วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2557

ชาหมามุ่ย



ข้อมูลการใช้หมามุ่ยของหมอยาพื้นบ้านในการเป็น “ยาแฮงคนชาย” หรือการเป็น “ยากามะ” ประกอบกับมีรายงานการศึกษาวิจัยในคนของประเทศอินเดีย ในการเพิ่มคุณภาพของน้ำเชื้อเพศชายของ 

 "หมามุ่ย" เป็นพืชเถาตระกูลถั่ว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mucuna pruriens (L.) DC. ดอกเป็นช่อสีม่วงสวยมาก ใบเหมือนใบถั่วทั่วไป ยอดลวกน้ำพริกกินได้ แต่เมื่อแก่มีขนจะคัน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว ขนคันจะอยู่บริเวณฝัก ตามสรรพคุณความรู้ของหมอยาพื้นบ้าน เมล็ด ราก และหนอนในลำต้นของหมามุ่ยนั้น เชื่อว่าสามารถใช้เป็นยากระตุ้นกำหนัดได้ มีประสิทธิภาพในการช่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำเชื้อให้ดีขึ้นได้ นอกจากนี้ ยังมีผลทำให้ความดันโลหิตต่ำลง คลายเครียด และช่วยให้นอนหลับได้ลึกขึ้น
  การรับประทานในปริมาณมาก อาจมีผลเสียต่อร่างกาย โดยอาจทำให้เกิดประสาทหลอน เบื่ออาหาร ปวดมวนท้องได้ จึงไม่ควรรับประทานเกินกว่าที่มีการทดลอง คือ ครั้งละ 5 กรัม วันละ 3 เวลา โดยให้เริ่มรับประทานครั้งละน้อยๆ เสียก่อน เช่น รับประทานครั้งละ 1 ช้อนชา วันละ 2 ครั้ง
 ยังมีข้อควรระวังอื่นๆ เช่น ต้องเก็บในระยะแก่ ซึ่งสังเกตได้จากในส่วนผลจะมีรอยเส้นสีดำอยู่ การผลิตต้องสะอาดไม่มีการปนเปื้อน ไม่ควรเก็บไว้นาน และไม่ควรซื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีที่มาที่ไป เพราะอาจเกิดอันตรายได้


ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงตำรายาโบราณ ที่มีหมามุ่ยอยู่ในตำรับด้วยนั้นมีด้วยกันหลายตำรับด้วยกัน 

อาทิ ตำรับตาเพ็ง จะนำเม็ดมาคั่ว ทิ้งให้เย็นแล้วบด หรือ กินทั้งเมล็ด โดยนำไปแช่น้ำก่อนแล้วค่อยเคี้ยวกินเช้า เย็น หรือ บดแล้วใช้ครั้งละ 1 ช้อนแกง โดยห่อผ้าขาวบาง แช่ในน้ำ 1 แก้ว นาน 30 นาที รับประทานเช้าเย็น ตำรับนี้ว่าไว้ว่า เสริมกำหนัดและเสริมแรงผู้ชาย จะออกฤทธิ์ใน 2-3 วัน ทำให้หลับสบาย จิตใจเบิกบานแจ่มใส แต่ห้ามกินต่างน้ำ หรือกินเยอะเกินไป


ตำรับพ่อประเดิม ส่างเสน หมอยาอำเภอฝาง ระบุว่า ให้เอาเม็ดหมามุ่ยแก่จัดมาตากแดดให้แห้งแล้วตำ เป็นผง ใช้น้ำผึ้งเป็น กระสาย ทำให้เป็นลูกกลอน กิน 3 เวลา 7 วัน ตำรับนี้ว่าไว้ว่า รักษาอาการนกเขาไม่ขัน เป็นยาบำรุงกำลัง



ตำรับพ่อกอยะ หมอยาบ้านต้นฮุงหัวฝาย ระบุว่า ให้ใช้เม็ดแก่จัดใส่ในหม้อนึ่งข้าว พอข้าวสุก เม็ดหมามุˆยก็สุกด้วย โดยกินครั้งละ 1 เม็ด พร้อมข้าว 3 เวลา


ตำรับพ่อพลายแสง บ้านสินชัย ระบุว่า ใช้รากหมามุ่ยตากแห‰ง 1 กิโลกรัม เมล็ดผักชี 3 ขีด เมล็ดผักกาด 5 ขีด นำทั้งหมดมาตำรวมกันเป็นผง ผสมน้ำผึ้งป่า หมักไว้ 3 เดือน แล้วใช้กินก่อนนอนทุกวัน โดยเวลากินให้กินในปริมาณขนาดเท่าผลมะเขือพวง จะแก้ปวดเมื่อย ช้ำใน


ตำรับหมอยาเมืองเลย ระบุว่า สามารถนำรากต้ม กินแก้ไอ ใช้เมล็ดตำเป็นผง พอกแก้พิษแมง ป่องกัดได้

สิว ฝ้า กระ

สิว ฝ้า กระ ร่องรอยแห่งอาการ

สิว คือของเสียบนใบหน้าซึ่งร่างกายพยายามจะขับออก ฝ้า คือภาวะเลือดเสียที่สำแดงออกบนใบหน้า
กระ คือร่องรอยแห่งกำเดาความเสื่อมไป สิว,ฝ้า,กระ คือภาวะปกติแห่งการขับของเสียอันเกิดแต่ความผิด ปกติของร่างกาย เป็นธรรมชาติของร่างกายและเป็นสิ่งที่ทุกคนเป็น "เป็นธรรมดา" คนแต่สมัยก่อนก็เป็นสิวเป็นมากก็ไปหาหมอ หมอสมัยก่อนก็รักษาสิวที่หมอมองว่าเป็นเหตุปกตินั้น มีภูมิรู้มากมายของหมอไทยในการบำบัดสิวไม่ใช่ให้หาย แต่ให้บรรเทาลงด้วยมองว่าเป็นธรรมดา การไม่มีสิวเสียอีกที่หมอไทยมองว่าผิดปกติ

สิวในทางการแพทย์แผนไทยแบ่งออกตามปิตตะเหตุ,วาตะเหตุ และเสมหะเหตุ รักษาที่ต้นทางแห่งสิว

ไม่ใช่ไปรักษาที่หัวสิวซึ่งเป็นปลายเหตุทั้งสิ้น สิวเป็นจากระบบภายในประทุออกภายนอก จึงรักษาที่ภายในกาย มิใช่ไปรักษาสิวบนใบหน้า ซึ่งทำได้เพียงหายชั่วคราว แผนไทยรักษาสิวแบบองค์รวมไม่ใช่แค่สิวบนใบหน้า แต่รักษาสมดุลทั้งร่างกาย นอกจากสิวจะยุบแล้วความสมบูรณ์ภายในจะสำแดงทางผิวให้ผ่องใสกว่าเดิม


สิวปิตตะเหตุุ สิวชนิดนี้มักเกิดแต่มัชฌิมวัยนับอายุเข้า 16-32 ปี ซึ่งเป็นวัยแห่งความร้อนหรือกำเดา ไอ

เปลวแห่งความร้อน หรือเกิดในวัยอื่นก็ได้แต่มีเหตุมาจากกำเดากายสูง เหตุที่ทำให้เกิดปิตตะกำเดามาจาก
๑ อายุสมุหฐานเข้าช่วงกลาง ความร้อนกำเริบได้ง่าย 

๒ ความวิตกกังวลทำให้เกิดความร้อน 
๓ กำเดาย่อยกำเริบ เกิดแต่ขบวนการเผาผลาญอาหาร 
๔ ภาวะอักเสบของอวัยวะน้อยใหญ่ 
๕ การหมักหมมของเสียในร่างกาย
๖ ท้องผูกเรื้อรัง ๗ เกิดจากกินของทอดของมันมาก


สิววาตะเหตุ สิวอันเกิดแต่ลมร้อนในกายพัดพาของเสียขึ้นบนแล้วสำแดงออกทางผิวหน้า มักเกิดแต่ระบบ
การย่อยอาหารเป็นเหตุ เมื่อลมในไส้-นอกไส้กำเริบมักดันขึ้นบน ดันโลหิตเสียขึ้นไปประทุออกบนใบหน้าเกิดภาวะอักเสบ


สิวเสมหะเหตุ สิวชนิดนี้มักเกิดแต่โลหิตระดูเสีย น้ำเหลืองเสีย โลหิตมีตะกันสกปรกมาก มักไปปรากฏบน

หน้า,แผ่นหลัง,ต้นแขนแต่ไม่ว่าสิวจะเกิดจากเหตุใดก็ตาม สิวมักไปปรากฏที่ส่วนบนสุดคือศีรษะและใบหน้า รวมถึงแผ่นหลัง ต้นแขน ตามความร้อนในกายที่ลอยสูงขึ้นเสมอไม่มียกเว้น เพราะความร้อนทำให้เกิดลมและเป็นลมร้อนเรียกลมตีขึ้นเบื้องสูง ลมนี้ไปดันโลหิตเสียให้วิ่งขึ้นบนเกิดภาวะอักเสบประทุเป็นสิว,ฝ้าบนใบหน้า ต้องดับร้อนเพื่อดับสิวเสมอ


หมอไทยรักษาเหตุแห่งสิว โดยหาเหตุเป็นปฐมในการรักษาซึ่งการรักษาจะแตกต่างกันไปตามเหตุนั้นๆ เหตุดับ
ผลย่อมดับตาม แต่ในที่นี้จักขอกล่าววิธีบำบัดสิวฝ้าแบบกลางๆพอให้เห็นแนวทางในการรักษาแบบหมอไทยยาไทย

ขั้นตอนการ หรือขับออก
๑. ขับกำเดาอุ่นกายลง ด้วยยาเขียว,ยาขม
๒. ขับตะกันของเสียในโลหิตออก ด้วยยาขับพิษ
๓. ขับอุจจาระเก่าในลำไส้ใหญ่ ด้วยยาธรณีสันฑฆาต
๔. ขับระดูขาวในสตรี ด้วยยาประสะไพล
๕. ขับอารมณ์ ด้วยพิกัดเกสรทั้งห้า

ขั้นตอนการล้อม
๑. ล้อมลมสูงลงล่าง ด้วยยาหอมเทพจิตร
๒. ล้อมโลหิต ด้วยยาบำรุงโลหิต
๓. ล้อมธาตุ ด้วยยาธาตุบรรจบ
๔. ล้อมตับ ด้วยยากล่อมนางนอน

ขั้นตอนการรักษา
๑. รักษากำเดา ด้วยยาเขียวหอม
๒. รักษาลม ด้วยยาขับลม
๓. รักษาน้ำเลือด ด้วยยาดองมะกรูด
๔. รักษาน้ำเหลือง ด้วยยาธรณีสัณฑฆาต
๕. รักษากระเพาะ ด้วยยาเกลือ
(รักษาไปตามเหตุแห่งสิวตามแพทย์วินิจฉัย)


หมอไทยจะนำดินสอพองมาหุงผสมด้วยลิ้นทะเลและเปลือกต้นกระแจะ แล้วผสมเกลือกับใช้น้ำต้อยเป็นกระสาย ให้คนไข้ใช้ทาที่หัวสิว ตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการรักษา อนึ่งในการวางยารุถ้าวางได้ถูกสมุหฐานสิวจะเริ่มยุบทันทีด้วยเหตุที่นำของเสียในร่างกายออก แต่แพทย์ควรล้อมและรักษาจนจบขั้นตอนเพื่อให้ร่างกายคนไข้แข็งแรง สมบูรณ์ สมกับเป็นการรักษาแบบองค์รวม สวยจากภายในสู่ภายนอก แล้วแนะนำให้คนไข้ไม่กินอาหารผัดทอดกินแต่อาหารต้ม,ยำ,ตำ,แกง ไม่กินเปรี้ยว,หวาน,มัน,เค็มมากนัก อย่าดับความร้อนด้วยน้ำเย็น อย่าให้ท้องผูกนาน
อย่าอารมณ์เสียเนื่องๆ ถ้าหิวให้กิน ไม่กินถ้าไม่หิว ดื่มเมื่อกระหาย ไม่ดื่มเพราะแค่ชื่นใจ กินแต่ของเย็น ขม เมื่อสิวฝ้ามาเยือน ลดเผ็ดร้อน นอนให้พอ นอนให้หลับ อย่าทำงานจนถึงอ่อนระโหยโรยแรง


สิวเกิดจากของเสีย อย่าสร้างเงื่อนไขให้เกิดของเสีย สิวก็จะหายอย่างทิ้งช่วงนาน แต่ถ้าไม่มีสิวโดยเฉพาะสตรี
ควรรีบพบแพทย์โดยเฉพาะหมอไทยด้วยอาจเกิดเหตุ โลหิตระดูทุจริตโทษขึ้นได้ ส่วนในชายหมอไทยบอกเชื้อเพศน้อยไม่ดี 


มองเสียว่าสิวฝ้าคือการขับของเสียออก คือการบ่งบอกว่ามีเหตุผิดปกติขึ้นภายในร่างกายแล้ว จะได้รีบรักษา
ก่อนที่จะเจ็บป่วยมาก เป็นสิ่งที่ดีที่มีการเตือนจากร่างกายเราเอง

สิวหายได้จากภายในเท่านั้น ไม่ใช่ไปรักษากันที่ภายนอกอย่างที่นิยมทำกันอยู่

ขอกราบเคารพบูชา บรรพชนแห่งแพทย์แผนไทยทุกๆท่านด้วยบทความนี้
บทความรู้ดั้งเดิมแห่งบรรพชนโดย นายคมสัน ทินกร ณ อยุธยา (แพทย์แผนไทย)


วันเสาร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2557

ชามะละกอ



ถึงเวลาล้างได้แล้ว ท่านจำเป็นต้องล้างคราบน้ำมันพืชในระบบทางเดินอาหาร ที่สะสมมาตั้งแต่เกิดเสียที ด้วยสูตรตามธรรมชาติที่ท่านสามารถพึ่งพาตัวเองได้  “น้ำชามะละกอ”


ประโยชน์ เมื่อดื่มชามะละกอ จะเป็นการล้างไขมันในลำไส้โดยไม่ต้องสวนทวาร ช่วยล้างระบบดูดซึม คือล้างคราบไขมันที่ผนังสำไส้ อันเนื่องมาจากการกินอาหารผัดน้ำมันเป็นประจำ คราบไขมันจะเกาะตัวที่ผนังลำไส้เป็นกาวเหนียว จึงเกิดอาการขัดขวางการดูดซึมสารอาหาร และวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

สูตรชามะละกอ
- มะละกอดิบไม่อ่อนเกินไปปลอกเปลือกและหั่นเหมือนฟัก 6-8 ชิ้น
- น้ำเปล่า 2 ลิตร
- ชาเขียว หรือชาจีน หรือชาใบหม่อน อย่างใดอย่างหนึ่ง
- ใบเตยหรือดอกเก็กฮวย

วิธีทำ : มะละกอดิบที่ใช้ตำส้มตำ นำมาหั่นเป็นชิ้นเหมือนชิ้นฟัก ประมาณ 6-8 ชิ้นต่อน้ำ 2 ลิตร จะขาดจะเกิน ไม่ผิด(ถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้บูดง่าย มะละกอดิบที่เหลือ ใส่ตู้เย็นเก็บไว้ใช้ได้ในครั้งต่อไป) และ ใบเตย หรือ เก๊กฮวย อย่างใดอย่างนึง กะเอง ต้มในน้ำ จนเดือด พอเดือดได้ ประมาณ 3 นาที ปิดไฟทันที อย่าต้มต่อ ให้เอามะละกอ กับ ใบเตยทิ้ง(อย่า ปล่อยให้มะละกอเดือดจนเละ) แล้ว ใส่ใบชา ลงไปแช่ประมาณ 3นาที ห้ามแช่นานกว่า 3นาทีเพราะสารแทนนินจะออกมา ทำให้ท้องผูก แล้วตักใบชาทิ้ง จะได้น้ำชามะละกอ ดื่มร้อน หรือ เย็นได้ และไม่ควรเติมน้ำตาล น้ำชาที่เหลือให้แช่ตู้เย็น เก็บไว้ได้ประมาณ 2 วัน เกินกว่านั้น จะบูด (ยางมะละกอล้างไขมัน, เก็กฮวยหรือใบเตยให้กลิ่นหอมสดชื่น, ชาดับกลิ่นมะละกอ)


เมื่อล้างลำไส้แล้ว ก็ควรกินอาหารที่มีประโยชน์เพื่อไปบำรุงร่างกายด้วย  ถ้าหลีกเลี่ยงอาหารผัดน้ำมันไม่ค่อยได้ ก็กินเท่าที่จำเป็น คือ กินให้น้อยลง แล้วกินชามะละกอไปล้างลำไส้ทุกวันเมื่อมีเวลาว่าง
******************************************

วันพุธที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2557

เพลง ธรรมะผลิบาน (ว.วชิรเมธี)

แบ่งปันเพลงสวย เพื่อชีวิตงาม... เพลงธรรมะฟังสบายๆ ฟังแล้วสุข สงบ เย็น ให้คติธรรมสอนใจ

"ที่ใดมีทุกข์ ที่นั่นมีธรรม ที่ใดมีทุกข์ ที่นั่นมีทาง ที่ใดมีเธอ ที่นั่นมีฉัน ที่... ที่ธรรมะผลิบาน..."

ขอให้เบิกบานในธรรม.....สาธุ




ให้พระธรรมชี้ทาง ดอกไม้ผลิบานบนพื้นดิน ธรรมะผลิบานทั้งโลก .........

วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557

การตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเส้นสิบ


การตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเส้นสิบ
ภูมิปัญญาการนวดไทยดั้งเดิม ได้กล่าวถึง สมุฏฐานโรค ว่าเกิดจากทางเดินของลมติดขัด ถ้ามีการติดขัดของทางเดินลมจะทำให้เกิดโรคและอาการต่างๆ ที่ผิดปกติ การนวดตามแนวเส้นและจุดต่างๆ จะเป็นการทำให้ทางเดินลมปกติ ทำให้หายจากโรค กล่าวถึง อาการผิดปกติต่างๆ ที่เกิดจากเส้นประธานสิบและจุดต่างๆ และกล่าวถึง การนวดรักษา ด้วยวิธีการนวดตามเส้นประธานสิบและจุดนวดต่างๆ ที่ใช้ในการรักษาโรค ซึ่งทั้ง สมุฏฐาน อาการ และวิธีการนวดรักษา ตามเส้นประธานสิบและจุดต่างๆ เป็นทฤษฎีของระบบการแพทย์ของภูมิปัญญาการนวดไทย

ผู้จัดทำ โครงการพัฒนาผู้พิการทางสายตาให้เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนไทย ประเภทการนวดไทย (หมอนวดไทย) มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ (มพก.), มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา (มสพ.), มูลนิธิพัฒนาการแพทย์แผนไทย (มพท.)
ผู้สนับสนุน: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ลักษณะ: หนังสือ, 92 หน้า

หนังสือเล่มนี้ใช้ประกอบการเรียนนวดไทยของสมาคมฯ 

คลิ๊กเพื่ออ่านหรือจะดาวน์โหลดเก็บไว้อ่านก็ได้ค่ะ ตามลิงค์ข้างล่างนี้ค่ะ

+++++++++++++++++++++++++++

ระบบสุขภาพ


ระบบสุขภาพ
หนังสือระบบสุขภาพเล่มนี้ ประมวลองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับระบบสุขภาพของประเทศไทยในประเด็นต่างๆ ที่หมอนวดไทยควรรู้และสามารถนำไปปฏิบัติในการประกอบวิชาชีพการนวดไทยเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยและต่อระบบสุขภาพในภาพรวม

สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
หนังสือมี 88 หน้า

เล่มนี้เป็นหนังสือ เอาไว้ศึกษาเพิ่มเติมในการประกอบวิชาชีพ ที่ผู้เป็นหมอต้องพึงรู้

คลิ๊กอ่านตามลิงค์ข้างล่างได้เลยค่ะ

*********************************

ความรูเบื้องตนและขอแนะนําในการใชสมุนไพร



ความรูเบื้องตนและขอแนะนําในการใชสมุนไพร
การใชสมุนไพรที่ถูกตอง ควรปฏิบัติดังนี้
1. ใชใหถูกตน สมุนไพรนั้นมีชื่อพ้องหรือชื่อเรียกซ้ำกันมากและพบวาบางทองถิ่นก็เรียกไมเหมือนกันจึงจําเปนตองรูจักสมุนไพรและมีการใชใหถูกตน
2. ใชใหถูกสวน ตนสมุนไพรไมวาจะเปนราก ใบ ดอก เปลือก ผลเมล็ด จะมีฤทธิ์ไมเทากัน บางทีผลแก ผลออนก็มีฤทธิ์
ตางกันดวยจะตองรูวาสวนใดใชเปนยาได
3. ใชใหถูกขนาด สมุนไพรถาใชนอยไป ก็รักษาไมไดผล แตหากถามากไปก็อาจเปนอันตรายหรือเกิดพิษตอรางกายได
4. ใชใหถูกวิธี สมุนไพรบางชนิดตองใชสด บางชนิดตองปนกับเหลาบางชนิดใชตม ดังนั้นจะตองรูวิธีใชใหถูกตอง
5. ใชใหถูกกับโรค เชน ทองผูกตองใชยาระบาย ถาใชยาที่มีฤทธิ์ฝาดสมานจะทําใหทองผูกยิ่งขึ้น

อาการแพที่เกิดจากสมุนไพร
สมุนไพรมีคุณสมบัติเชนเดียวกันกับยาทั่วไป คือมีทั้งคุณและโทษ บางคนใช้แลวเกิดอาการแพได แตเกิดขึ้นไดนอยเพราะสมุนไพรมิใชสารเคมีชนิดเดียวเชนยาแผนปจจุบันฤทธิ์จึงไมรุนแรง (ยกเวนพวกพืชมีพิษบางชนิด) แตถาเกิดอาการแพขึ้นควรหยุดยาเสียกอน ถาหยุดแลวอาการหายไป

อาการที่อาจเกิดจากการแพยาสมุนไพร มีดังนี้
1. มีผื่นขึ้นตามผิวหนังอาจเปนตุมเล็กๆ ตุมโตๆ เปนปนหรือเปนเม็ดแบนคลายลมพิษ อาจบวมที่ตา (ตาปด) หรือริมฝปาก (ปากเจอ) หรือมีเพียงดวงสีแดงที่ผิวหนัง
2. เบื่ออาหาร คลื่นไส อาเจียน (หรืออยางใดอยางหนึ่ง) ถามีอยูกอนกินยาอาจเปนเพราะโรค ไมใชเพราะยา
3. หูอื้อ ตามัว ชาที่ลิ้น ชาที่ผิวหนัง
4. ประสาทรับความรูสึกทํางานไวเกินปกติ เชน เพียงแตะผิวหนังก็รูสึกเจ็บ ลูบผมก็แสบหนังศีรษะ
5. ใจสั่น ใจเตน หรือรูสึกวูบวาบคลายหัวใจจะหยุดเตน และเปนบอยๆ
6. ตัวเหลือง ตาเหลือง  (เป็นอาการของดีซ่าน) อาการนี้แสดงถึงอันตรายร้ายแรงต้องรีบไปหาแพทย์ 

ก่อนที่จะใช้สมุนไพรควรจะศึกษาข้อมูลหรือถามผู้รู้ก่อนใช้ เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์กับสมุนไพรได้อย่างเต็มที่