะดุ้งกลัวบาป คือข้อใด
                  1.   ไม่ปิดบังความดีของผู้อื่น                  2.   ไม่หวงกับลาภ
                  3.   มีหิริโอตตัปปะ                                 4.   มีโยนิโสมนสิการ
ข้อ 5. จรรยาบรรณหรือมารยาทแห่งวิชาชีพของผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการ แพทย์แผนไทย ตาม พ.ร.บ.การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542   ผู้ประกอบโรคศิลปะจะต้องประพฤติหรือกระทำการตาม ข้อใด
1. ออกใบรับรองอันเป็นเท็จ หรือให้ความเห็นที่สุจริตเกี่ยวกับการปรุงยาหรือสรรพคุณยา
2. ปฏิเสธช่วยเหลือคนไข้ในระหว่างอันตราย เมื่อได้รับคำขอร้อง และตนก็อยู่ในฐานะที่จะช่วยได้
3. เปิดเผยความลับของคนไข้ เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากคนไข้ หรือปฏิบัติการตามกฎหมายหรือหน้าที่ราชการ
4.ไม่ชักชวนคนไข้มารับการรักษากับตน หรือไม่ลงลายมือชื่อรองเวชภัณฑ์อันเป็นสิ่งหลอกลวงหรือตำรับลับ
ข้อ 6.  จรรยาแพทย์แผนไทย มีกี่ประเภท
                1.  10                                       2.  11                                       3.  12                                       4.  13
ข้อ 7.  คำว่า  ไม่ลุอำนาจแก่อคติทั้ง 4  นั้น ข้อใดผิด
                1.  ฉันทคติ                             2.  โทสาคติ                            3.  โมหาคติ                            4.  คณาคติ
ข้อ 8.  จรรยาแพทย์  ข้อที่ไม่เห็นแก่ลาภนั้น ข้อใดถูกต้องที่สุด
                1.  ไม่เพ่งเล็ง เอาด้วยอุบาย หรือกดขี่หลอกลวงคนไข้      2.  รักษาคนไข้โดยไม่รับขวัญข้าว ค่ายา
                3.  คนไข้เจ็บน้อย คิดค่ายา ค่ารักษามาก                             4.  คนไข้เจ็บมาก แต่ยากจน ไม่รักษา
ข้อ 9.    จรรยาแพทย์ที่ว่าละอายสะดุ้งกลัวบาป คือข้อใด
                  1.   ไม่ปิดบังความดีของผู้อื่น                                          2.   ไม่หวงกับลาภ
                  3.   มีหิริโอตตัปปะ                                                          4.   มีโยนิโสมนิสิการ
ข้อ10.  ข้อใดผิดเกี่ยวกับจรรยาแพทย์แผนโบราณ
1. นายธนากรให้การรักษาแก่ผู้ป่วยอย่างเท่าเทียมกัน
2. นายมานิตย์ตรวจโรคด้วยความพินิจพิเคราะห์เหตุผลโดยรอบคอบ
3. นายวีระศักดิ์มีความรู้ไม่เพียงพอ แต่รับผู้ป่วยไว้รักษาด้วยความสงสาร
4. นายน้อยไม่แสดงอารมณ์โกรธเมื่อได้ยินคำนินทา
ข้อ11.  ผู้ป่วยมารักษาด้วยโรคมูตรพิการ และมีธุระรีบร้อนที่จะต้องไปทำต่อ  โดยแพทย์ได้ตรวจอาการ
อย่างถี่ถ้วนและได้ปรุงยาชื่ออัพยาธิคุณ  ขณะจัดยาพบว่าขาดตัวยาที่ชื่อสมออัพยา  แพทย์จึงจัด
ตัวยาที่เหลือให้แก่ผู้ป่วย  การกระทำเช่นนี้แสดงว่าขาดจรรยาแพทย์ในข้อใดมากที่สุด
1.  ไม่เห็นแก่ลาภ
2.  ไม่ปิดบังความเขลาของตนไว้
3.  ไม่เป็นคนเกียจคร้านและมักง่าย
4.  ถูกทุกข้อ
ข้อ12.  แพทย์แผนไทยผู้หนึ่ง รักษาผู้ป่วยโดยไม่ตั้งใจรักษาโรคให้หาย เนื่องจากเคยมีปัญหาขัดแย้งกันมาก่อน แสดงว่าแพทย์ผู้นี้มีอคติ
ในข้อใด
1.             ฉันทาคติ                                              2.             โทสาคติ
3.             ภยาคติ                                                 4.             โมหาคติ                                                                                          ข้อ13.  ผู้ป่วยมาด้วยอาการท้องเสียอย่างรุนแรง แพทย์แผนไทยผู้หนึ่งทำการรักษาโดยการให้ยาถ่ายที่มีฤทธิ์ในการถ่ายอย่างรุนแรง เพื่อต้องการให้อุจจาระที่เสียออกให้หมด และยังไม่ใช้ยาคุมธาตุ บำรุงธาตุในการรักษาในครั้งนี้ด้วย ซึ่งจากการรักษาดังกล่าวแสดงว่าแพทย์ผู้นี้ขาดคุณธรรมในข้อใดมากที่สุด
1.             ไม่ละอายต่อความทุจริต        
2.             ไม่มีความรู้ในการนั้น
3.             มีความสงสัยในการงานที่ตนจะทำนั้นครอบงำ
4.             มีความเข้าใจในสิ่งที่ไม่ควรทำ
ข้อ14.  จรรยาบรรณวิชาชีพในข้อใดที่ตรงกันทั้งทางด้านเวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย และผดุงครรภ์ไทย
1.             ไม่เป็นคนเกียจคร้าน                           2.             ไม่ลุอำนาจแก่อคติทั้ง 4
3.             ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม 8                 4.             ไม่มีสันดานมัวเมา
ข้อ15.  ข้อใดผิดจรรยาบรรณของผดุงครรภ์แผนโบราณ (ยกเว้น)
1.             ไม่โอ้อวดความรู้                                  2.             ไม่มีความละอายต่อบาป
3.             ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม 8                 4.             ไม่ลุอำนาจแก่อคติ 4
ข้อ16.  คุณธรรมของหมอนวดที่นอกเหนือจากการปฏิบัติตามจรรยาแพทย์แล้ว จะต้องมีอะไรบ้าง
1.             ไม่หลอกลวงผู้ป่วย                               2.             ไม่พูดจาโอ้อวด
3.             ไม่เจ้าชู้                                                 4.             ถูกทุกข้อ
ข้อ17.  ข้อต่อไปนี้ผิดจรรยาบรรณด้านการนวดที่ต่างจากการผดุงครรภ์แผนโบราณ  (ยกเว้น)
1.             มีเมตตาจิตต่อคนไข้                           2.             ไม่มีสันดานมัวเมา
3.             มีความอ่อนน้อมถ่อมตน                    4.             มีสติใคร่ครวญเหตุผล
ข้อ18.  ข้อใดที่ไม่ใช่จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพด้านการนวดไทย
1.             ไม่โลภเห็นแก่ลาภ                            2.          หวั่นไหวต่อโลกธรรม 8
3.             มีความละอายต่อบาป                         4.             ไม่โอ้อวดความรู้                                                                                ข้อ19.  นางสาวนีรนุช เป็นแพทย์แผนไทยที่ตรวจอาการของโรคด้วยความพินิจพิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน ถึงแม้ว่านางสาวนีรนุชจะมีประสบการณ์ในการตรวจรักษาผู้ป่วยมาเป็นเวลานาน แสดงว่านางสาวนีรนุชไม่ลุอำนาจแก่อคติในข้อใด
1.             ภยาคติ                                              2.             ฉันทาคติ
3.             โทสาคติ                                           4.             โมหาคติ                                                                                                   ข้อ 20. หมอที่หลงเชื่อว่ายาของตนดี รักษาไข้หายได้โดยไม่ตรวจอาการไข้ก่อนที่จะวางยา จัดว่าลุแก่อคติข้อใด
 1.   ฉันทาคติ                                                  2.   โทสาคติ
                  3.   ภยาคติ                                                     4.   โมหาคติ                                                                                                          
ข้อ 21.    จรรยาแพทย์ที่ว่าละอายสะดุ้งกลัวบาป คือข้อใด
  1.   ไม่ปิดบังความดีของผู้อื่น                                 2.   ไม่หวงกับลาภ
                  3.   มีหิริโอตตัปปะ                                                 4.   มีโยนิโสมนิสิการ
ข้อ 22.    จรรยาแพทย์ ไม่ลุแก่อำนาจอคติทั้ง 4 ไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรมนั้น ที่ว่าพิจารณาหาเหตุผลโดยรอบคอบ คือข้อใด
                  1.   ไม่ปิดบังความดีของผู้อื่น                                 2.   ไม่หวงกับลาภ
                  3.   มีหิริโอตตัปปะ                                                4.   มีโยนิโสมนสิการ                                                                                  
ข้อ 23. 1.ข้อใดถือว่าผิด จรรยาแพทย์                
ก.   กีดกันหมออื่นที่มีความรู้                                 ข.   ไม่ละอายต่อบาป  
ค.   เผลอเรอและมักง่าย                                          ง.   ปิดบังความดีของผู้อื่น