วันพุธที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ไข้หวัดน้อย



ไข้หวัดน้อยหรือไข้หวัด (Common Cold) 
โรคไข้หวัดเป็นโรคที่เกิดได้ตลอดทั้งปี พบบ่อยในช่วงฤดูฝน ฤดูหนาว หรือช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง หวัด เกิดจากการติดเชื้อไวรัส คนทั่วไปมักเป็นได้ปีละ 4 - 5 ครั้งก็มากเกินปกติแล้ว อาการหวัดมักเป็นอยู่ 3 - 4 วันก็หายเองได้ ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน
อาการของโรค
 หลังจากเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายประมาณ 1 ถึง 3 วัน ก็จะเริ่มแสดงอาการ อาการที่พบบ่อยคือ ไข้ตัวร้อนเป็นพักๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ  คัดจมูก น้ำมูกใส จาม ปากแห้ง คอแห้ง หรือเจ็บคอเล็กน้อย ต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอโตขึ้น ไอแห้งหรือไอมีเสมหะเล็กน้อยลักษณะสีขาว ถ้าไอมากอาจทำให้เจ็บบริเวณลิ้นปี่ อาจมีไข้หรือไม่มีไข้ก็ได้ แต่สำหรับเด็กมักมีไข้สูงเฉียบพลัน นอกจากนี้อาจเกิดอาการท้องเดินหรือถ่ายเป็นมูก ถ้ามีอาการเกิน 4 วันอาจพบเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนทำให้ถ่ายเป็นมูกข้นเหลืองหรือเขียว หรือไอมีเสมหะสีเหลืองหรือเขียว และอาจมีอาการอื่นตามมา
รักษาตามอาการ ถ้ามีเสมหะ ไอ เจ็บคอ
น้ำเปล่า น้ำอุ่นๆสัก 6-8 แก้วต่อวัน จะช่วยลดความรุนแรงของหวัดได้ โดยให้จิบทีละนิด แต่จิบบ่อยๆ จะช่วยให้ระบบทางเดินหายใจชุ่มชื่นขึ้น เสมหะจะถูกขับออกได้ง่ายขึ้น 

น้ำมะนาว เป็นยาแก้ไอขนานเอกทีเดียว ทำง่ายๆ เพียงแค่คั้นน้ำจากมะนาวหนึ่งลูก เติมน้ำลงไปเท่ากับปริมาณของน้ำมะนาว ใส่เกลือเล็กน้อยผสมให้เข้ากัน จิบทีละนิด แต่บ่อยครั้ง อาการไอจากหวัดจะทุเลาลงอย่างรวดเร็ว 

น้ำขิง มีสรรพคุณในการเป็นหวัด เจ็บคอได้ดี เนื่องจากในขิงมีสารGingerol ซึ่งช่วยขับเหงื่อ ทำให้ร่างกายอบอุ่น บรรเทาพิษไข้ได้ โดยเฉพาะในคนที่เป็นหวัดและมีน้ำมูกไหลมากๆ ในขิงจะมีสารแก้แพ้จำพวกแอนตี้ฮีสตามีน จึงช่วยลดน้ำมูกได้ดี มีข้อแนะนำว่าการใช้ขิงบรรเทาอาการหวัดให้ได้ผลดี ควรเริ่มกินน้ำขิงทันทีที่มีอาการ วิธีต้มน้ำขิงก็ไม่ยุ่งยากอะไร ใช้ขิงสดสัก 2 แง่ง ใส่ในถ้วยเติมน้ำร้อนเดือดจัดๆ ให้เต็มถ้วย ปิดฝาทิ้งไว้พออุ่น ตักเอาขิงออก เติมน้ำตาลทรายแดงสัก 1 ช้อนชา ดื่มรวดเดียวจนหมด และควรดื่มน้ำขิงที่ชงสดใหม่ๆ จะได้สรรพคุณทางยาอย่างเต็มที่ ดื่มวันละ 4 ครั้ง อาการหวัดน้ำมูกไหล ปวดเมื่อยตัว จะทุเลาไปได้มากทีเดียว

 และที่สำคัญที่สุดก็คือนอนหลับพักผ่อนเยอะๆ ทำร่างกายให้อบอุ่น กินอาหารที่มีประโยชน์และย่อยง่าย จิบน้ำอุ่นบ่อยๆ ปิดจมูก ปาก เวลาไอหรือจาม  กลั้วคอบ่อยๆด้วยน้ำอุ่นใส่เกลือค่ะ แค่นี้หวัดก็ถูกไล่ไปไกลๆแล้วค่ะ

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

สรุปการนวดและเส้นประธาน๑๐

หลักพื้นฐานการนวดไทย
พื้นฐานการนวดไทย ซึ่งผู้ที่จะเป็นหมอนวดต้องทราบและต้องทำการศึกษาก่อนที่จะทำการนวดฉะนั้นผู้นวดต้องมีความรู้ขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับร่างกายของมนุษย์ ดังนี้
1. ต้องรู้กายวิภาคศาสตร์ หมายถึง ต้องรู้ว่ารูปร่างหน้าตาและตำแหน่งของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย ถ้าไม่รู้อาจทำให้การนวดผิดพลาดและเป็นอันตรายได้
2. ต้องรู้สรีรวิทยา หมายถึง ต้องรู้หน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ว่าทำงานได้แค่ไหน อย่างไร โดยเฉพาะข้อต่อและกล้ามเนื้อ การเรียนรู้ให้เข้าใจถึงสภาพ และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ จึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่ะทำให้เราปฏิบัติต่อร่างกายตนเองและผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง เพื่อการศึกษาโครงสร้างและหน้าที่ของร่างกายแต่ละส่วน เราจำเป็นต้องแบ่งร่างกายออกเป็นระบบต่าง ๆ และระบบที่เกี่ยวข้องกับการนวดมากที่สุด ได้แก่ ระบบกระดูก ข้อต่อ และกล้ามเนื้อ ระบบประสาท ระบบไหลเวียนโลหิต และระบบการหายใจ
ลักษณะการนวดแบบไทย
การนวดแบบไทยหรือการนวดแผนไทยเดิมนั้น สามารถแยกรายละเอียดลักษณะการนวดได้ดังนี้
การกด การกดมักใช้หัวแม่มือกดลงที่ส่วนของร่างกาย เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว ให้เลือดถูกขับออกจากหลอดเลือดที่บริเวณนั้น และเมื่อลดแรงกดลงเลือดจะพุ่งมาเลี้ยงบริเวณนั้นมากขึ้น เพื่อให้ระบบการไหลเวียนของเลือดทำหน้าที่ได้ดี ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้เร็วขึ้น
ข้อเสีย ของการกด คือ ถ้ากดนานเกินไปหรือหนักเกินไปจะทำให้หลอดเลือดเป็นอันตรายได้ เช่น ทำให้เส้นเลือดฉีกขาด เกิดรอยช้ำเขียวบริเวณที่กดนั้น
การคลึง การคลึง คือ การใช้หัวแม่มือ นิ้วมือหรือสันมือออกแรงกดให้ลึก ถึงกล้ามเนื้อให้เคลื่อนไปมาหรือคลึงเป็นวงกลม
ข้อเสีย ของการคลึงคือ การคลึงที่รุนแรงมากอาจทำให้เส้นเลือดฉีกขาดหรือถ้าไปคลึงที่เส้นประสาทบางแห่ง ทำให้เกิดความรู้สึกเสียวแปลบ ทำให้เส้นประสาทอักเสบได้
การบีบ การบีบเป็นการจับกล้ามเนื้อให้เต็มฝ่ามือแล้วออกแรงบีบที่กล้ามเนื้อ เป็นการเพิ่มการการไหลเวียนของเลือดมายังกล้ามเนื้อ ช่วยให้หายจากอาการเมื่อยล้า การบีบยังช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อได้ด้วย
ข้อเสีย ของการบีบเช่นเดียวกับการกด คือ ถ้าบีบนานเกินไปอาจทำให้กล้ามเนื้อช้ำ เพราะเกิดการฉีกขาดของเส้นเลือดภายในกล้ามเนื้อนั้น
การดึง การดึงเป็นการออกแรงเพื่อที่จะยึดเส้นเอ็นของกล้ามเนื้อหรือพังผืดของข้อต่อที่หดสั้นเข้าให้ออก เพื่อให้ส่วนนั้นทำหน้าที่ได้ตามปกติ ในการดึงข้อมักจะได้ยินเสียงลั่นในข้อซึ่งแสดงว่าการดึงนั้นได้ผลและไม่ควรดึงต่อไปอีก สำหรับกรณีที่ไม่ได้ยินเสียงก็ไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้เกิดเสียง เสียงลั่นในข้อเกิดจากอากาศที่ซึมเข้าข้อต่อถูกไล่ออกมาจากข้อต่อ ต้องใช้ระยะเวลาหนึ่งให้อากาศมีโอกาสซึมเข้าสู่ข้อต่ออีก จึงเกิดเสียงได้
ข้อเสีย ของการดึง คือ อาจทำให้เส้นเอ็นหรือพังผืดที่ฉีกขาดอยู่แล้วขาดมากขึ้น ดังนั้นจึงไม่ควรทำการดึงเมื่อมีอาการแพลง ของข้อต่อในระยะเริ่มแรก ต้องรอให้หลังการบาดเจ็บแล้วอย่างน้อย 14 วัน จึงทำการดึงได้
การดัด
เป็นการออกแรงเพื่อให้ข้อต่อที่ติดขัดเคลื่อนไหวได้ตามปกติ การดัดต้องออกแรงมาก และค่อนข้างรุนแรง ก่อนทำการดัดควรจะศึกษาเปรียบเทียบช่วงการเคลื่อนไหวของข้อต่อที่จะทำการดัดกับข้อต่อปกติ ปกติจะต้องคำนึงถึงอายุของผู้ป่วยด้วย โดยถือว่าเด็กย่อมมีการเคลื่อนไหวของข้อต่อดีกว่าผู้ใหญ่
ข้อเสีย ของการดัด คือ อาจทำให้กล้ามเนื้อฉีกขาดได้ ถ้าผู้ป่วยไม่ผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบๆข้อต่อนั้น หรือ กรณีทำการดัดคอในผู้สูงอายุ ซึ่งมีกระดูกค่อนข้างบาง การดัดที่รุนแรงอาจทำให้กระดูกหักได้
ในผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตม กล้ามเนื้ออ่อนแรงไม่ควรทำการดัด เพราะอาจทำให้ข้อต่อเคลื่อนออกจากเดิม หรือกรณีข้อเท้าแพลง ไม่ควรทำการดัดทันที อาจทำให้มีอาการอักเสบและปวดมากขึ้น 
การตบตีหรือการทุบการสับ การตบตีหรือการทุบการสับเป็นการออกแรงกระตุ้นกล้ามเนื้ออย่างเป็นจังหวะ เรามักใช้วิธีการเหล่านี้กับบริเวณหลังเพื่อช่วยอาการปวดหลัง ปวดคอ หรือช่วยในการขับเสมหะเวลาไอ
ข้อเสีย ของการตบตี คือ การทำให้กล้ามเนื้อชอกช้ำและบาดเจ็บได้
การเหยียบ การเหยียบเป็นวิธีที่นิยมทำกันโดยให้เด็กหรือผู้อื่นขึ้นไปเหยียบหรือเดินอยู่บนหลัง
ข้อเสีย ของการเหยียบ คือ เป็นท่านวดที่มีอันตรายมากเพราะจะทำให้กระดูกสันหลังหักและอาจทิ่มแทงถูกไขสันหลัง ทำให้เป็นอัมพาตได้หรือทำให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะภายใน เช่น ตับ ไต เกิดการบาดเจ็บได้

คุณธรรม 10 ประการ (จรรยาแพทย์) ตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทย
1. มีเมตตาจิตแก่คนไข้ ไม่เลือกชั้นวรรณะ
2. มีความอ่อนน้อมถ่อมตน
3. มีความละอาย เกรงกลัวต่อบาป
4. มีความละเอียดรอบคอบ สุขุม มีสติใคร่ครวญเหตุผล
5. ไม่โลภเห็นแก่ลาภ
6. ไม่โอ้อวดวิชาความรู้ให้ผู้อื่นหลงเชื่อ
7. ไม่เป็นคนเกียจคร้าน เผลอเลอ มักง่าย
8. ไม่ลำเอียงด้วยความรัก ความโกรธ ความกลัว ความหลง (โง่)
9. ไม่หวั่นไหวต่อลาภ ยศ สรรเสริญ สุข และความเสื่อม
10. ไม่ชอบการมัวเมาในหมู่อบายมุข

ข้อบ่งชี้ในการนวด
ข้อบ่งชี้ในการนวด
๑.๑ การบวมที่ไม่ได้เกิดจากการอักเสบ มี ๒ ชนิด
- บวมน้ำ เกิดจากการคั่งของเลือดและน้ำ
- บวมเนื่องจากการอุดตันของท่อน้ำเหลือง
๑.๒ กล้ามเนื้อลีบ ๑.๓ แขนขาชา ๑.๔ ขับเสมหะโดยการเคาะปอด
๑.๕ ภาวะที่เกิดแผลเป็นที่ผิวหนัง ในกล้ามเนื้อ เยื่อหุ้มข้อ ข้อต่างๆ
๑.๖ ข้อติดเนื่องจากไม่ได้ใช้งานหรือ ฉีกขาด นวดเยื่อหุ้มข้อและกล้ามเนื้อที่อยู่โดยรอบ
๑.๗ กล้ามเนื้อเกิดการเกร็ง (ตะคริว)
๑.๘ กรณีที่มีความเจ็บปวด
๑.๙ ข้อแพลง เจ็บปวด การฉีกขาดของกล้ามเนื้อ เอ็น พังผืด หรือจาการใช้งานมากเกินไปทำให้ปวดแต่ยังไม่ถึงฉีกขาด
๑.๑o นวดเพื่อการขับถ่าย เช่น เด็กๆ จะมีการนวดบริเวณกระเพาะปัสสาวะ ให้ปัสสาวะได้
๑.๑๑ นวดตามจุดต่างๆ ที่ใช้ฝังเข็มหรือตำรานวดแผนโบราณ เพื่อแก้อาการต่างๆ 

ข้อห้ามในการนวดแผนไทย

ในกรณีที่มีอาการเหล่านี้ ห้ามทำการนวดแผนไทย อาจเกิดอันตรายได้
1. โรคติดเชื้อ  มีไข้  ครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้มากกว่า 38 องศาเซลเซียส ปวด บวม แดง ร้อน
2. โรคผิวหนัง เพราะจะทำให้เชื้อแพร่ออกไปบริเวณอื่น และแพร่มาสู่ผู้นวดด้วย
3. ขณะมีอาการอักเสบ เพราะจะทำให้การอักเสบมากขึ้น
4. กรณีเดินทาง ทางอากาศระหว่างประเทศ จะสามารถนวดได้หลัง 48 ชั่วโมง                             
5. บริเวณที่มีบาดแผลห้ามนวด อาจทำให้แผลซ้ำ หรือแผลปริแยก
6. บริเวณที่เป็นมะเร็ง จะทำให้มะเร็งแพร่ออกไป
ก่อนการนวด
1. ควรแจ้งให้หมอนวดทราบถึงโรคประจำตัว หรือจุดที่มีปัญหา เช่น ความดันโลหิตสูง
หรือต่ำ  โรคเบาหวาน เป็นต้น     
2. ควรนวดหลังจากรับประทานอาหารมื้อหนักอย่างน้อยประมาณ 1 ชั่วโมง  
หากเป็นอาหารว่าง เช่น กาแฟ ขนม หรือผลไม้เพียงเล็กน้อย  อย่างน้อยประมาณ 30 นาที 
หลังการนวด
1. หลังการนวดไม่ควรอาบน้ำทันที 
2. ควรดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิปกติ หลังการนวด
3. ควรพักผ่อนหลังการนวด
คำแนะนำสำหรับผู้ถูกนวด
- งดอาหารแสลง เช่น อาหารมัน อาหารทอด หน่อไม้ ข้าวเหนียว เครื่องในสัตว์ เหล้า เบียร์ ของหมักดอง
- ห้ามสลัด บีบ ดัด ส่วนที่มีอาการเจ็บปวด
- ท่ากายบริหารเฉพาะโรคหรืออาการ
- คำแนะนำอื่นๆ เช่น หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เป็นมูลเหตุเกิดโรค

เส้นประธานสิบ
เส้นประธาน คือ เส้นซึ่งเป็นหลักสำคัญของวิชาการนวดไทยตามที่บูรพาจารย์ได้สืบทอดกันมา เชื่อกันว่าในร่างกายของคนเรา มีเส้นอยู่ในร่างกายถึง 72,000 เส้น แต่ที่เป็นเส้นประธานแห่งเส้นทั้งปวงมีเพียง 10 เส้นเท่านั้น
เส้นประธานมีความสำคัญต่อการบำบัดรักษาโรค เพราะเป็นโครงสร้างที่ใช้กันในการอธิบายถึงความเป็นปกติสุขและความผิดปกติของร่างกายได้ โดยเฉพาะความผิดปกติซึ่งมีสาเหตุมาจากการติดขัดหรือการกำเริบของลม จึงสามารถนำมาใช้ในการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของความผิดปกติ นั้นว่ามีความสัมพันธ์กับเส้นประธานใด รวมทั้งสามารถกำหนดวิธีการนวดรักษาที่สอดคล้องสัมพันธ์กับเส้นประธานนั้นได้อย่างมีหลักการ

โครงสร้างของเส้นประธาน
ในตำราโรคนิทานคำฉันท์ 11 ของพระยาวิชยาธิบดี (กล่อม) พรรณาลักษณะของเส้นประธานว่า
“เส้นสิบท่านพรรณา      ในครรภาเป็นนิไสย
ล้อมสูญพระเมรุ์ไว้         สถิตย์ลึกสักสองนิ้ว
ล้อมเป็นจักร์ทราสูนย์     ดูไพบูลย์ไม่แพลงพลิ้ว
ดุจสายบรรทัดทิว            เป็นแนวแถวทอดเรียงกัน”
ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เส้นประธานทั้งสิบนั้นมีศูนย์กลางอยู่โดยรอบสะดือ ลึกลงไป 2 นิ้วมือ ลักษณะการทอดออกจากศูนย์กลางนั้น เป็นแนวแถวเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ นอกจากนี้ในตำราโรคนิทานคำฉันท์ 11 ยังพรรณาอีกว่า
“เส้นเอ็นย่อมเป็นรู
ลมเลือดชูให้ฟูฟ่อน
กำเริบมักรุมร้อน
ให้ศุขทุกข์ทุกราตรี”

หากตีความตามตัวอักษร อาจทำให้เข้าใจว่า เส้นประธานน่าจะหมายถึงหลอดเลือดเพราะมีเลือดอยู่ข้างใน บางคนตีความว่าเป็นเส้นเอ็น หมายถึงเส้นที่ยึดโยงกล้ามเนื้อกับกระดูก หรือเอ็นที่ยึดโยงอยู่ในข้อต่างๆ

แต่ถ้าพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว เส้นประธานไม่น่าจะหมายถึงหลอดเลือดหรือเอ็นอย่างที่เข้าใจกัน เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับความรู้ทางกายวิภาคสมัยใหม่ พบว่าทางเดินของเส้นประธานไม่สอดคล้องสัมพันธ์กับทางเดินของหลอดเลือด หรือเส้นเอ็นอย่างอย่างตรงตัวเสียทีเดียว และจากการศึกษาโดยการกดจุดเริ่มต้นของเส้นประธานบริเวณสะดือแล้ว พบว่าเกิดความรู้สึกแล่นไปได้ตามทิศทางที่ระบุไว้ในตำรา

จึงเป็นไปได้ว่าทางเดินของเส้นประธานก็คือทิศทางการแล่นของกระแสความรู้สึกที่เกิดจากการกดจุดต่างๆ นั่นเอง ส่วนหมอนวดไทยจะทำหน้าที่นวดเพื่อให้เลือดลมวิ่งรับกับตัวยาที่เข้าไป โดยจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของเส้นประธานสิบ

เส้นประธานสิบ
เส้นประธาน
จุดเริ่มต้น
จุดสิ้นสุด
ลมประจำเส้น
  เส้นอิทา
  ข้างสะดือด้านซ้าย 1 นิ้วมือ
จมูกซ้าย
จันทะกาลา ปะกัง พหิ 
สัตวาต
  เส้นปิงคลา
  ข้างสะดือด้านขวา 1 นิ้วมือ
จมูกขวา
สูญทกาลา ปะกัง พหิ 
รัตนาวาต
  เส้นสุมนา
  เหนือสะดือ 2 นิ้วมือ
โคนลิ้น
ชิวหาสดมภ์ ดานตะคุน 
ทะกรน บาทจิต
  เส้นกาลทารี
  เหนือสะดือ 1 นิ้วมือ
นิ้วมือ นิ้วเท้า
ไม่ระบุ แสลงขนมจีน 
ข้าวเหนียว ถั่ว
  เส้นสหัศรังสี
  ข้างสะดือด้านซ้าย 3 นิ้วมือ
ตาซ้าย
จักขุนิวาต แสลงของหวาน
  เส้นทวารี
  ข้างสะดือด้านขวา 3 นิ้วมือ
ตาขวา
ทิพจักษุ ปัตฆาต
  เส้นจันทภูสัง
  ข้างสะดือด้านซ้าย 4 นิ้วมือ
หูซ้าย
ไม่ระบุ แสลง อาบน้ำ
  เส้นรุชำ
  ข้างสะดือด้านขวา 4 นิ้วมือ
หูขวา
ไม่ระบุ กินน้ำมะพร้าว
  เส้นสุขุมัง
  ใต้สะดือ 2 นิ้วมือ เยื้องซ้ายเล็กน้อย
ทวารหนัก
ไม่ระบุ แสลงกินมันมาก
  เส้นสิกขิณี
  ใต้สะดือ 2 นิ้วมือ เยื้องขวาเล็กน้อย
ทวารเบา
   กุจฉิสยาวาตา

หมายเหตุ ในการอ่านสรุปพื้นฐานการนวดและเส้นประธาน๑๐ ในหนังสือตำราแพทย์แผนโบราณทั่วไป สาขาเวชกรรมเล่ม ๓  
ควรอ่านเนื้อหาในหนังสือทั้งหมดก่อนอย่างน้อย ๑ รอบ แล้วมาอ่านสรุปจะทำให้เข้าใจ ภาพรวมทั้งหมดยิ่งขึ้น
ตัวอย่างข้อสอบเรื่องการนวด
ข้อ 1.    การนวดบริเวณเนื้อตายที่มีสีดำจากเลือดไปเลี้ยงน้อย อาจเกิดอันตรายที่ต้องระมัดระวังให้มากคือ
                   1.   ก้อนเลือดสีดำไปอุดตันสมอง                           2.   เกิดแผลติดเชื้อ
                   3.   เส้นเลือดอักเสบ                                                  4.   ทำให้ช๊อคหมดสติได้
ข้อ 2.    การบวมแบบใดที่ไม่ควรนวด
                   1.   บวมน้ำ                                                                  2.   บวมอักเสบ
                   3.   บวมจากท่อน้ำเหลืองอุดตัน                             4.   ไม่มีข้อใดถูก
ข้อ 3.    ในตำราโรคนิทานของพระยาวิขยาธิบดีกล่าวว่า " เส้นเอ็นย่อมเป็นรู ........ชูให้ฟูฟอน" ข้อความที่เว้นไว้คือ
                   1.   เส้นลม                                                                  2.   ลมเลือด
                   3.   โลหิต                                                                    4.   น้ำเหลือง
ข้อ 4.    ลมจันทกะลา เป็นลมประจำเส้นประธานใด
                  1.   เส้นอิทา                                                                 2.   เส้นสุมนา
                  3.   เส้นปิงคลา                                                            4.   เส้นสหัสรังษี
ข้อ 5.    ลมตาลตะคุณ เกิดจากเส้นใดก่อโทษ
                  1.   เส้นปิงคลา                                                           2.   เส้นสุมนา
                  3.   เส้นกาลทารี                                                         4.   เส้นทวารี
ข้อ 6.    ลมศุญทะกะลา เป็นลมประจำของเส้นประธานเส้นใด
                  1.   เส้นทวารี                                                              2.   เส้นสุมนา
                  3.   เส้นคิชฌะ                                                           4.   เส้นปิงคลา
ข้อ 7.    วิธีการนวดแบบใดที่ควรทำการเปรียบเทียบช่วงการเคลื่อนไหวของข้อต่อก่อนและหลังการนวด
                  1.   การดึง                                                                   2.   การกด
                  3.   การบิด                                                                  4.   การตัด
ข้อ 8.    เส้นที่ไปสิ้นสุดที่รากตาขวาคือเส้นใด
                  1.   ปิงคลา                                                                  2.   ทวารี
                  3.   สหัสรังษี                                                             4.   รุชำ
ข้อ 9.    เส้นที่ลงไปถึงปลายนิ้วเท้าคือเส้นใด
                  1.   สหัสรังษี                                                             2.   กาลทารี
                  3.   รุชำ                                                                       4.   อิทา
ข้อ 10.    เส้นสิบตามที่ท่านพรรณาในตำราโรคนิทานคำฉันท์ 11 มีลักษณะอย่างไร
                  1.   สถิตย์ลึกสักสามนิ้ว                                           2.   ล้อมเป็นจันทราศูนย์
                  3.   เป็นแนวแถวทอดเรียงกัน                               4.   ถูกทุกข้อ
ข้อ 11.     การตรวจเส้นสุมนา ตามตำราวเวชศึกษาให้ทำอย่างไร
                  1.   ใช้นิ้วกดเหนือสะดือ 2 นิ้วมือ                        2.   ใช้นิ้วกดเหนือไหปลาร้า
                  3.   ใช้นิ้วกดเหนือกระดูกหน้าอก                       4.   ใช้นิ้วกดใต้ลิ้นปี่
ข้อ 12.     ตามตำราเวชศึกษา เส้นที่อยู่เหนือสะดือ 1 นิ้วเศษ เป็นเส้นต่อเนื่องกับเส้นสุมนา มีหน้าที่รับโลหิต จากเส้นสุมนาจ่ายไปตามอวัยวะ ตอนล่างทั่วไปมีขาและเท้าเป็นต้น เรียกว่าเส้นอะไร
                  1.   เส้นกาลทารี                                                     2.   เส้นสุมนา
                  3.   เส้นสหัสรังษี                                                   4.   เส้นอัมพฤกษ์
ข้อ 13.     ตามตำราเวชศึกษา เส้นสุมนาถ้าพิการ จะทำให้เกิดเป็นโรคลมชนิดใด
                  1.   ชิวหาสดมภ์                                                      2.   บาดทะจิต
                  3.   พิตคุณ                                                                4.   ตุลาราก

วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เรื่องของกล้วยๆ

  

เรื่องของกล้วย ที่อยู่คู่กับคนไทยมานานแสนนาน คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักกล้วยหรือไม่เคยกินกล้วย ทีนี้เรามาดูกันว่า กล้วย มันไม่กล้วยอย่างที่คิด ประโยชน์มันมหาศาลจริงๆ วิถีชีวิตของคนไทยใช้มันตั้งแต่เกิดจนตายเลยก็ว่าได้





ส่วนต่างๆของกล้วยและประโยชน์ในการรักษาโรค

ราก เป็นระบบรากฝอย แผ่ไปทางด้านกว้าง มากกว่าทางแนวดิ่งลึก 
ลำต้นแท้ กล้วยมีลำต้นอยู่ใต้ดินเรียกว่า หัวหรือเหง้า (rhizome) ที่หัวมีตา (bud) ซึ่งจะเจริญ เป็นต้นเกิดหน่อ (sucker)หลายหน่อเรียกว่า การแตกกอหน่อที่เกิดหรือต้นที่เห็นอยู่เหนือดิน  
สามารถนำมาทำสมุนไพร ใช้รักษาโรค ตามแผนโบราณ หรือใช้รักษาผิวหนังที่แดงปวด เนื่องจากถูกแดดเผา โดยรากและลำต้นจะมี สารแทนนิน ซึ่งช่วยในเรื่องของแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ส่วนรากของกล้วยตีบ เมื่อนำมาต้มจะช่วยแก้ร้อนในกระหายน้ำได้เป็นอย่างดี 

ลำต้นเทียม หรือกาบลำต้น(pseudostem) 
ส่วนนี้เกิดจากการอัดกันแน่นของกาบใบที่เกิดจากจุดเจริญของลำต้นใต้ดิน  กาบใบจะชูก้านใบและใบ และที่จุดเจริญนี้จะมีการเจริญเป็นดอกตามขึ้นมาหลังจากสิ้นสุด การเจริญของใบ    ใบสุดท้ายก่อนการเกิดดอก เรียกว่า ใบธง
ใช้ทำเส้นใยหรือทำเชือกทอผ้า ทำอาหารสัตว์ เช่น อาหารของสุกร และยังเป็นอาหารของคนอีกด้วย เช่น แกงหยวกกล้วย กาบกล้วยก็ใช้เป็นสมุนไพร ได้เช่นกัน ส่วนน้ำคั้นจากลำต้นก็ยังสามารถนำมา ทากันผมร่วงหรือเร่งทำให้ผมขึ้นได้อีกด้วย

ใบ
คนโบราณมักใช้ใบตองเป็นภาชนะแทนจานข้าว และยังนำมาใช้ห่อของ ทำมวนบุหรี่หรือทำงานประดิษฐ์ เช่น กระทง บายศรี ใบกล้วยที่นิยมมากคือ ใบกล้วยตานี เพราะมีใบที่ใหญ่ เหนียว และเขียวเป็นเงา เมื่อนำไปทำงานประดิษฐ์จะสวยงามและไม่แตกง่าย แผ่นใบกล้วย ที่อ่อนหากนำไปอังไฟให้อ่อนนิ่ม แล้วนำมาพอกบริเวณที่ขัดยอก ก็จะทำให้อาการดังกล่าวหายได้

ดอกหรือหัวปลี
เป็นดอกตัวผู้ เรานิยมรับประทานหัวปลีแทนผัก โดยรับประทานสดๆ หรือนำมาทำเป็นเครื่องเคียงของอาหารหลายอย่าง เช่น ผัดไทย กะปิหลน และยังนำมาปรุงอาหาร เช่น ยำหัวปลี แกงเลียง ที่เรานิยมรับประทานกัน หรือใช้บำรุงน้ำนมมารดา ต้มหรือคั้น แก้เบาหวาน เมื่อนำมาตากแห้ง ก็สามารถใช้รักษาโรคโลหิตจางได้ เพราะมีธาตุเหล็กมาก

ผล  ผลกล้วยเกิดจากดอกเพศเมีย ซึ่งอยู่ที่โคน กลุ่มของดอกเพศเมีย ๑ กลุ่ม เจริญเป็นผล เรียกว่า ๑ หวี ช่อดอกเจริญเป็น ๑ เครือ ดังนั้นกล้วย ๑ เครืออาจมี ๒ - ๓ หวี  หรือมากกว่า ๑๐ หวี ทั้งนี้แล้วแต่พันธุ์กล้วยและการดูแล ผลของกล้วยมีการเจริญได้ โดยไม่ต้องผสมพันธุ์  จึงทำให้กล้วยส่วนใหญ่ไม่มีเมล็ด ผลกล้วยใช้รับประทานได้ทั้งอ่อน แก่และสุก เช่น ทำกล้วยเชื่อม 
กล้วยบวชชี  กล้วยฉาบ  กล้วยตาก  สำหรับที่อ่อน ๆ หรือดิบ ก็ใช้รับประทานเป็นผักได้

กล้วย อุดมด้วยน้ำตาลธรรมชาติ 3 ชนิด คือ ซูโครส ฟรุคโทส และ กลูโคส รวมกับเส้นใยและกากอาหาร กล้วยจะช่วยเสริมเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายทันทีทันใด จากงานวิจัยพบว่ากินกล้วยแค่ 2 ผล ก็สามารถเพิ่มพลังงานให้อย่างเพียงพอ กับการออกกำลังกายอย่างเต็มที่ได้นานถึง 90 นาที นอกจากกล้วยจะให้พลังงานมากแล้วยังสามารถเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง แล้วยังสามารถป้องโรคต่างๆ เช่น

กล้วยกับโรคซึมเศร้า
จากการสำรวจของ MIND ในผู้ป่วยโรคซึมเศร้า พบว่ากล้วยมีสาร Tryptophan ที่เมื่อรับประทานไปแล้วจะเปลี่ยนเป็น Serotonin ซึ่งเป็นสารที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์ดีและมีความสุขมากขึ้น

กล้วยกับโรค PMS (Premenstrual Syndrome)
หรืออาการที่ผู้หญิงเป็นก่อนมีประจำเดือน เช่น อารมณ์หงุดหงิด หากได้รับประทานกล้วยเข้าไป ซึ่งกล้วยมีวิตามิน B6 ที่จะรักษาระดับน้ำตาลในเลือดของคุณ ทำให้คุณอารมณ์ดีได้

กล้วยกับโรคความดันโลหิต
กล้วยมี Potassium และมี Sodium ต่ำ จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคความดันได้

กล้วยกับโรคท้องผูก
กล้วยมีไฟเบอร์สูง ทำให้ลำไส้ใหญ่มีการทำงานเพิ่มขึ้น ไม่ท้องผูก

กล้วยกับโรคโลหิตจาง
กล้วยมีธาตุเหล็กทำให้กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง และรักษษโรคโลหิตจางได้

กล้วยกับอาการเจ็บเสียดหน้าอก
กล้วยช่วยลดอาการเจ็บเสียดหน้าอกที่เกิดจากการมีกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไปได้

กล้วยกับระบบประสาท
กล้วยมีวิตามิน B สูงที่ช่วยในการทำงานของระบบประสาท

กล้วยกับอาการแฮงค์(เมาค้าง)
การกิน Banana milkshake ผสมน้ำผึ้งจะช่วยให้กระเพาะอาหารกลับอยู่ในสภาวะปกติ น้ำผึ้งจะช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด นมจะช่วยเพิ่มน้ำในร่างกาย

กล้วยกับยุงกัด
เมื่อถูกยุงกัด ลองเอาผิวด้านในของเปลือกกล้วยมาทาจะช่วยลดอาการบวมและคันได้

กล้วยกับการสูบบุหรี่
กล้วยมีวิตามิน B6,B12, Potassium และ Megnesium ที่ช่วยในการฟื้นฟูร่างกายจากผลของการเลิกนิโคตินจากบุหรี่ได้...(ข้อนี้..คนที่สูบบุหรี่แล้วอยากเลิก ต้องลองทำนะ..)

กล้วยกับพลังสมอง
กล้วยอุดมไปด้วย Potassium ที่ช่วยในการตื่นตัว ทำให้เรียนได้ดีขึ้น...

กล้วยกับอาการ Morning Sickness
หรืออาการที่คนท้องในช่วงเดือนแรกๆที่มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนในตอนตื่นนอนตอนเช้า ให้รับประทานกล้วยในระหว่างมื้ออาหารจะช่วยเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ลดอาการเหล่านี้ได้

กล้วยกับโรคแผลในกระเพาะอาหาร
กล้วยจะช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร และไปเครือบผิวของกระเพาะอาหารช่วยป้องกันการเป็นแผลได้

ขอบคุณข้อมูลจาก http://variety.teenee.com/

ขอบคุณข้อมูลจาก http://bananabananastory.blogspot.com/