วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555

สุขภาพดีเริ่มต้นที่ลำไส้

   สุขภาพดีเริ่มต้นที่ลำไส้

ใครลองเทียบกันไหมว่าเจ้าของเสียที่ออกมากับเจ้าอาหารกองโตที่เรากินเข้าไปนั้นมันจะพอๆ กันหรือเปล่าหรือมากน้อยกว่ากันเท่าไร
มีข้อมูลที่ได้จากการวิจัยอันน่าสนใจว่าสำหรับคนที่ชอบกินอาหารที่อุดมด้วยไขมันและเนื้อสัตว์สูงนั้น จะถ่ายอุจจาระประมาณวันละ 3-4 ออนซ์เท่านั้น และใช้เวลาให้อาหารเดินทางนับใส่เข้าปากจนออกมาทางทวารนั้นถึง 2-3 วันทีเดียว ยิ่งในรายผู้สูงอายุหน่อยที่ระบบอะไรต่อมิอะไรมันชักจะด้อยประสิทธิภาพลง ก็อาจใช้เวลามากกว่า 1 อาทิตย์ (ฟังแล้วน่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่กำลังจะสูงอายุ) ส่วนคนที่ชอบกินผักผลไม้มากๆ คือชอบอาหารประเภทเส้นใย จะถ่ายอุจจาระวันละประมาณ 13-17 ออนซ์ และใช้เวลาให้อาหารเดินทางกว่าออกมาเป็นเวลาประมาณ 20-30 ชั่วโมง
นั่นแปลว่าไอ้อะไรที่ใส่เข้าไปทางปากทั้งหมดนั้นไม่ได้ออกมาหมดหรอกนะ ต้องมีที่ตกค้างบูดเน่าอยู่ในท้องในไส้เราเป็นแน่ มีนักเรียนที่มาเรียนทำอาหารสุขภาพกับดิฉันท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เธอเป็นโรคท้องผูกแบบคลาสสิกมาก ผูกเป็นปกติไม่ไล่ไม่ออก มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เธอปวดท้องมากจนทนไม่ไหว จึงเอาน้ำสบู่ฉีดสวนเข้าไปอย่างแรงและก็มีก้อนแข็งๆ เท่าลูกบอลลูกเล็กลูกหนึ่งหล่นพรวดออกมา ไม่รู้ว่ามาได้อย่างไร มันอัดกันกลม แข็ง แน่น เหนียว อย่างน่าสยดสยองที่เดียว
อาการเกี่ยวกับการมีของบูดเน่าค้างเป็นขยะอยู่ในร่างกายเรานี้แสดงออกมาได้หลายอย่าง เป็นต้นว่า ท้องอืดแน่นเรอเหม็นเปรี้ยว ลมในท้อง ท้องผูก ท้องเสียหรืออาการถ่ายไม่ปกติ บางทีอาจปวดหัวหรือนอนไม่หลับ อาจผิวพรรณไม่ผุดผ่องหรือมีผื่นคัน เป็นต้น ที่สำคัญขืนเรายังเก็บของเก่าไว้ในร่างกายเรานานๆ เข้าร่างกายเราก็ดูดซับเอาของเสียนี้กลับมาเลี้ยงร่างกายต่อไป เป็นบ่อเกิดของโรคภัยต่างๆ ได้
มาดูกันว่าลำไส้ของเรานั้นมีหน้าที่ทำ อะไรบ้าง
อันลำไส้ใหญ่นี้อยู่ในช่องท้องด้านล่าง ถัดจากทวารขึ้นไปยาวประมาณ 5 ฟุตกว่า มีหน้าที่รับเอาเจ้ากากอาหารที่เหลือสุดท้ายร่างกายย่อยไม่ได้แล้ว มาจัดการบีบ รีดเอาน้ำและสารอาหารพวกวิตามิน เกลือแร่ออกมาให้หมดเป็นครั้งสุดท้ายรีดของดีๆ ออกมาได้เท่าไรก็ส่งกลับผ่านตับไปเลี้ยงร่างกายต่อไป ส่วนกากที่เหลือก็จะขยับรัดตัวไล่ให้กากนี้เลื่อนเคลื่อนตัวออกไปให้พ้นจากร่างกายผ่านทางทวาร ถ้าหากมีอะไรที่ไม่ดี เป็นอันตรายต่อผนังลำไส้ที่มีหน้าที่ดูดซับผ่านมา ลำไส้ก็จะป้องกันตัวเองด้วยการผลิตเมือกปิดกั้นผนังไว้ไม่ให้ระคายเคืองได้ ถ้าขืนเรายังใส่ของไม่ดีให้ร่างกายต่อไป ร่างกายก็จะสร้างเมือกนี้ไปเรื่อยๆ มากขึ้นๆ จนอาจเหลือทางให้กากอาหารเดินผ่านแคบลงๆ และยังอาจทำให้ระคายเคือง ผนังลำไส้ก็จะปูดออกตรงโน้นตรงนี้ เกิดเป็นอาการลำไส้อักเสบได้ และเมื่ออักเสบมากขึ้นก็ย่อมเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งได้
ในลำไส้มีแบคทีเรียอยู่ 2 ชนิดคือตัวดี และตัวเลว ลำไส้ที่แข็งแรงมีประสิทธิภาพจะต้องมีแบคทีเรียชนิดดีมากๆ และมีชนิดเลวน้อยๆ แบคทีเรียชนิดเลวอาจเกิดจากการบูดเน่าสะสมของเสียในลำไส้หรือการกินของที่ทำให้เกิดการบูดเน่า เช่นมีการวิจัยว่าการกินเนื้อสัตว์ก่อให้เกิดจากการบูดเน่าในลำไส้ได้ ส่วนแบคทีเรียชนิดดีนั้นก็อาจมาจากการกินอาหารที่ดี ของหมักดองบางชนิดที่เกิดจากการหมักดองด้วยวิธีธรรมชาติจะทำให้เกิดแบคทีเรียที่ดีได้ เช่น โยเกิร์ตหรือเต้าเจียวที่เกิดจากการหมักจากธรรมชาติ เป็นต้น และการกินยาประเภทยาแก้อักเสบหรือยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) จะเป็นการทำลายแบคทีเรียชนิดดีให้ล้มตายระเนระนาดเลยทีเดียว ข้อนี้ต้องระวังกันให้มากเพราะเห็นคนไทยเรานี้เอะอะก็กินยาปฏิชีวนะกันเป็นว่าเล่นแม้แต่เด็กเล็กๆ
แบคทีเรียชนิดที่ดีจะทำหน้าที่ควบคุมชนิดเลวไว้ว่าอย่ากำเริบโอหัง จงอยู่อย่างสงบ จงทำหน้าที่ควบคุมท้องร่วง ท้องผูก ช่วยลดคลอเรสเตอรอล และช่วยให้ร่างกายย่อยอาหารได้ดีขึ้นอีกด้วย
เราควรจะดูแลลำไส้ใหญ่ของเราให้มีสุขภาพดี ด้วยการใส่ใจในเรื่องต่างๆ ดังนี้
·       เคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน อย่าทำตัวเป็นเด็กวัดหรือเด็กนักเรียนประจำที่กลัวว่าจะอดกิน ให้หัดให้เป็นนิสัยที่จะค่อยๆ เคี้ยว ค่อยๆ กลืน แล้วก็อย่าพูดมาก
 ·       เลือกอาหารที่กิน รู้ว่าอะไรไม่ดีจะไปบูดไปเน่าหรือย่อยยาก ไขมันเยอะ ของทอด ของเสียก็หลีกเลี่ยงเสีย หัดกินของที่มีเส้นใยมากขึ้น
·       ดูแลเรื่องขับถ่ายในชีวิตประจำวันให้สม่ำเสมอ หมั่นสังเกตว่าการขับถ่ายของเราเป็นอย่างไร ที่ออกมานั้นสุขภาพดีไหม นุ่มนวล สีสวย ไม่แข็งโป๊กหรือลีบเล็ก กะปริดกะปรอย หรือเป็นเม็ดขนุน เรื่องขับถ่ายนี่เป็นเรื่องที่ปล่อยปละละเลยไม่ได้ที่เดียว หัดสังเกตว่าเรากินอะไรท้องจะผูก วันไหนของเสียยังไม่ออกมาก็อย่ารื่นเริงไปกินเลี้ยงเอาขยะใส่เพิ่มพูนเข้าไปอีก
·       เพื่อให้ระบบของลำไส้ดีขึ้น ก็ต้องหมั่นออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นให้ลำไส้ได้เคลื่อนไหว ทำงานมีประสิทธิภาพเราจะเห็นว่าคนสมัยใหม่นี้ท้องผูกกันมากขึ้น เพราะกินแต่แป้งขัดขาวกับน้ำตาล และไขมัน มองไปทางไหนก็เห็นแต่ร้านเบเกอรี่เปิดกันทุกหัวมุมถนน แถมยังไม่ทำสวนทำไร่ กวาดบ้านถูเรือน ได้แต่นั่งกินนอนกิน ก็เห็นจะจบลงด้วยโรคภัยนี่เอง

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก นิตยสาร ผู้หญิง วันนี้

วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

สมุนไพรกับยา


ประโยชน์ของสมุนไพร และยาแผนโบราณ
  1. สมุนไพรบางชนิดเป็นทั้งอาหารและยาด้วย ช่วยในการฟื้นฟูสุขภาพได้อย่างชัดเจน
  2. สามารถนำมาใช้ได้เองโดยไม่ต้องวิตกเรื่องขนาดการใช้เพื่อรับประทาน(ที่นำมาเป็นอาหาร)
  3. ช่วยลดการเสียดุลการค้า ในการสั่งยาจากต่างประเทศ
  4. ทำให้คนเห็นคุณค่าของสุขภาพ และกลับมาดำเนินชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น
  5. ทำให้เกิดความภูมิใจ ในวัฒนธรรม และคุณค่าของความเป็นไทย และภูมิปัญญาไทย
  6. เพื่อเป็นการอนุรักษ์มรดกไทยในการสนับสนุนให้ประชาชนช่วยตนเองในการใช้ยาสมุนไพรตามแบบแผนโบราณ
  7. ใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันได้โดยไม่เกิดปัญหา(เฉพาะบางโรค)
  8. ใช้สมุนไพรรักษาโรคที่ไม่ทราบสาเหตุได้ผลดี
  9. สามารถบำบัดรักษาโรคร้ายและโรคเรื้อรังได้หลายชนิด
  10. ยืดอายุของเซลล์ต้านสารพิษตกค้างได้ Detox และ anti-oxidant
  11. ใช้ในการปรุงและประกอบอาหาร ในชีวิตประจำวัน
  12. ทำเครื่องสำอาง ด้านความสวยความงาม
  13. มีสารอินทรีย์เคมีสำคัญที่เป็นสารที่ไปผลิตยาในรูปแบบต่างๆ
  14. ไปใช้ในงานเกษตร เพื่อขับไล่แมลงต่างๆ
  15. ใช้เป็นปุ๋ยฮอร์โมนบำรุงพืชผักต่างๆ
  16. ใช้เป็นยารักษาสัตว์
  17. ทำเป็นเครื่องปรุงรส และเครื่องเทศในอาหารทั่วไป
  18. ผลิตสีต่างในงานทั่วไป จนถึงงานระดับอุตสาหกรรม
http://www.herbdoctorcyber.com/

สมุนไพรถอนพิษฟื้นฟูสู่สุขภาพ

คนรุ่นปู่ย่าตายายเราเคยมีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สะอาดปราศจากมลพิษ โดยเฉพาะมลพิษจากสารเคมีสังเคราะห์ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นมาในชั่วอายุคนรุ่นเรา นี่เอง ลองมาดูเฉพาะผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีทางการเกษตร ไทยเราจัดเป็นตลาดสารเคมีทางการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในโลกทีเดียว สารพิษเหล่านี้ ได้แก่ สารพิษฆ่าแมลง สารกำจัดเชื้อรา สารกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชอื่นๆ มีถึง 35,000 สูตร จะต้องใช้สารประกอบเพื่อผลิตสารพิษดังกล่าวกว่า 15,000 ชนิด ประเทศไทยตัวเลขนำเข้าสารพิษทางการเกษตร ปี 2532 ถึง 80,879 ตัน ฉะนั้นในปีนี้ก็คงไม่หนีกว่าแสนตันเป็นแน่

ที่น่าวิตก ก็คือ สารพิษฆ่าแมลงในกลุ่ม “ออร์กาโนคลอรีน” (Organochlorine) และ “ออร์กาโนฟอสเฟต” (Organophosphate) และตัวเก่งของกลุ่มนี้ คือ “พาราไทออน” แต่ สารพิษในกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มสารพิษทางการเกษตรที่มีพิษร้ายแรงที่สุดและตกค้างในสิ่งแวดล้อมได้ นานนับ 10 ปี สารพิษที่มักตรวจพบอยู่เสมอในดิน น้ำ อาหาร และในตัวคน เพราะสารนี้สามารถสะสมในเนื้อเยื้อของพืชผักและในระบบชีววิทยาของมนุษย์และ สัตว์ได้ ส่วนพิษทั้งมีทั้งเฉียบพลันและสะสมเรื้อรัง พิษเฉียบพลัน คือ ทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ปวดหัวอย่างแรง ชักกระตุก และตายในที่สุด ส่วนพิษเรื้อรังตายผ่อนส่งนั้น คือ ก่อให้เกิดความผิดปกติในเซลล์ของตับ ปอด และไต จนถึงขั้นเป็น “มะเร็ง” กันเลยทีเดียว ยิ่งกว่านั้นยังมีพิษแบบส่งต่อ คือ หญิงมีครรภ์คนใดได้รับสารตัวนี้ก็จะส่งพิษไปถึงทารก ซึ่งอาจจะคลอดออกมาพิการ หรือมิฉะนั้นก็เลี้ยงไม่โตมิหนำซ้ำยังสะสมในน้ำนมอีกต่างหาก
ส่วนเรื่องการถอนพิษนั้น อันที่จริงมีตัวยาแผนปัจจุบันหลายขนานที่สามารถบำบัดถอนพิษได้ โดยเฉพาะในรายที่ได้รับพิษอย่างเฉียบพลัน แต่เนื่องจากยาถอดพิษแผนปัจจุบันดังกล่าวเป็นยาที่ซับซ้อนยากแก่การใช้มีแต่ แพทย์เท่านั้นที่จะควบคุมการใช้ยาเหล่านี้ได้ ในที่นี้จึงใครขอเสนอวิธีถอนพิษด้วยยาสมุนไพร โดยเฉพาะในกรณีที่ได้รับพิษแบบสะสมจากสิ่งแวดล้อมหรือแม้แต่ได้รับพิษ เฉียบพลันในบางระดับก็ตาม
ตำรับยาของไทยใช้ยาแก้เบื่อมีอยู่มากมายที่เป็นตัวหลักๆ เช่น รางจืด ย่านางแดง โลดทะนงแดง ก้างปลาแดง สั้นเตี้ย เป็นต้น ปัจจุบันที่มีรายงานศึกษาวิจัย มีเฉพาะรางจืดดอกม่วง (Thubregua Laurifolia Linn.)ซึ่งเป็นรางจืดที่มีโอสถสารแรงกว่าชนิดอื่น และในช่วงของรางจืดดอกม่วงนั้น ดอกสีม่วงแก่จะแรงกว่าดอกสีม่วงอ่อน
สรรพคุณทางยา
รางจืด มีรสเย็น หมอพื้นบ้านใช้ปรุงเป็นยาเขียว ถอนพิษไข้ รากและเถาใช้กินเป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ ที่สำคัญ คือ ยังใช้รักษาผู้ป่วยที่ถูกยาพิษต่างๆ เช่น สตริกนิน (strychnine) สารหนู สารปรอท สารพิษฆ่าแมลงต่างๆ แก้อาการเบื่อเมาเนื่องจากเห็ดพิษ ผักหวาน ว่านพิษ หรือพิษจากสัตว์กัดต่อย รวมทั้งรักษาโรคพิษสุรา กัญชา ฝิ่น และบุหรี่ด้วย จากการทดลองพบว่า ใบรางจืดสามารถลดอัตราการตายของหนูจากพิษขอโฟลิดอล (Folidol) ซึ่งเป็นสารพิษฆ่าแมลงชนิดออร์กาโนฟอสเฟต โดยการให้กินทางปาก ใบรางจืดแห้งมีสรรพคุณเช่นเดียวกับใบรางจืดสด ดื่มน้ำต้มใบรางจืดอุ่นๆ จะให้ผลดีกว่าเมื่อทิ้งไว้ให้เย็นแล้ว และไม่พบว่ามีผลข้างเคียงจากการดื่มน้ำต้มใบรางจืด
จากข้อมูลสังเขปที่กล่าวมาจะเห็นว่า รางจืดมีสรรพคุณในการกำจัดพิษที่เราต้องรับเข้าไปทุกวัน โดยไม่ต้องรอให้เกิดอาการพิษขึ้น โดยอาจดื่มในรูปของชาใบรางจืด หรือลูกกลอนใบรางจืดที่บดละเอียด ซึ่งจากประสบการณ์ตรงที่ได้ให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลที่ต้องอาบน้ำใน แม่น้ำแล้วเกิดมีผื่นคันขึ้นมากทั้งตัว โดยเฉพาะในหน้าแล้งซึ่งมีของเสียเข้มข้นมากในน้ำ โดยให้ใช้ใบรางจืดทั้งต้ม กินและอาบน้ำ หลังอาบน้ำอาการผื่นแพ้ก็ทุเลา รวมทั้งประสบการณ์ตรงที่สุนัขถูกยาเบื่อ เมื่อใช้เถารางจืดฝนกับน้ำซาวข้าวกรอกปาก อาการก็หายอย่างชัดเจน และนอกจากนี้โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราชได้ทดลองใช้น้ำต้มใบรางจืดแก้พิษสารฆ่า หญ้า พาราควอต ร่วมกับยาแผนปัจจุบันซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ
กระเทียม (Alliumsaturum Linn.)
นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาสมุนไพรถอนพิษตัวอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ กระเทียม ซึ่งคนไทยรู้จักกันดี เพราะเป็นเครื่องเทศสำคัญในการประกอบอาหาร นอกจากจะพบว่า กระเทียมเป็นพนักงานทำความสะอาดหลอดเลือดให้ปลอดพ้นจากโคเลสเตอรอลแล้ว ยังมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนอีกด้วยว่า กระเทียมสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งและช่วยกำจัดพิษโลหะหนัก เช่น พิษตะกั่วได้
มะขามป้อม
เมื่อเร็วๆ นี้อีกเช่นกันที่มีรายงานการศึกษาเกี่ยวกับการกำจัดพิษตะกั่วของมะขามป้อม ซึ่งเป็นสมุนไพรเก่าแก่ตัวหนึ่งของไทย และตามทฤษฎีการป้องกันมะเร็งด้วยวิตามินซี จะแนะนำให้กินมะขามป้อมซึ่งเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีมากที่สุด และสามารถรักษาสภาพวิตามินซีให้คงสภาพได้นานที่สุดด้วย สมุนไพรทั้ง 3 ชนิดที่กล่าวมานี้เชื่อว่าเหมาะกับสภาวะมลพิษทุกด้านที่พบอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหลายชนิด เช่น โรคภูมิแพ้ ปวดศีรษะ โรคหลอดเลือดตีบ และโรคมะเร็ง เป็นต้น
ที่มา : http://semamoe.com/node/4472

วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

ยาธาตุอบเชย

 ยาคุมธาตหรือยาธาตุ
ในทางการแพทย์แผนไทยมีทฤษฎีวินิจฉัยโรคที่สามารถเข้าใจได้ง่ายไม่ซับซ้อน คือ ทฤษฎีธาตุ
สมุฏฐานวินิจฉัย ซึ่งเป็นวิธีวิเคราะห์ธาตุอันเป็นที่ตั้งของการเกิดโรคต่างๆ เมื่อเอ่ยถึงธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ คนไทยทั่วไป แม้ไม่ใช่หมอย่อมรู้จักกันดีว่าเป็นองค์ประกอบของร่างกาย ตรงนี้ถือเป็นพื้นฐาน ภูมิปัญญาไทยแบบองค์รวมที่สำคัญ 
               ถ้าถามว่า “ ธาตุ ” คืออะไร ก็ตอบได้เบื้องต้นตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาว่า “ สิ่งที่ทรงสภาวะของตนอยู่เอง อันเป็นส่วนสำคัญที่คุมกันเป็นรูปร่างของสิ่งทั้งหลาย ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ”ในทางแพทย์แผนไทยถือว่าคนเป็นธาตุ 4 ที่มีชีวิตจึงมีชื่อเรียกเป็นพิเศษว่า “ มหาภูตรูป4 ” ตามรูปศัพท์นั้น “ ภูติ ” หมายถึง ภูตผี ภาพมายาหลอกหลอน หรือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว
              ในที่นี้คำว่า “ มหาภูตรูป4 ” น่าจะมีความหมายว่า รูปอันยิ่งใหญ่ที่บังเกิดขึ้นแล้วโดยธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ มาคุมกันเข้าเป็นรูปมนุษย์ ซึ่งมีความละเอียดซับซ้อนพิสดารกว่าธาตุ 4 ของสิ่งไม่มีชีวิต ตามทฤษฎีธาตุสมุฏฐานนั้น หากธาตุทั้ง 4 ตั้งอยู่ในสมดุลย์ สุขภาพของเราก็จะเป็นปกติ ไม่เจ็บไม่ไข้แต่หากธาตุตัวใดตัวหนึ่งหรือมากกว่าสองตัวเกิดแปรปรวนเสียสมดุล ร่างกายของเราก็จะเกิดอาการเจ็บป่วยมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับภาวะการเสียสมดุลธาตุว่ารุนแรงแค่ไหน
              ในบรรดาธาตุทั้ง 4 นั้น ท่านว่าธาตุดินสำคัญที่สุด เพราะเป็นธาตุที่เป็นพื้นฐานโครงสร้างของร่างกาย เปรียบเหมือนตัวถังรถยนต์ โดยปกติธาตุดินจะมั่นคงไม่แปรปรวนง่ายๆ เหมือนธาตุอื่นๆที่เป็นของไหลและเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตามแม้ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ จะเคลื่อนไหวแปรปรวนอย่างไร หากธาตุดินยังหนักแน่นมั่นคงอยู่ ชีวิตก็ยังดำเนินอยู่ต่อไปได้ แต่ถ้าหากธาตุดินเกิดขยับแปรปรวนมากเมื่อใด ธาตุอื่นๆ ก็จะตั้งอยู่ไม่ได้และจะมาประชุมกันให้โทษเรียกว่า “ มหาสันนิบาต ” เมื่อธาตุทั้ง 4เสียสมดุลพร้อมกันอย่างรุนแรง ก็หมายความว่าชีวิตจะดำเนินอยู่ได้ไม่นาน ดังนั้น ในทฤษฎีการแพทย์แผนไทย การคุมธาตุดินจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นการคุมฐานที่มั่นของร่างกายนั่นเอง หากคุมธาตุดินได้ก็เท่ากับคุมธาตุอื่นได้ทั้งหมดด้วย
              แม้ธาตุดินจะหนักแน่นมั่นคงเพียงใด แต่ก็มีจุดอ่อน คือ อาหารที่นำสู่ร่างกายนั่นเอง อาหารเป็นปัจจัยสำคัญในการหล่อเลี้ยงชีวิต ในขณะเดียวกันก็อาจกลายเป็นปัจจัยบั่นทอนความมั่นคงของชีวิตด้วย ในบรรดาธาตุดินทั้ง 20 ประการ นั้น อาหารใหม่ (อุทริยัง) และ อาหารเก่า (อุจจาระ) ก็นับเป็นธาตุดินด้วยเช่นกัน ทั้งยังเป็นธาตุดินที่ชี้เป็นชี้ตายต่อชีวิตสำคัญเท่ากับหัวใจเลยทีเดียว ดังข้อความในพระคัมภีร์สมุฏฐานวินิจฉัยที่ว่า
      “ สมุฏฐานปถวีธาตุพิกัด เป็นที่ตั้งแห่งวีสติปถวี (ธาตุดิน 20 ประการ) ซึ่งวิปริต (ผิดปกติ) เป็นชาติ (เกิดขึ้น) จลนะ (แปรปรวน) ภินนะ (แตกสลาย) ก็อาศัย หทัยวัตถุ (หัวใจ) อุทริยะ (อาหารใหม่ ในกระเพาะอาหาร) และ กรีสะ (อุจจาระในลำไส้ใหญ่) ” 
              แปลความจากคัมภีร์ให้เข้าใจง่ายๆ ได้ว่า ในบรรดาธาตุดินทั้ง 20 ประการในร่างกายนั้นที่ก่อให้เกิดความแปรปรวนจนนำไปสู่การเสียสมดุลของธาตุได้ก็คือ หัวใจ อาหารใหม่  และอุจจาระ(อาหารเก่า)นั่นเอง ดังนั้นอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอเหม็นเปรี้ยว อาการจุกเสียดแน่นท้อง ท้องเสีย หรือกินอาหารไม่รู้รส จึงมิใช่อาการธรรมดาที่จะมองข้าม แต่เป็นการส่งสัญญาณของการเริ่มเสียสมดุลของธาตุดิน อันเนื่องจากอาหารไม่ย่อย หรืออาหารผิดสำแดง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ให้แปรปรวนและเสียสมดุลไปด้วย นับแต่โบราณกาลมา หมอไทยรู้จักใช้ตำรับยาขนานหนึ่งเพื่อใช้คุมธาตุดินมิให้กำเริบนั่นคือ ยาคุมธาตุหรือที่เรียกสั้นๆว่า"ยาธาตุ"  
            ตำรับยาธาตุแผนไทยนั้นมีหลายขนานด้วยกันในที่นี้ขอนำเสนอตำรับยาธาตุที่ได้ผ่านการท้าพิสูจน์มาแล้วจากกระบวนการวิจัยทางคลีนิกของการแพทย์แผนใหม่ นั่นคือ “ ยาธาตุอบเชย ” ซึ่งมีสูตรตำรับดังนี้
            เปลือกอบเชย เปลือกสมุลแว้ง ชะเอมเทศ ดอกกานพลู ลูกกระวานอย่างละ 50 กรัม การบูร 1/2 ช้อนชา เมนทอล 1 ช้อนชา น้ำ 7,000 ซีซี
วิธีเตรียม นำสมุนไพรทั้ง 5 อย่าง ต้มน้ำประมาณ 2-3 ชั่วโมง กรองเอากากออก ตั้งทิ้งไว้พออุ่น จึงเติมการบูรและเมนทอลที่นำมาผสมกันแล้วคนให้เข้ากัน บรรจุใสภาชนะ

วิธีใช้ ผู้ใหญ่ ครั้งละ 2-3 ช้อนโต๊ะ เด็กลดลงตามส่วน รับประทานหลังอาหารทันที หรือทุก 2-3 ชั่วโมง หรือเมื่อมีอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อ
สรรพคุณของอบเชย
อบเชยทำให้ท้องเป็นปกติดี แก้อาการจุกเสียด แน่นท้อง ขับลม ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร แก้ท้องร่วง ขับปัสสาวะ ย่อยไขมัน  ลดนำ้ตาลในเลือด ทำให้สดชื่น แก้อ่อนเพลีย มีสารต้านแบคทีเรีย  
บำรุงดวงจิต  แก้อ่อนเพลีย  ชูกำลัง  ขับผายลม  บำรุงธาตุ  แก้บิด  แก้ลมอัณฑพฤกษ์   แก้ไข้สันนิบาต รับประทานแก้เบื่ออาหาร  แก้ไอ  แก้ไข้หวัด  ลำไส้อักเสบ  ท้องเสียในเด็ก  อาการหวัด  แก้อ่อนเพลีย  คลื่นไส้อาเจียน  แก้ปวดประจำเดือน บดผงโรยแผล และยังใช้กลิ่นไล่ยุงได้อีกด้วย
                ภาษิตโบราณว่าไว้ " สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ สิบมือคลำไม่เท่าลงมือทำเอง" แล้วอย่าลืมท่องคาถาในขณะปรุงยาด้วยนะคะ

มาตรฐานหมอแผนไทย

มาตรฐานด้านเวชกรรม
ผู้ที่จะเป็นหมอรักษาโรคด้วยทฤษฎีการแพทย์แผนไทยนั้นต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญ เบื้องต้นคือ
1.1 ต้องมีความรู้ ความเข้าใจทฤษฎีการแพทย์แผนไทย และความสามารถนะทฤษฎีการแพทย์แผนไทยมาใช้ในการวินิจฉัยและรักษาโรคได้
1.2 ต้องมีความรู้ในคัมภีร์เวชศึกษาว่าด้วยกิจของแพทย์ 4 ประการ
1) รู้ที่ตั้งที่แรกเกิดของโรค
2) รู้ชื่อโรค
3) รู้ยาต่างๆ สำหรับรักษาโรค
4) รู้ว่ายาชนิดใดใช้รักษาโรคอะไร
1.3 ต้องมีความรู้เรื่องคัมภีร์สมุฎฐานวินิจฉัยแตกฉานและแม่นยำ เพื่อนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้ในการวินิจฉัยและรักษาโรคที่มีลักษณะอาการ ระบุชัดเจน ที่บ่งบอกถึงการเสียสมดุลของร่างกายและสามารถจดจำเข้าใจในโรคที่มีสาเหตุการเกิดโรคและวิธีการรักษาที่แน่นอนเช่น เริม ไข้หวัด โรคกระเพาะ เป็นต้น
1.4 ต้องมีความรู้ในคัมภีร์ต่างๆ ที่กล่าวถึงธาตุทั้ง 4 คือ ดิน (ปถวีธาตุ) , น้ำ (อาโปธาตุ), ลม (วาโยธาตุ) , ไฟ (เตโชธาตุ) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของร่างกาย เมื่ออยู่ในลักษณะสมดุลก็จะไม่เกิดโรค แต่ถ้าเมื่อใดที่ร่างการเสียสมดุลเกิด

กำเริบ (การเพิ่มขึ้นของคุณลักษณะแห่งธาตุนั้นๆ ในร่างกาย)
หย่อน (การลดลงของคุณลักษณะแห่งธาตุนั้นๆ)
พิการ (การเปลี่ยนแปลงผิดปกติไปจากธรรมดาของธาตุนั้นๆ)
จะก่อให้เกิดปัญหาสำคัญแสดงลักษณะ ออกทางอาการและความรู้สึกของคนไข้ที่ สำคัญดังนี้ เป็นอย่างน้อย เช่น
- หอบหืด , หายใจไม่อิ่ม , ใจสั่น , เหนื่อยง่าย , อ่อนเพลีย , นอนไม่หลับ , ง่วงผิดปกติ , กระวนกระวาย , อารมณ์แปรปรวน , ซึมเศร้า , หวาดกลัว , คลุ้มคลั่ง , วิตกกังวล , ตึงเครียด , ความจำเสื่อม , หลงลืมง่าย , หน้ามืดวิงเวียน , เป็นลม, คลื่นไส้ , อาเจียน , เบื่ออาหาร , เรอ , สะอึก , แน่นท้อง , ท้องผูก , ท้องอืด , ท้องเดิน , อุจจาระเป็นเลือด
ตามัว , ตาฟางกลางคืน , ตาเจ็บ , ตาแดง , ตาอักเสบ , ปวดตา , เคืองตา , เกล็ดกระดี่ขึ้นตา , หูตึง , ปวดหู หูอื้อ , คันจมูก , น้ำมูกไหล , เจ็บคอ , เสียงแหบ , เลือดกำเดาออก, ปวดฟัน , ปวดหัว , ปวดตามข้อ , ปวดกระดูก , เป็นเหน็บชา , ปวดหลัง , ปวดเมื่อยตามร่างกาย , กล้ามเนื้ออ่อนแรง , อัมพาตสั่น , ชักกระตุก ,ไข้ , ซีด , บวม , อ้วน , ผอม , น้ำหนักลด , ตัวเหลือง , ตาเหลือง , ปัสสาวะเหลือง , ปัสสาวะแสบขัด, ผิวหนังเป็นแผล , เป็นหนอง , ฝื่น , พุพอง , คัน , ชา , แสบร้อนตามผิวหนัง , ผมร่วง , อื่นๆได้แก่ ตกขาว , ประจำเดือนผิดปกติ , ปวดประจำเดือน , การเจริญเติบโตและการพัฒนาของร่างกาย , สมอง , จิตไม่เป็นไปตามวัย
เมื่อทราบอาการดังกล่าวแล้ว สามารถแยกแยะได้ว่าเกิดจากการเสียสมดุลแบบใด ธาตุทั้ง 4 เป็นอย่างไร และสรุปได้ว่าสามารถรักษาได้หรือไม่ และอะไรควรส่งต่อแพทย์แผนปัจจุบัน
1.5 ขั้นตอนในการให้บริการการรักษาด้วยทฤษฎีการแพทย์แผนไทย
ในการให้บริการการรักษาด้วยทฤษฎีการแพทย์แผนไทยมีความจำเป็นต้องดำเนินการ ซักประวัติและการตรวจร่างกายให้ครอบคลุมดังมีรายละเอียดต่อไปนี้
1) การซักประวัติ
 ซักประวัติและตรวจร่างกายทั่งไป (ดูแบบการซักประวัติทั่วไปในภาคผนวก)

 ซักประวัติตามพระคัมภีร์สมุฎฐานวินิจฉัย สำหรับคนไข้ใหม่เพื่อรวบรวมข้อมูลพื้นฐานในการวิเคราะห์สาเหตุของโรค

 ซักประวัติสมุฎฐานธาตุเจ้าเรือน (ดิน,น้ำ,ลม,ไฟ) สมุฎฐานโรคและการดำเนินของโรค (ตามตารางดูจากภาคผนวก)

2) การสรุปและการวิเคราะห์ผลการวินิจฉัยโรคดังนี้
ในบางโรคและบางอาการได้มีการวินิจฉัยและตั้งชื่อโรคแล้ว โดยดูจากลักษณะที่ชัดเจน สามารถรักษาได้โดยวิเคราะห์จากลักษณะอาการความเจ็บป่วย , ชื่อโรคและวิธีการรักษาที่ชัดเจน
แพทย์แผนไทย ต้องมีความรู้ในเรื่องสมุฎฐาน หรือสาเหตุการเกิดโรคแบบองค์รวมโดยซักประวัติและศึกษาผู้ป่วยอย่างละเอียด และต้องสามารถสรุปได้ว่ามีธาตุอะไรหย่อน กำเริบ พิการ โดยสามารถแบ่งโรคได้เป็นสองกลุ่ม คือ
2.1) กลุ่มโรคที่วิเคราะห์จากลักษณะการเสียสมดุลของร่างกาย หย่อน กำเริบ พิการ ในกลุ่มอาการที่ไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจนได้ เช่น หายใจไม่อิ่ม ,เหนื่อยง่าย , อารมณ์แปรปรวน, เครียด และมีอาการต่างๆ ที่ไม่ชัดแจ้งอื่นๆ แล้ว แนะนำให้บำรุงสุขภาพด้วยอาหารสมุนไพร การออกกำลังกาย การนั่งสมาธิ และหากมีการเสียสมดุลหลายๆธาตุ ก็สามารถปรุงยามหาพิกัดรักษาผู้ป่วยได้ นอกจากนี้ยังต้องมีความชำนาญในการใช้ยาเบญจกูล , ตรีผลา , ตรีกฎุก , ตรีสาร ได้เป็นอย่างน้อย
2.2) สามารถจำลักษณะอาการของโรคต่างๆ ซึ่งมีการตั้งชื่อโรค และวิธีการรักษาเฉพาะโรคไว้เรียบร้อยแล้ว เช่น
- ลมปะกัง , ลมปลายปัตฆาต , ลำบอง , จับโปง ,นิ้วไกปืน , ไหล่ติด
- ไข้หวัด , คออักเสบ , โรคกระเพาะ , ท้องเดิน , ท้องผูก , ริดสีดวงทวาร , กลาก , เกลื้อน , ผิวหนังอักเสบ , ไฟไหม้น้ำร้อนลวก , ลมพิษ , พยาธิบางชนิด
- อาการต่างๆ เช่น อาการปวดศีรษะ , ปวดหลัง , อาเจียน , ไอ , ปวดเข่า , ปวดท้อง
2.3) การให้การรักษาคนไข้
เมื่อวิเคราะห์แล้วพบว่าเป็นลักษณะเจ็บป่วยที่ชัดเจนมีสาเหตุของโรคและวิธีการรักษาที่แน่นอนแล้วให้ใช้วิธีการรักษาดังต่อไปนี้
(1) เลือกใช้ยารักษาตามอาการของคนไข้ ตามรสและสรรพคุณ เช่น ยารสขม ใช้รักษาอาการไข้ , ยารสเผ็ดร้อน ใช้รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม เป็นต้น
(2) แนะนำการปรับพฤติกรรมในการดำรงชีวิต และอาหารตามธาตุ
2.4) เมื่อวิเคราะห์แล้วพบว่าเป็นลักษณะอาการที่ไม่ระบุชัดเจน มีอาการมากกว่า 1 อาการ ไม่ทราบสาเหตุและวิธีการรักษาที่แน่นอน ให้ใช้วิธีการรักษาดังต่อไปนี้
(1)ใช้ยาปรับธาตุ (เบญจกูล) ก่อน ถ้าอาการที่ปรากฏดีขึ้นบ้างแต่ยังไม่ชัดเจนให้เพิ่มยาปรับธาตุตามฤดูกาลด้วย เช่น ตรีผลา (ฤดูร้อน), ตรีกฎุก (ฤดูฝน) , ตรีสาร (ฤดูหนาว) ซึ่งมีรายละเอียดการใช้ยาปรับธาตุตามการคูณธาตุในภาคผนวก
(2) แนะนำอาหารตามธาตุ ดังต่อไปนี้
- ธาตุดิน ควรรับประทานผักและผลไม้ที่มีรสฝาด รสหวาน รสมัน รสเค็ม เช่น ฝรั่งดิบ , หัวปลี , กล้วย , มะละกอ , เผือก , มัน , ถั่วพู , กะหล่ำปลี เป็นต้น
- ธาตุน้ำ ควรรับประทานผักและผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะเขือเทศ , ส้มโอ , สับปะรด , มะนาว , ส้มเขียวหวาน , ยอดมะขามอ่อน
- ธาตุลม ควรรับประทานผักและผลไม้ที่มีรสเผ็ดร้อน เช่น กะเพรา , โหระพา , ตะไคร้ , ข่า , กระเทียม , ขึ้นฉ่าย , ขิง , ยี่หร่า ฯลฯ
- ธาตุไฟ ควรรับประทานผักและผลไม้ที่มีรสขม , รสเย็น , รสจืด เช่น สะเดา , แตงโม , หัวผักกาด , ฟักเขียว , แตงกวา , คะน้า , บวบ, มะเขือ ฯลฯ
3) ข้อควรคำนึงในการรักษาผู้ป่วย
ผู้ป่วยที่มีโรคร้ายแรงที่ไม่สามารถรักษาได้ แพทย์แผนไทยต้องสามารถแยกแยะได้ว่าโรคอะไรควรส่งต่อแพทย์แผนปัจจุบัน เช่น ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ความดันโลหิตสูงมาก หัวใจเต้นผิดปกติ หอบเหนื่อย ไอมีเสมหะเป็นเลือด เป็นหนองและไข้สูง การติดเชื้อ เช่น ฝีขนาดใหญ่ ฝีภายใน ปวดท้องรุนแรง อาเจียนเป็นเลือด ปวดท้องข้างขวา (ไส้ติ่งอักเสบ) มดลูกอักเสบ นิ้วขนาดโต ปวดหลังมาก กระดูกงอ กระดูกเสื่อม กระดูกหักผ่านข้อ กระดูกหักแผลเปิด การช็อกจากการขาดน้ำรุนแรง การตกเลือด เลือดออกทางช่องคลอด หรือมีหนองออกมาจากช่องคลอด ส่วนโรคมะเร็ง โรคเอดส์ เบาหวาน และโรคเรื้อรังอื่นๆ ควรให้โอกาสผู้ป่วยได้เลือกและควรได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์แผนปัจจุบัน เพื่อความชัดเจนส่วนการเลือกการแพทย์แผนไทย นั้นควรเป็นลักษณะความร่วมมือกับแพทย์แผนปัจจุบัน เพราะบางโรคแพทย์แผนปัจจุบันสามารถรักษาให้หายขาดได้ แผนโบราณอาจส่งเสริมทำให้การักษามีผลดียิ่งขึ้น ไม่สมควรทำในลักษณะชวนเชื่อให้ผู้ป่วยมาเลือกการแพทย์แผนโบราณเพียงอย่าง เดียว อย่างไรก็ตามหากทางโรงพยาบาลชุมชนสนใจที่จะวิจัยการรักษาโรคเรื้อรัง เหล่านี้ด้วยการแพทย์แผนไทย สามารถใช้แบบฟอร์มการเก็บข้อมูลผู้ป่วยได้โดยประยุกต์จากแบบฟอร์มในภาคผนวก
4) การประเมินผลการรักษา
4.1) ประเมินจากการตรวจร่างกายทางเวชกรรม โดยการนัดคนไข้
4.2) บันทึกประวัติการเจ็บป่วยและการรักษาไว้ใน OPD CARD ทุกครั้งเพื่อใช้ในการประเมินผลการรักษา

สรุปคัมภีร์วรโยคสาร


พระคัมภีร์วรโยคสาร นอกจากจะมีเนื้อหาปรากฏการณ์รักษาโรคภัยไข้เจ็บตามแนวติกิจฉาแล้ว เนื้อเรื่องยังประกอบด้วยแพทย์ที่มีลักษณะที่ดี เรื่องนิมิต โรค การรักษาโรค การเก็บสมุนไพร และท้ายสุดเป็นเรื่องที่ว่าด้วยอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ

       ในด้านหมอยาไทย ซึ่งอิงความเชื่อในพุทธศาสนาได้กล่าวถึงชีวิตไว้ว่า ธาตุทั้ง 4 มาอยู่รวมกันอย่างถูกส่วน ทำให้เกิดมนุษย์ สัตว์ และพืชขึ้น แม้ธาตุทั้ง 4 จะเที่ยงแท้และดำรงอยู่ชั่วนิรันดร แต่การประชุมกันของธาตุทั้ง 4 ทำให้เกิดการเจ็บป่วย การแยกตัวจากกันของธาตุทั้ง 4 ทำให้ชีวิตถึงแก่ความตาย
     
       สาเหตุของการเจ็บป่วยในทฤษฎีการแพทย์แผนไทยนั้นมี 6 ประการ คือ มูลเหตุเกิดจากธาตุทั้ง 4 จากอิทธิพลของฤดูกาล เกิดจากธาตุที่เปลี่ยนไปตามวัย จากดินที่อยู่อาศัยและจากอิทธิพลของกาลเวลาและสุริยจักรวาล ประการสุดท้ายเกิดจากพฤติกรรมส่วนตัว

เบญจขันธ์หรือ ขันธ์ 5     องค์ประกอบแห่งชีวิต 5 หมวด กองแห่งรูปธรรมและนามธรรมห้าหมวดที่ประชุมกันเข้าเป็นชีวิต ได้แก่ รูปขันธ์ ซึ่งเป็นส่วนกาย 1 หมวด และนามขันธ์ ซึ่งเป็นส่วนใจอีก 4 หมวด ได้แก่
    1. รูป เป็นส่วนประกอบฝ่ายรูปธรรมทั้งหมด  คือ ร่างกายและพฤติกรรมทั้งหมดของร่างกายในพระอภิธรรมแบ่งรูปออกเป็น  28 อย่าง ได้แก่   มหาภูตรูป 4  และอุปาทายรูป * 24
    2. เวทนา  คือ ความรู้สึกสุข  ทุกข์หรือเฉยๆ ซึ่งเกิดขึ้นจาก การกระทบสัมผัสบางประสาททั้ง 5 และทางใจ
    3. สัญญา คือ ความกำหนดได้  จำได้
   4. สังขาร คือ เครื่องปรุงแต่งจิต มีเจตนาเป็นตัวนำ ซึ่งแต่งจิตให้ดีหรือชั่วหรือกลาง ๆ ปรุงแปรความนึกคิด การพูด  การกระทำให้เกิดกรรมทางกาย  วาจา และใจ เช่น ศรัทธา สติ หิริ โอตตัปปะ เมตตา กรุณา  มุทิตา  อุเบกขา โมหะ โลภะ โทสะ  มานะ ทิฐิ เป็นต้น
    5. วิญญาณ  คือ การรับรู้ทางประสาททั้ง 5 และทางใจ ได้แก่ การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น  การรับรส  การรู้สัมผัสทางกาย  และการรู้อารมณ์ทางใจ
มหาภูตรูป 4   หมายถึงรูปที่เป็นใหญ่และปรากฏชัดเจน เป็นที่อาศัยแก่รูปอื่นๆ ทั้งหลายประกอบด้วยดิน น้ำ ลม ไฟ

                1. ปถวี หรือ  ธาตุดิน
                                ปถวีธาตุ เป็นธรรมชาติที่แข็ง กระด้าง มีลักษณะแข็ง หรืออ่อน เป็นที่ตั้งของธาตุที่เหลืออีก 3 ธาตุ   ปถวีธาตุ  ภายในร่างกายมี 20 อย่าง ได้แก่                                                               
1. เกสา  (ผม)
6. มังสัง   (เนื้อ)
11. หทยัง(หัวใจ)
16. อันตัง  (ไส้ใหญ่)
2. โลมา (ขน)
7. นหารู  (เอ็น)
12.   ยกนัง   (ตับ)
17. อันตคุณัง  (ไส้น้อย)
3. นขา     (เล็บ)
8. อัฏฐี     (กระดูก)
13. กิโลมกัง(พังผืด)
18. อุทริยัง(อาหารใหม่)
4. ทันตา (ฟัน)        
9.อัฏฐิมิญชัง(เยื่อในกระดูก)
14. ปิหกัง  (ม้าม)
19. กรีสัง(อาหารเก่า)
5. ตโจ     (หนัง)    
10. วักกัง(ไต)
15. ปัปผาสัง (ปอด)
20. มัตถลุงคัง(มันสมอง)
                                                                             
                2. อาโป  หรือธาตุน้ำ
                    อาโปธาตุ  เป็นธรรมชาติที่เอิบอาบ เหนียว  มีลักษณะหลั่งไหลหรือเกาะกุม
                    อาโปธาตุ  ภายในร่างกายมี 12 อย่างได้แก่

1.  ปิตตัง (น้ำดี)
4. โลหิตัง (เลือด)
7. อัสสุ  (น้ำตา)
10. สังฆานิกา (น้ำมูก)
2. เสมหัง(เสลด)
5. เสโท   (เหงื่อ)
8. วสา      (มันเหลว)
11. ลสิกา(ไขข้อ)
3. ปุพโพ (น้ำหนอง)
6. เมโท   (มันข้น)
9. เขโฬ  (น้ำลาย)
12. มูตตัง (น้ำปัสสาวะ)

                    เตโชธาตุ เป็นธรรมชาติที่ร้อน  อบอุ่น  มีลักษณะร้อนหรือเย็น ทำให้เกิดการสุกงอม อ่อนนิ่ม           เตโชธาตุ  ภายในร่างกายมี  4 อย่าง  ได้แก่
               
                3. เตโช หรือธาตุไฟ
                                1. สันตัปปัคคี      (ไฟสำหรับอุ่นกาย)                                                          
                   2. ปริทัยมัคคี       (ไฟสำหรับร้อนระส่ำระสาย)
                   3. ชิรณัคคี          (ไฟสำหรับเผาให้แก่คร่ำคร่า)
                   4. ปริณามัคคี       (ไฟสำหรับย่อยอาหาร)

                4. วาโย หรือ ธาตุลม
                     วาโยธาตุ  เป็นธรรมชาติที่พัดไปมา มีลักษณะเคร่งตึง  หรือเคลื่อนไหว
                     วาโยธาตุ  ภายในร่างกายมี  6 อย่าง  ได้แก่
1.       อุทธังคมาวาตา (ลมพัดขึ้นเบื้องบน) ทำให้หาว  เรอ ไอ จาม อาเจียน สะอึก เป็นต้น
2.       อโธคมาวาตา (ลมพัดลงเบื้องต่ำ)  ทำให้ผายลม  เบ่ง  ถ่ายอุจจาระ  ปัสสาวะ เป็นต้น
3.       กุจฉิสยาวาตา (ลมในท้องนอกไส้) ทำให้ปวดท้อง  เสียดท้อง เป็นต้น
4.       โกฏฐาสยาวาตา (ลมในไส้)  ทำให้ท้องลั่น  ท้องร่วง เป็นต้น
5.       อังคมังคานุสารีวาตา  (ลมพัดไปตามอวัยวะน้อยใหญ่ โดยพัดไปตามช่องของเส้นเอ็น) ทำให้งอมือและเหยียดมือ เป็นต้น
6.       อัสสาสะปัสสาสวาตา (ลมหายใจเข้า และออก)

ตรีโทษะ  การที่ธาตุทั้ง 4 ภายในร่างกาย  ซึ่งได้แก่ ธาตุดิน 20 ธาตุน้ำ 12  ธาตุลม 6  ธาตุไฟ  4 ดังที่กล่าวมา จะทำงานเป็นปกติได้   ก็ด้วยการควบคุมของตรีโทษะซึ่ง ได้แก่
                1. วาตะ ควบคุมเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย อวัยวะต่าง ๆ การหายใจ การไหลเวียนของเลือด ควบคุมลมปราณ  จิตใจ และเบญจอินทรีย์
                2. ปิตตะ  ควบคุมเกี่ยวกับ  การย่อยอาหาร  การเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ความร้อนของร่างกาย รวมทั้งสติปัญญา
                3. เสมหะ(กผะ)   ควบคุมเกี่ยวกับการหล่อลื่น  ยึดเหนี่ยวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
หากตรีโทษะทำงานไม่สมดุล การควบคุมร่างกายในส่วนต่าง ๆ ผิดปกติ ทำให้เกิดความเจ็บป่วยต่าง ๆ ตามมาได้        
เจ้าเรือน มนุษย์ทุกคนต้องมีตรีโทษะ ทำงานร่วมกันจึงจะทำให้มีชีวิตอยู่ได้  ตรีโทษะในแต่ละคนมีสัดส่วนที่ไม่เหมือนกัน การที่แต่ละคนมีธรรมชาติพื้นฐานแตกต่างกัน ท่านอธิบายว่าเป็นเรื่องของ เจ้าเรือนหรือที่ภาษาสันสกฤตเรียกว่า ปรกฤติ(prakiti)
                การรู้ถึงเจ้าเรือนหรือปรกฤติ(ปะ-กิต-ติ)ของแต่ละคนนั้นมีความสำคัญต่อการตรวจวินิจฉัย การรักษา การปรับอาหาร  พฤติกรรม และการปรับตำรับยาให้เหมาะสมกับคนแต่ละคน
                ในห้องซึ่งมีอากาศสม่ำเสมอกันทั้งห้อง คนบางคนอาจอาจรู้สึกว่าสบาย บางคนอาจรู้สึกร้อน บางคนอาจรู้สึกว่าหนาว ความแตกต่างนี้ไม่ใช่เป็นเพราะการนุ่งห่มเสื้อผ้าที่แตกต่างกันเท่านั้น แต่ขึ้นกับเจ้าเรือนของแต่ละคนด้วย   บางคนกินของเผ็ดร้อนแล้วจะรู้สึกสบาย บางคนกินแล้วท้องไส้ปั่นป่วน  ปวดท้อง  หรือท้องเสียได้ง่าย ๆ ในขณะที่บางคนกินกล้วยหอมแล้วอึดอัด  ท้องขึ้นท้องเฟ้อ นี่เป็นผลจากการที่แต่ละคนมีเจ้าเรือนแตกต่างกัน  คำว่า “ลางเนื้อชอบลางยา” ซึ่งคนโบราณมักพูดอยู่เสมอๆ นั้น มิได้หมายความว่า ให้หมอลองยากับผู้ป่วยไปเรื่อย ๆ จนกว่า จะพบยาที่ถูกกับโรคของผู้ป่วย แต่ ลางเนื้อชอบลางยา เตือนให้หมอตระหนักอยู่เสมอว่า ยาตำรับเดียวกันใช่ว่าจะรักษาโรคเดียวกัน ได้กับผู้ป่วยทุก ๆ ราย เพราะนอกจากอาการของโรคอาจจะแตกต่างกันแล้ว ผู้ป่วยแต่ละรายยังมีเจ้าเรือนแตกต่างกันด้วย
          ในคัมภีร์วรโยคสาร  กล่าวถึง ปรกฤติลักษณะว่า คือ ความเป็นปรกติของคนเรา ซึ่งมี 5 ประการคือ
1.       วาตะปรกติบุรุษ     คือ    ผู้ที่มีวาตะเป็นเจ้าเรือน
2.       ปิตตะปรกติบุรุษ    คือ    ผู้ที่มีปิตตะเป็นเจ้าเรือน
3.       เสมหะปรกติบุรุษ   คือ    ผู้ที่มีเสมหะเป็นเจ้าเรือน
4.       ทุวันทะปรกติบุรุษ  คือ ผู้ที่มีธาตุ 2 ธาตุ เป็นเจ้าเรือน     แบ่งเป็น
4.1     ผู้ที่มี  วาตะ-ปิตตะ       เป็นเจ้าเรือน
4.2     ผู้ที่มี  วาตะ-เสมหะ     เป็นเจ้าเรือน
4.3     ผู้ที่มี  ปิตตะ-วาตะ       เป็นเจ้าเรือน
4.4     ผู้ที่มี  ปิตตะ-เสมหะ   เป็นเจ้าเรือน
4.5     ผู้ที่มีเสมหะ-วาตะ       เป็นเจ้าเรือน
4.6     ผู้ที่มีเสมหะ-ปิตตะ     เป็นเจ้าเรือน
5.       สันนิปาตะปรกติบุรุษ  คือ ผู้ที่มีทั้ง วาตะ-ปิตตะ – เสมหะ  เป็นเจ้าเรือน
                มนุษย์ส่วนใหญ่มีเจ้าเรือนแบบ ทุวันทะปรกติบุรุษ คือ มีธาตุ 2 ธาตุ อยู่ในสัดส่วนที่สูง   ในขณะที่อีกธาตุมีน้อยกว่า

                การวินิจฉัยแต่ละคนมีธาตุใดเป็นเจ้าเรือนนั้น ท่านให้พิจารณา ลักษณะของร่างกาย พฤติกรรมรวมทั้งอารมณ์  และจิตใจ      ดังนี้  
สิ่งที่ต้องพิจารณา
เจ้าเรือน

วาตะ
ปิตตะ
เสมหะ

1. ลักษณะของร่างกาย
1.1      รูปร่าง
1.2      น้ำหนักตัว
1.3      ผัวหนัง

1.4      ขน,ผม

1.5      ตา


1.6      ริมฝีปาก
1.7      ฟัน
1.8      ข้อต่อ

ผอมบาง
น้อย
แห้ง,หยาบ
เย็น,สีน้ำตาล
ดำ,แห้ง

เล็ก,แห้ง
สีน้ำตาล,ดำ
กลอกไปมา
บาง เล็ก แห้ง ดำ
ยื่น,ห่าง
เล็ก บาง  แห้ง

ปานกลาง
ปานกลาง
นุ่ม,เป็นมัน
อุ่น,เป็นมัน
นุ่ม,เป็นมัน
ผมแดง หงอกเร็ว
ขนาดปานกลาง
สายตาดี

ปานกลาง  แดง
ขนาดปานกลาง
ปานกลาง

ใหญ่
มาก
หนา, เป็นมัน
เย็น,ซีดขาว
หนา,เป็นมัน
หยัก,ดกดำ
ตาโต  สวย
ขนตาหนา  คิ้วดก

ใหญ่,หนา เป็นมัน
แข็งแรง  ขาว
ใหญ่  หนา  มั่นคง

2.   พฤติกรรม
   2.1 การพูด
  
   2.2 การเดิน
   2.3 การกิน
  
   2.4 การเคลื่อนไหว
   2.5 การนอน
  
   2.6 การฝัน
   
   2.7 การมีเพศสัมพันธ์
  
   2.8 การใช้จ่าย

พูดเร็ว  ช่างพูด
พูดสับสน
เดินเร็ว  เบา
หิวไม่แน่นอน
กินน้อย
เร็ว
หลับยาก นอนน้อย
นอนกรน
ฝันว่าเหาะ กระโดด
วิ่งหนี มีความกลัว
มีลูกน้อย

ใช้จ่ายเก่ง

พูดชัด เสียงดัง

ปานกลาง
หัวบ่อย  กินจุ

ปานกลาง
นอนน้อยแต่หลับสนิท
ฝันรุนแรง,มีความโกรธ ฝันเห็นแสงสี

ปานกลาง

ปานกลาง

พูดช้า เสียงราบเรียบ
เสียงไพเราะ
เดินช้า หนัก
กินช้า เป็นเวลา

ช้า
นอนมาก

ฝันเห็นน้ำมหาสมุทร
ว่ายน้ำ ฝันซึ้ง ๆ
ความต้องการทางเพศ
สูง ลูกดก
ประหยัด


3. อารมณ์และจิตใจ
   3.1 อารมณ์
  

   3.2 ความคิด  ความจำ
  
   3.3 ความเชื่อ

หวั่นไหวง่าย
อารมณ์เปลี่ยนเร็ว
ขี้กลัว วิตกกังวัล
อยากรู้ อยากเห็น
เรียนรู้เร็ว ลืมง่าย
เปลี่ยนแปลงง่าย

ขี้หงุดหงิด โกรธง่าย  หายเร็ว   ขี้อิจฉา

ฉลาดหลักแหลม

     แน่วแน่

ใจเย็น จิตใจมั่นคง
เป็นมิตรกับคนง่าย

เรียนรู้ช้า แต่จำได้นาน

มั่นคง  จงรักภักดี

             
  สมุฏฐาน   หมายถึง ที่ตั้งที่แรกเกิดของโรค ซึ่งหมายถึงสาเหตุที่เป็นรากฐานของความเจ็บป่วยภายในร่างกาย ในทางการแพทย์แผนดั้งเดิม สมุฏฐานจะถูกจำแนกออกตามตรีโทษะเป็น
                 1. วาตะสมุฏฐาน  หมายถึง เหตุที่เป็นรากฐานของความเจ็บป่วยเกิดจาก

วาตะ มักจะมีอาการดังต่อไปนี้

                ปวดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ได้แก่ สะโพก เอว กระดูก ปวดข้อ ปวดเลื่อนไปทั่วร่างกาย ปวดเกร็ง ตะคริว ปวดประจำเดือน หนาวสั่น หาวบ่อย ถอนหายใจบ่อย มีลมในท้อง ท้องขึ้น ท้องผูก ผิวแห้ง  ชัก  กระตุก  น้ำหนักลด  ซูบผอม นอนไม่หลับ ตึงเครียด  อ่อนล้า  วิตกกังวล ตื่นเต้นง่าย

                  2. เสมหะะสมุฏฐาน หมายถึง   เหตุที่รากฐานของความเจ็บป่วย เกิดจากเสมหะ   มักจะมีอาการ  ดังต่อไปนี้
                  น้ำมูกไหล  ไอมีเสมหะ  เสมหะคั่ง หอบหืด หลอดอักเสบ แน่นหน้าอก หนักเนื้อตัว บวม เชื่องซึม ขี้เกียจ  นอนมาก  เบื่ออาหาร รู้สึกอิ่มทั้งที่ท้องว่าง
                  3. ปิตตะสมุฏฐาน หมายถึง เหตุที่เป็นรากฐานของความเจ็บป่วยเกิดจากปิตตะ มักจะมีอาการดังนี้
                  ไข้ อักเสบ ขมในปาก ปวดหัว ปวดแสบหน้าอก ปวดท้องหลังอาหาร ปัสสาวะเหลือง อุจจาระเหลือง ผื่นคัน สิว ฝี แสบก้น ริดสีดวงทวาร ร้อนวูบวาบตามตัว


ความสัมพันธ์ระหว่างฤดูกาลกับสมุฏฐาน
ฤดู
วัน   เดือน
สมุฏฐาน
1.        ฤดูร้อน
2.        ฤดูฝน
3.        ฤดูหนาว
แรม 1 ค่ำ  เดือน  4  ถึงขึ้น  15 ค่ำ  เดือน 8
แรม  1 ค่ำ  เดือน  8 ถึงขึ้น 15 ค่ำ  เดือน  12
แรม 1 คำ  เดือน  12 ถึงขึ้น  15 ค่ำ  เดือน  4
ปิตตะสมุฏฐาน
วาตะสมุฏฐาน
เสมหะสมุฏฐาน

ความสัมพันธ์ระหว่างอายุกับสมุฏฐาน
  
วัย
อายุ
สมุฏฐาน
1.        ปฐมวัย
2.        มัชฌิมวัย
3.        ปัจฉิมวัย
แรกเกิด  - 16 ปี
16-32           ปี
32 ปี - สิ้นอายุขัย
เสมหะสมุฏฐาน
ปิตติสมุฏฐาน
วาตะสมุฏฐาน 

ความสัมพันธ์ระหว่างเวลากับสมุฏฐาน
  
ยาม
เวลา
สมุฏฐาน
1
2
3
06.00 – 10.00 น.   ,  18.00 -  22.00 น.
10.00 – 14.00 น.   ,   22.00 – 02.00 น.
14.00 – 18.00 น.   ,   02.00 – 06.00 น.
เสมหะสมุฏฐาน
ปิตตะสมุฏฐาน
วาตะสมุฏฐาน
  
ความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับสมุฏฐาน
  
อาหาร
สมุฏฐาน
1.   อาหารรส  หวาน เปรี้ยว เค็ม  -อาหารเย็น  หนัก  มัน อาหารที่มีเมือก
2.   อาหารรส  เผ็ด เปรี้ยว เค็ม      -อาหารทอด  มัน ร้อน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
3.   อาหารรส เผ็ด  ขม  ฝาด   -อาหารดิบ  แห้ง  เย็น
เสมหะสมุฏฐาน
 ปิตตะสมุฏฐาน
 วาตะสมุฏฐาน
  
 ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับสมุฏฐาน 


พฤติกรรม
สมุฏฐาน
1. อิริยาบถที่ไม่เหมาะสม
2. อยู่ในที่อากาศร้อนเกินไป  ถูกแดดจัด
    อยู่ในที่อากาศหนาว  ชื้น  แฉะ
    อยู่ในที่อากาศเย็น  แห้ง  ลม
3. อดนอน
    นอนกลางวัน
4. อดข้าว  อดน้ำ
5. กลั้นอุจจาระ  ปัสสาวะ
6. ทำงานหนักเกินกำลัง
7. เศร้าโศก  กลัว 
    โกรธ เครียด
    โลภ
8. พูดมาก
9. เสพกามมากเกินไป
วาตะสมุฏฐาน
ปิตตะสมุฏฐาน
เสมหะสมุฏฐาน
วาตะสมุฏฐาน
วาตะสมุฏฐาน
เสมหะสมุฏฐาน
วาตะสมุฏฐาน
วาตะสมุฏฐาน
วาตะสมุฏฐาน
วาตะสมุฏฐาน
ปิตตะสมุฏฐาน
เสมหะสมุฏฐาน
วาตะสมุฏฐาน
วาตะสมุฏฐาน

ในองคลักษณะนั้นมีเนื้อความว่า เมื่อหมอไปถึงคนไข้แล้ว ให้ไปยืนอยู่ตรงหน้าคนไข้ แล้วให้เศกด้วยมนต์นี้ “โอมนะมะอิงคินิตกรัณ ณมังฑะสิทธิเอสวาหะ”  ครั้นเศกแล้วให้พิจารณา ดูว่าคนไข้นั้นจะลูบคลำจับต้องอวัยวะอันใด
ถ้าลูบคลำที่ข้อเท้ากำหนด ๖ เดือนจะตาย
ถ้าลูบคลำแก้มกำหนด ๓ เดือนจะตาย
ถ้าลูบหน้าผากกำหนดเดือนครึ่งจะตาย
ถ้าลูบคิ้ว ๙ วันจะตาย
ถ้าลูบหู ๗ วันจะตาย
ถ้าลูบตา ๕ วันจะตาย
ถ้าลูบจมูก ๓ วันจะตาย
ถ้าลูบ(แลบ)ลิ้นจะตายในวันนั้น

ถ้าแพทย์เห็นอาการดังนี้แล้ว ให้กลับไปเสียเถิด
การปรับสมดุลตรีโทษะ
                ในคัมภีร์วรโยคสาร กล่าวถึง โทสะสมนะลักษณะ หรือ การระงับโทษะ
(โทษ)ทั้ง
 3 ประการ มีดังนี้
       1. วาตะสมนะ (การระงับลม) กินอาหารลดวาตะ   ได้แก่   อาหารรสหวาน  เปรี้ยว  เค็ม   น้ำมันงา แอลกอฮอล์  เป็นต้น ดื่มน้ำอุ่นในปริมาณมาก   อาบน้ำ   ทาและนวดตัวด้วยน้ำมันงา อาบแดด   สวนทวาร
       2.   ปิตตะสมนะ (การระงับปิตตะ) กินอาหารลดปิตตะ    ได้แก่  อาหารรสขม  หวาน  ฝาด  เย็น   เป็นต้น อยู่ในที่ร่ม มีลมพัดถ่ายเท อาบแสงจันทร์ อาบน้ำเย็น ทาน้ำอบ เครื่องหอม กินนม เนย ทาน้ำมันเนย ทำให้ถ่ายหรือเอาโลหิตออก  
     3.  เสมหะสมนะ (การระงับเสมหะ)  กินอาหารลดเสมหะ ได้แก่ อาหารรสเผ็ด ขม อาหารหยาบ(เนื้อสัตว์ย่อยยาก) หนัก ร้อน(ให้พลังงานความร้อนเช่นไขมัน) เป็นต้น   อดอาหาร ออกกำลังกายโดยเดินเท้าเปล่า เล่นน้ำ  อดนอน ประคบ
การระงับโทษทั้ง 3 เป็นการปรับสมดุลเนื่องจากธาตุนั้นกำเริบ(มากเกินไป)ในธาตุนั้นๆ
ในเรื่องธาตุเจ้าเรือนที่กล่าวมาทั้ง 2 ตอน เพื่อให้รู้จักลักษณะธาตุของตนเอง การเจ็บป่วย และดูแลตนเองค่ะ

****************************************************************

ตัวอย่างข้อสอบ
1. ว่าด้วยองคลักษณะ ในคัมภีร์วรโยคสาร  เมื่อหมอยืนอยู่ตรงหน้าคนไข้ แล้วคนไข้ลูบคลำจับต้องอวัยวะใด  จะตายในวันนั้น    
             ก. ตา                                                                           ข. จมูก
             ค. หู                                                                             ง.  ลิ้น
2. ว่าด้วยองคลักษณะ ในคัมภีร์วรโยคสาร  เมื่อหมอยืนอยู่ตรงหน้าคนไข้ แล้วคนไข้ลูบคลำจับต้องอวัยวะใด  กำหนด 3 เดือน จะตาย  
                ก.  ตา                                                                        ข. คิ้ว
                ค.  แก้ม                                                                    ง. ข้อเท้า
3. ข้อใดเป็นอโรคยะสุบินลักษณะดี
                ก. ฝันว่าได้นุ่งห่มผ้าแดง                                         ข. ฝันว่าขึ้นบนจอมปลวก
                ค. ฝันว่าได้ขี่ช้าง  ขี่ม้า                                            ง. ฝันเห็นคนขี่สุกร  ขี่กระบือ
4. ข้อใดคือ ปริจาริกสัมปัตติลักษณะ หรือ องค์แห่งผู้พยาบาล
                ก. มีสติ กำลัง ปัญญา                                               ข. มีความเพียร เอาใจใส่ดูแล
                ค. มีใจรัก  สนิทในคนไข้                                       ง. ถูกทุกข้อ
5.  ผู้ใดมีศีล  ตั้งมั่นในองคาพยพ  ผิวเนื้ออ่อน  น่ารัก  ผมละเอียด  มักฝันเห็นน้ำและผ้าขาว  จัดอยู่ในปกติลักษณะข้อใด
                ก. ปิตตะปกติบุรุษ                                                   ข. วาตะปกติบุรุษ
                ค. สันนิปาตะปกติบุรุษ                                           ง. เสมหะปกติบุรุษ
6.  ธาตุ 42 อย่าง  หัวหน้าจะพิการบ่อย ย่อธาตุ 42 อย่าง เป็นสมุฎฐานธาตุ 3 กองกองไหนผิด
 ก. วาตะสมุฎฐานอาพาธา   อาพาธด้วยลม            
ข. ปิตตะสมุฎฐานอาพาธา   อาพาธด้วยดี
ค. โลหิตังสมุฎฐานอาพาธา อาพาธด้วยโลหิต
ง. เสมหะสมุฎฐานอาพาธ  อาพาธด้วยเสลด
7.มักให้เป็นบ้า  ถ้ายังอ่อนอยู่ให้คุ้มดี คุ้มร้าย  มัดขี้งโกรธ บางทีให้ระส่ำระสาย  ให้หิวโหยหาแรงมิได้คือ
ก. ม้ามพิการ                                            ข. ดวงหทัยพิการ
ค. ตับพิการ                                              ง.ไตพิการ
8.  ในช่วงแรม 1 ค่ำเดือน 12 ถึงขึ้น 5 ค่ำเดือน 1 จัดอยู่ในฤดูสมุฏฐานใด ในฤดู 6 และมีพิกัดธาตุสมุฏฐานใดเป็นเจ้าเรือน
ก.   สะระทะสมุฏฐาน  หทัยวาตะเป็นเจ้าเรือน                    
ข.   สะระทะสมุฏฐาน  สัตถวาตะเป็นเจ้าเรือน
ค.   เหมันตะสมุฏฐาน  ศอเสมหะเป็นเจ้าเรือน                   
ง.   เหมันตะสมุฏฐาน  คูถเสมหะเป็นเจ้าเรือน