วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556

เภสัชกรรมไทย

เภสัชกรรมไทย

เภสัชกรรมไทยเป็นศาสตร์อีกแขนงหนึ่ง ในหลักวิชาการแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยทุกคนต้องมีความรู้ในด้านนี้ จึงสามารถประกอบวิชาชีพรักษาผู้ป่วยได้
ตามหลักวิชาการแพทย์แผนไทย ผู้เป็นแพทย์จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ในหลักความรู้ ๔ ประการ(กิจ ๔ ของหมอ) อันได้แก่ เภสัชวัตถุ สรรพคุณเภสัช คณาเภสัช และเภสัชกรรม

๑. เภสัชวัตถุ 
หมายถึง วัตถุนานาชนิดที่นำมาใช้เป็นยาบำบัดโรค ซึ่งอาจจำแนกตามแหล่งที่มาของวัตถุที่นำมาใช้เป็นยานั้น เป็น ๓ ประเภทใหญ่ๆ คือ 

พืชวัตถุ ได้แก่ พรรณพฤกษชาตินานาชนิด ทั้งประเภทต้น ประเภทเถาหรือเครือ ประเภทหัว-เหง้า ประเภทผัก ประเภทหญ้า ประเภทพืชพิเศษ (เห็ดและพืชชั้นต่ำอื่นๆ)
สัตววัตถุ ได้แก่ สัตว์นานาชนิดที่ทั้งตัว หรือเพียงบางส่วน นำมาใช้เป็นเครื่องยา ไม่ว่าจะเป็นสัตว์น้ำ สัตว์บก หรือสัตว์อากาศ (สัตว์ที่บินได้) และ
ธาตุวัตถุ ได้แก่ แร่ธาตุต่างๆ ที่นำมาใช้เป็นเครื่องยา ทั้งที่เกิดขึ้นเองในธรรมชาติ หรือที่ประสมขึ้น

ตำราการแพทย์แผนไทยระบุไว้ว่า สรรพวัตถุที่มีอยู่ในโลกนี้ ล้วนเกิดแต่ธาตุทั้ง ๔ และย่อมใช้เป็นยาบำบัดโรคได้ทั้งสิ้น แต่จะมีสรรพคุณมากน้อยกว่ากันอย่างไร ขึ้นอยู่กับชนิดของวัตถุนั้นๆ แพทย์ผู้ปรุงยาจึงต้องรู้จักตัวยาใน ๕ ประการ ได้แก่

ก. รู้จักรูปยา

คือ รู้ว่าเครื่องยาที่ใช้เป็นอะไร เป็นส่วนใดของพืช เช่น ใบ ดอก ผล เปลือก กระพี้ แก่น ราก หรือเป็นส่วนใดของตัวสัตว์ เช่น ขน หนัง เขา กระดูก กีบ นอ งา เขี้ยว ฟัน กราม ดี หรือเป็นของที่เกิดแต่ธรรมชาติ เช่น เกลือ เหล่านี้จึงจัดว่า รู้จักรูปยา

ข. รู้จักสียา
คือ รู้จักสีของเครื่องยา รู้ว่าเครื่องยาอย่างนี้มีสีขาว สีเหลือง สีเขียว หรือสีดำ เช่น รู้ว่าการบูรมีสีขาว รงทองมีสีเหลือง จุนสีมีสีเขียว ฝางเสนมีสีแสดแดงหรือสีแดงแสด ยาดำมีสีดำ เหล่านี้จึงจะจัดว่า รู้จักสียา

ค. รู้จักกลิ่นยา
คือ รู้จักกลิ่นของเครื่องยา รู้ว่าอย่างนี้มีกลิ่นหอม อย่างนี้มีกลิ่นเหม็น เช่น พิมเสน หญ้าฝรั่น อำพันทอง กฤษณา กระลำพัก ชะลูด อบเชย ขอนดอก มีกลิ่นหอม ยาดำ มหาหิงคุ์ มีกลิ่นเหม็นเหล่านี้จึงจัดว่า รู้จักกลิ่นยา

ง. รู้จักรสยา
คือ รู้จักรสของเครื่องยา รู้ว่ายาอย่างนี้มีรสจืด รสฝาด รสหวาน รสเบื่อเมา รสขม รสมัน รสเย็น รสเค็ม รสเปรี้ยว เช่น กำมะถันมีรสจืด เบญกานีมีรสฝาด ชะเอมมีรสหวาน เมล็ดสะบ้ามีรสเบื่อเมา บอระเพ็ดมีรสขม พริกไทยมีรสเผ็ดร้อน เมล็ดงามีรสมัน ดอกมะลิมีรสหอมเย็น เกลือมีรสเค็ม มะขามเปียกมีรสเปรี้ยว เหล่านี้จึงจัดว่า รู้จักรสยา



จ. รู้จักชื่อยา
คือ รู้จักชื่อของเครื่องยา รู้ว่าชื่อยาอย่างนั้นอย่างนี้คืออะไร มีชื่อเรียกแตกต่างกัน ในแต่ละท้องถิ่นอย่างไร จึงจัดว่า รู้จักชื่อยา
แพทย์ผู้ปรุงยาต้องรู้จักเภสัชวัตถุในรายละเอียดทั้ง ๕ ประการนี้  จึงจะสามารถนำเอาเครื่องยาที่ถูกต้อง ตามที่ระบุไว้ในตำรับยา มาปรุงเป็นยาแก้โรคที่ต้องการได้

๒. สรรพคุณเภสัช 

หมายถึง คุณสมบัติทางยาของเภสัชวัตถุที่กล่าวถึงข้างต้น ตามหลักวิชาเภสัชกรรมไทยระบุว่า ก่อนที่จะรู้สรรพคุณของยา จำเป็นต้องรู้รสของยาก่อน เนื่องจาก หลักวิชาการแพทย์แผนไทยกล่าวว่า รสของยาจะแสดงสรรพคุณยา ดังนั้น เมื่อรู้จักรสยาแล้ว ก็จะรู้จักสรรพคุณของยานั้นอย่างกว้างๆ ได้ ในเรื่องของรสยานี้ ตำราแบ่งออกเป็นรสประธาน ๓ รส คือ

ก. ยารสเย็น
ได้แก่ ยาที่ปรุงผสมด้วยเกสรดอกไม้ (ที่ไม่ร้อน) ใบไม้ รากไม้ (ที่ไม่ร้อน) สัตตเขา (เขาสัตว์ ๗ ชนิด ได้แก่ เขาวัว เขาควาย เขากระทิง เขากวาง เขาแกะ เขาแพะ และเขาเลียงผา) เนาวเขี้ยว (เขี้ยวสัตว์ ๙ ชนิด ได้แก่ เขี้ยวหมูป่า เขี้ยวหมี เขี้ยวเสือ เขี้ยวหมาป่า เขี้ยวปลาพะยูน เขี้ยวจระเข้ เขี้ยวเลียงผา นอแรด และงาช้าง) และของที่เผา หรือสุมให้เป็นถ่าน เมื่อปรุงเป็นยาเสร็จแล้ว จะได้ยารสเย็น ใช้แก้โรคที่เกิดจากธาตุไฟ

ข. ยารสร้อน 
ได้แก่ ยาที่ปรุงผสมด้วยเบญจกูล (ตัวยาที่มีรสร้อน ๕ อย่าง ได้แก่ ดีปลี รากช้าพลู เถาสะค้าน รากเจตมูลเพลิง และขิงแห้ง) ตรีกฏุก (ตัวยาที่มีรสร้อน ๓ อย่าง ได้แก่ ขิงแห้ง พริกไทย และดีปลี) หัสคุณ ขิง ข่า เมื่อปรุงเป็นยาเสร็จแล้ว จะได้ยาที่มีรสร้อน ใช้แก้โรคที่เกิดจากธาตุลม

ค. ยารสสุขุม
ได้แก่ ยาที่ปรุงผสมด้วยโกฐ เทียน กฤษณา กระลำพัก ชะลูด อบเชย ขอนดอก เมื่อปรุงเป็นยาแล้ว จะได้ยาที่มีรสสุขุม เช่น ยาหอม สำหรับแก้โรคทางโลหิต

รสประธานทั้ง ๓ รสนั้น แพทย์แผนไทยยังแบ่งย่อยออกได้เป็น ๙ รส คือ
(๑) รสฝาด สำหรับสมาน
(๒) รสหวาน สำหรับซึมซาบไปตามเนื้อ
(๓) รสเบื่อเมา สำหรับแก้พิษ
(๔) รสขม สำหรับแก้ทางโลหิต
(๕) รสเผ็ดร้อน สำหรับแก้ลม
(๖) รสมันสำหรับแก้เส้น 
(๗) รสหอมเย็น สำหรับบำรุงหัวใจ
(๘) รสเค็ม สำหรับซึมซาบไปตามผิวหนัง และ
(๙) รสเปรี้ยว สำหรับกัดเสมหะ แต่ในตำรา เวชศึกษา (ตำราหลวง) ของพระยาพิศนุประสาทเวช ได้เพิ่ม รสจืด อีก ๑ รส รวมเป็น ๑๐ รส

ตำราแพทย์แผนไทยสรุปว่า โรคที่เกิดจากปถวีธาตุพิการ ให้แก้ด้วยยารสฝาด รสหวาน รสมัน รสเค็ม โรคที่เกิดจากอาโปธาตุพิการ ให้แก้ด้วยยารสเปรี้ยว รสเบื่อเมา รสขม ส่วนโรคที่เกิดจากวาโยธาตุพิการ ให้แก้ด้วยยารสสุขุม รสเผ็ดร้อน โรคที่เกิดจากเตโชธาตุพิการ ให้แก้ด้วยยารสเย็น รสจืด และได้กำหนดตัวยาประจำธาตุต่างๆ ไว้ คือ ดีปลี ประจำปถวีธาตุ เถาสะค้าน ประจำวาโยธาตุ รากช้าพลู ประจำอาโปธาตุ รากเจตมูลเพลิง ประจำเตโชธาตุ และขิงแห้ง ประจำอากาศธาตุ

วันศุกร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2556

ขันธ์ ๕

ขันธ์ แปลว่า กอง หรือ องค์รวม (Aggregates) เป็นคำที่บัญญัติขึ้นเพื่อเรียกองค์รวมแห่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เป็นการตอบคำถามที่ว่า ความหมายและกำเนิดชีวิตคืออะไร ชีวิตคืออะไรปรัชญาอินเดียโบราณเชื่อว่า รูป เกิดจากการสร้างของพระเจ้า ส่วนนาม หรือจิต คือส่วนที่แยกอวตารลงมาจากจิตใหญ่ของพระเจ้า หรือ ปรมาตมัน
พระพุทธเจ้าทรงแสดงอนัตตลักขณสูตร (ขันธ์ ๕ เป็นอนัตตา) ซึ่งมีลักษณะแย้งทัศนะของเทวนิยม สาเหตุที่ขันธ์เป็นอนัตตา ก็เพราะเกิดจากเหตุปัจจัยที่เป็นอนัตตา แนวคิดเรื่องขันธ์ ๕ ถือเป็นบทตั้งแห่งพุทธธรรม มีการพูดถึง ขันธ์ ถึง ๒๒,๖๙๕ ครั้งในพระไตรปิฎก ซึ่งแสดงถึงความสำคัญแห่งหัวข้อธรรมนี้
เบญจขันธ์หรือขันธ์ ๕ เป็นสิ่งที่มีจริงโดยสภาวะของตน จัดเป็นปรมัตถสัจจะเช่นเดียวกับนิพพานความแตกต่างกันก็คือเบญจขันธ์เป็นสังขตธรรม แต่นิพพานเป็นอสังขตธรรม เบญจขันธ์เป็นฝ่ายสังสารวัฏ ส่วนนิพพานเป็นฝ่ายวิวัฏ อาจกล่าวได้ว่า ในพุทธปรัชญาเถรวาท ทั้งนิพพานและสังสารวัฏต่างก็เป็นสิ่งที่มีอยู่คู่ขนานกัน
ขันธ์ประกอบด้วยองค์ประกอบทั้ง ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ จะเห็นได้ว่าเมื่อแบ่งส่วนประกอบของชีวิตออกเป็นขันธ์ต่างๆนี้ ก็ไม่มีส่วนที่เรียกว่า วิญญาณอมตะ หรือ อาตมัน เลย
๑.    รูป (Corporeality)
เป็นองค์ประกอบฝ่ายวัตถุหรือสสารและพลังงาน ร่างกายของมนุษย์มาจากรูปนี้ รูปมี ๒๘ ประการคือ มหาภูตรูป ๔ และอุปาทายรูป ๒๔ ในที่นี้ มหาภูตรูป หมายถึงสิ่งที่มีคุณภาพปฐมภูมิ (Primary Qualities) ๔ ชนิด คือ (๑) ธาตุดิน เป็นสภาวะที่แผ่ไปหรือกินที่ (๒) ธาตุน้ำ เป็นสภาวะที่เอิบอาบซึมซาบ (๓) ธาตุไฟ เป็นสภาวะที่ให้ความร้อนหรืออุณภูมิ และ (๔) ธาตุลม เป็นสภาวะที่เคลื่อนไหว อุปาทายรูปหมายถึง รูปที่สืบเนื่องมาจากมหาภูตรูปมีคุณภาพทุติยภูมิ (secondary Qualities) อุปาทายรูปมี ๒๔ เช่น หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เป็นต้น
มีข้อสังเกตว่า รูปเป็นขณิกะคือเกิดดับทุกขณะ ไม่มีรูปใดดำรงอยู่คงที่ถาวร นอกจากนั้น แม้ธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ มีลักษณะต่างกันก็จริงแต่ก็เกิดร่วมกันเป็นกลุ่มก้อน (กลาปะ) ตลอดเวลา ไม่มีธาตุใดเกิดขึ้นอย่างเป็นอิสระจากธาตุอื่น อัตราส่วนผสมของธาตุเหล่านั้น กำหนดลักษณะของผลผลิต เช่น กลุ่มที่มีธาตุดินมากจะเป็นของแข็ง กลุ่มที่มีธาตุน้ำมากจะเป็นของเหลว
๒.    เวทนา (Feeling)
ได้แก่ คุณลักษณะประการหนึ่งของจิตหรือวิญญาณ คัมภีร์ฝ่ายอภิธรรมจัดเวทนาเป็นเจตสิกคือ สิ่งที่ประกอบกับจิต เวทนาคือความรู้สึกสุข ทุกข์ โทมนัส โสมนัส และ อุเบกขา
๓.    สัญญา (Perception)
เป็นเจตสิกเช่นกัน ทำหน้าที่กำหนดรู้ และจดจำอาการและลักษณะต่าง ๆ ของอารมณ์ (สิ่งที่จิตรับรู้) เช่น สี สัมผัส ลักษณะ ชื่อเฉพาะ และคุณภาพต่างๆของอารมณ์
๔.    สังขาร (Mental Formations)
ได้แก่ การปรุงแต่งจิตให้ดี และเลว หรือเป็นกลางๆ มีเจตนาเป็นตัวนำสำคัญ ถ้าเปรียบจิตเหมือนน้ำสะอาดบริสุทธิ์ สังขารก็คือสีต่างๆ ที่เจือผสมน้ำ คัมภีร์ฝ่ายอภิธรรมจัดสังขารเป็นเจตสิกจำนวน ๕๐ ชนิด เมื่อร่วมกับเวทนา และสัญญา จึงมีเจตสิกทั้งสิ้น ๕๒ ชนิด
๕.    วิญญาณ (Consiousness)
ได้แก่ธรรมชาติที่รู้แจ้งอารมณ์ ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ คัมภีร์ฝ่ายอภิธรรมนิยมเรียกวิญญาณว่า จิต
ขันธ์ ๕ ในอภิธรรม
ขันธ์ ๕ นี้ในอภิธรรมลดลงเหลือ ๓ กลุ่ม คือ จิต เจตสิก รูป ซึ่งเทียบกันได้ดังนี้
·   วิญญาณขันธ์ได้แก่ จิต
·   เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์และสังขารขันธ์ได้แก่ เจตสิก
·   รูปขันธ์ได้แก่ รูป
บางครั้ง ท่านย่อขันธ์ ๕ ลงเหลือ ๒ ส่วน คือ
·   เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณว่า นาม
·   รูปขันธ์ว่า รูป
ประโยชน์จากการศึกษาเรื่องขันธ์ ๕
·   เพื่อให้เข้าใจเรื่องของกายและใจว่าที่เชื่อและยึดว่าเป็นเรา เป็นกายใจเราอันเดียวกันนั้น ที่แท้เป็นขันธ์ทั้งห้า มาประชุมรวมกัน (เพราะมีเหตุปัจจัยให้มาประชุมรวมตัวกัน) ของรูปธรรมกับนามธรรม มิใช่สัตว์ตัวตนเราเขา มิใช่กายใจอันเดียวกันไปหมด อย่างที่เคยเข้าใจกัน
·   เมื่อเข้าใจความจริงของขันธ์ ๕ ก็จะเริ่มรู้เท่าทันความจริงเกี่ยวกับตัวตนของตน เริ่มเข้าใจความเกี่ยวข้องของแต่ละกองขันธ์ เข้าใจเหตุปัจจัยระหว่างกันและกันของขันธ์ทั้ง ๕ เริ่มเข้าใจเกี่ยวกับทุกข์ กฏแห่งธรรมชาติ (กฏไตรลักษณ์) เริ่มเข้าใจเกี่ยวกับกิเลส ตัณหา อุปาทาน ฯลฯ ซึ่งเมื่อเกิดความเข้าใจและรู้แจ้งก็จะเกิดความเบื่อหน่ายละคลายในมายาทั้งหลายเหล่านี้ เข้าใจว่าเป็นเพียงกองรูป กองเวทนา กองสัญญา กองสังขาร กองวิญญาณ ที่มาประชุมกันเพราะมีเหตุปัจจัย ฯลฯ ที่เป็นไปอย่างนั้นอย่างนี้อยู่ในแต่ละขณะๆ ก็เพราะมีเหตุปัจจัยนั่นเอง ไม่ได้มีตัวมีตนแต่อย่างใด

วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2556

มหาภูตรูป๔

ธาตุที่ต้องอาศัยซึ่งกันและกันรวมตัวกันเป็นปัจจัยให้เกิดมหาภูตรูป๔

ความเข้าใจในเรื่องมหาภูตรูป๔ โดยการแสดงความสัมพันธ์กันเป็นปัจจัยให้เกิดโดยอาศัยซึ่งกันและกัน
คัมภีร์ปัฏฐาน อธิบายปัจจัย ๒๔ โดยพิสดาร แสดงความสัมพันธ์อิงอาศัยเป็นปัจจัยแก่กันแห่งธรรมทั้งหลายในแง่ด้านต่างๆ
มหาภูตรูป ๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ ที่เป็นอุปาทินนุปาทานิยธรรม(ธรรมทั้งหลายที่ทรงไว้ซึ่งธรรมชาติอันเป็นเครื่องกำหนดในอุปทาน) เกิดขึ้น...ความหมาย เช่น 
เพราะ ดิน เป็นปัจจัย <—> จึงเกิด น้ำ-ไฟ-ลม
ขณะเดียวกัน น้ำ-ไฟ-ลม ก็เป็นปัจจัยให้เกิด ดิน ด้วย

มหาภูตรูป ๒ อาศัยมหาภูตรูป ๒ เกิดขึ้น...
ในที่นี้ เช่น ดิน-น้ำ เป็นปัจจัย <—> ไฟ-ลม จึงเกิดขึ้น เป็นต้น
ดิน จะคู่กับ น้ำ , ไฟ จะคู่กับ ลม ได้


กฏัตตารูป
(รูปที่เกิดขึ้น)ที่เป็นอุปาทายรูปอาศัยมหาภูตรูป เกิดขึ้น...
เช่น อสัญญสัตตาพรหม ในปฏิสนธิกาลมีกัมมชรูป(รูปที่เกิดจากกรรม) ๙ รูป คือ อวินิพโภครูป ๘ ชีวิตรูป ๑
อวินิพโภครูป ๘ 
ประกอบด้วย มหาภูตรูป ๔ และ อุปทายรูป ๔
มหาภูตรูป (รูปที่เป็นใหญ่เป็นประธาน) ๔ ได้แก่
ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน) เป็นรูปที่อ่อนหรือแข็ง
อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ) เป็นรูปที่เอิบอาบหรือเกาะกุม 
เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) เป็นรูปที่ร้อนหรือเย็น
วาโยธาตุ 
(ธาตุลม) เป็นรูปที่ไหวหรือตึง
มหาภูตรูป ๔ นี้ ต้องอาศัยกันเกิดขึ้น จึงแยกกันไม่ได้เลย  และมหาภูตรูป ๔ นี้เป็นปัจจัยโดยเป็นที่อาศัยเกิดของรูปอีก ๔ รูปที่เกิดร่วมกับมหาภูตรูปในกลาปเดียวกัน  คือ อุปาทายรูป ๔  ได้แก่
วัณณะ  (แสงสี)  เป็นรูปที่ปรากฏทางตา
คันธะ ( กลิ่น)  เป็นรูปที่ปรากฏทางจมูก  
รสะ  (รส)  เป็นรูปที่ปรากฏทางลิ้น
โอชะ (
าหาร)  เป็นรูปที่เป็นปัจจัยให้เกิดรูป

อวินิพโภครูป ๘  นี้แยกกันไม่ได้เลย เป็นกลุ่มของรูปที่เล็กที่สุดที่เกิดพร้อมกันและดับพร้อมกันอย่างรวดเร็ว จะมีแต่มหาภูตรูป ๔โดยไม่มีอุปาทายรูป (รูปที่อาศัยมหาภูตรูปเกิด)๔ รูปนี้ไม่ได้เลย
ดังนั้น เพราะมหาภูตรูป ๔(ดิน-น้ำ-ไฟ-ลม) เป็นปัจจัย —> จึงเกิดอุปทายรูป ๔ (วัณณะ-คันธะ-รสะ-โอชะ) ชีวิตรูป๑ จึงเกิดขึ้น

อุปาทายรูป ๔ มี (สี กลิ่น รส และอาหาร)  ต้องอาศัยทั้ง ดิน-น้ำ-ไฟ-ลม จึงเกิดขึ้นได้
ทั้งนี้ มหาภูตรูปเป็นปัจจัยให้เกิด อุปาทายรูปได้ แต่อุปาทายรูป เป็นปัจจัยให้เกิด มหาภูตรูป ไม่ได้ 

วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สิวรอบปาก

·           เป็นสิวรอบปาก เกิดจากอะไร
       ได้ยินว่าคนที่มักเป็นสิวในตำแหน่งเดิมซ้ำๆ แสดงว่ามีปัญหาด้านสุขภาพ เช่น หากสิวขึ้นที่แก้ม แสดงว่ามีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร อยากทราบว่าความเชื่อดังกล่าว เป็นความจริงหรือไม่ ถ้าไม่จริงอยากทราบว่า      ถ้าเป็นสิวรอบปากมันเกิดจากอะไรค่ะ



       
สิวรอบปากหรือผิวหนังอักเสบที่ดูคล้ายสิวบริเวณรอบปากนั้น เกิดได้จากหลายสาเหตุค่ะ เช่น


       
ฮอร์โมนกระตุ้น ทำให้หน้ามันเป็นสิว เช่นช่วง 1 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน

       
เครื่องสำอางหรือสารเคมี ที่รบกวนผิวบริเวณนั้น เช่น ครีมที่เหนอะหนะ หรือใช้ครีมหลายตัวมากเกินไปจนเกิดการระคายเคือง

       
อาจเกิดจากยาสีฟันที่มีสารฟลูออไรท์ ในบางกรณี

       
การกดทับหรือเสียดสีผิวบริเวณนั้นบ่อยๆ

       
างคนอาจสัมพันธ์กับอาหารบางชนิด เช่น อาหารมันๆ ช็อคโกแลต ฟาสต์ฟูดต่างๆ โดยอาจเป็น เพราะอาหารนั้นๆ หรือจากการสัมผัสอาหาร มาเลอะบริเวณรอบปากก็ได้

       
ยาทาที่มีเสตียรอยด์ ทำให้บริเวณดังกล่าวมีแบคทีเรีย หรือยีสต์เจริญเติบโตมากผิดปกติ

       
นผู้ที่ผิวแดงเรื้อรังและแพ้ง่าย อาจถูกกระตุ้นให้เกิดตุ่มแดงอักเสบได้จาก อากาศร้อนจัด น้ำร้อน อาหารรสจัด หรือแอลกอฮอล์เป็นต้น

       ส่วนเรื่องที่ได้ยินมาว่าเป็นสิวที่แก้มแสดงว่ามีปัญหาระบบย่อยอาหาร หรือสิวที่อื่นบนใบหน้า แสดงว่ามีปัญหา ระบบภายในร่างกายอื่นๆ นั้น เป็นส่วนหนึ่งของแพทย์ทางเลือก เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะสิวก็เป็นปัญหาส่วนหนึ่ง ของร่างกายเหมือนกัน เพียงแต่เราจะมองเห็นได้ก่อน แต่ยังไม่เคยมีรายงาน หรือการศึกษาในแพทย์แผนปัจจุบันครับ ว่าสิวตำแหน่งใด แสดงถึงอวัยวะภายในใดกำลังมีปัญหา หากใครพบว่ามี
 
        ใครที่เป็นสิวบ่อยๆ แล้วไม่อยากไปรักษาแพงๆ วันนี้มีเกร็ดความรู้วิธีรักษาแบบประหยัดมาฝากกัน...

        
ต้องถ่ายน้ำเหลืองออกจากตัวบ้าง ด้วยการไปซื้อ "ดีเกลือฝรั่ง" มารับประทาน ราคาก็ไม่แพงมากนัก

        
ควรลดอาหารประเภทมีไขมันสูงและเผ็ดจัด เช่น อาหารที่ทำจากกะทิ ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็จะดี เพราะไขมันเหล่านี้จะทำให้รูขุมขนอุดตัน ส่วนความเผ็ดจะเร่งให้สิวเกิดมากขึ้น

        
ใช้ปลายนิ้วถูตามใบหน้าแรงๆ เพื่อให้กากไขมันหลุด แต่ไม่ต้องแรงมากจนเป็นผื่นแดงเพราะจะทำให้ใบหน้าเป็นแผลและมีอาการแสบได้

        
ทุกครั้งที่หน้าเปียกให้เช็ดหน้าให้แห้งทันที โดยการซับหน้าเบาๆ

        
ต้องงดใช้เครื่องสำอางเพื่อเพิ่มความสวยทุกชนิดสักระยะ แม้แต่แป้งก็ห้ามใช้ ทั้งนี้เพื่อรักษาใบหน้าให้สะอาด แห้ง และจะได้ไม่มีอะไรมาอุดตันรูขุมขน

           ควรรับประทานผักและดื่มน้ำเยอะ ๆ เพื่อระบบขับถ่ายที่ดี เพราะการที่เบ่งอุจจาระก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสิวได้

ตำแหน่งสิวบอกโรค


ตำแหน่งสิวบอกโรค..
การเป็น "สิว" บอกอะไรมากกว่าที่คิด สถาบัน Leonard Darke วิเคราะห์การดูแลผิวหน้าแบบตะวันตก ได้ผลสรุปว่าสิวที่ขึ้นตามตำแหน่งต่างๆ ของหน้าสามารถบอกความผิดปกติที่เกิดกับอวัยวะภายในได้  โดยหลักโหงวเฮ้งจะบอกบุคลิกลักษณะนิสัย  "แต่ถ้าบอกว่าสิวที่ขึ้นสัมพันธ์กับอวัยวะภายใน"  ตรงนี้ยังไม่มีการพิสูจน์  แต่ก็อาจจะเป็นไปได้
Face Mapping คือศาสตร์ใหม่ เป็นกระบวนการพิสูจน์ และวิเคราะห์สภาพผิวด้วยศาสตร์ตะวันออก ซึ่งเป็นหนึ่งในปรัชญา ความคิด เบื้องต้นที่ว่า ผิวหน้าสามารถบ่งบอก ได้ถึงสุขภาพภายในร่างกาย ที่มีผลกระทบต่อผิวพรรณดังนั้นถ้าคุณสังเกตผิวหน้า ของตัวเองดี ๆ เราจะสามารถรู้อะไรได้หลายอย่างทีเดียว โดยเฉพาะสิวที่ขึ้นในตำแหน่งต่างกันนี้
ถ้ามีสิวขึ้นที่...
โซนที่ 1 และโซนที่
 หน้าผากด้านซ้าย และขวา เกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหาร กระเพาะปัสสาวะ และต่อมหมวกไต  
 สาเหตุ : เพราะมีความเครียดสูง ล้างหน้าไม่สะอาด อาจเพราะทารองพื้น หรือแต่งคิ้วมากเกินไป
โซนที่ 2
หว่างคิ้ว อาจมีปัญหาในการย่อยแล็กโทส (คุณอาจจัดอยู่ในพวก ที่ดื่มนมไม่ได้)
สาเหตุ : เพราะรับประทานอาหารรสจัด หรือนอนดึกเกินไป
โซนที่ 4 และโซนที่ 10   
ใบหูทั้ง 2 ข้าง เกี่ยวข้องกับการทำงานของไต  
 สาเหตุ : ล้างแชมพู หรือสบู่ออกไม่หมด ใช้โทรศัพท์ มือถือมากเกินไป ดื่มกาแฟ แอลกอฮอล์ หรือรับประทานเนื้อสัตว์ มากเกินไป หรือหากมีปัญหาสิวอุดตันช่วงใบหู อาจแสดงว่าฟันกรามมีปัญหา หรือว่าเพิ่งผ่าตัดฟันมา หรืออาจเกิดจาก การมีรอบเดือน
โซนที่ 5 และโซนที่ 9
แก้มส่วนบน เกี่ยวข้องกับไซนัส และปอด แก้มส่วนล่าง เกี่ยวข้องกับเหงือก และฟัน
สาเหตุ : สูบบุหรี่จัด หรือแพ้ควันบุหรี่ เป็นภูมิแพ้ เป็นหวัดเรื้อรัง หรืออาจใช้บลัชออน และรองพื้นไม่เหมาะสม แต่ถ้าเป็น ริ้วรอยลึกบริเวณโหนกแก้ม อาจบ่งบอกถึงปัญหา เรื่องปอดหรือการหายใจ ถ้ามีสิวแบบเป็น ๆ หาย ๆ ที่แก้มด้านล่าง อาจมีปัญหาเรื่องเหงือกและฟัน หรือโทรศัพท์ มือถือไม่สะอาด

โซนที่ 6 และโซนที่ 8
รอบดวงตาทั้ง 2 ข้าง เกี่ยวข้องกับการทำงานของไต ปัญหาโรคภูมิแพ้
สาเหตุ : เครื่องสำอางที่ใช้อาจไม่เหมาะกับสภาพผิว หรือใส่แว่นตาที่เสียดสีมาก รอยคล้ำอาจเกิดจากการ มีสารพิษ ตกค้างในร่างกายมาก หรือพักผ่อนน้อย เปลือกตาหากมีความระคายเคืองอาจมาจากการเป็นภูมิแพ้ หรือขาดสารอาหาร

โซนที่ 7
จมูก และเหนือริมฝีปาก เกี่ยวข้องกับการทำงาน ของหัวใจ และระบบสืบพันธุ์
สาเหตุ : หากมีผิวสีแดงเข้มที่จมูก อาจบ่งบอก ถึงโรคความดันโลหิตสูง การอุดตันหรือสีผิวไม่สม่ำเสมอ บอกถึงผลกระทบ จากฮอร์โมน เช่น กำลังมีประจำ-เดือน วัยทอง การใช้ยาคุมกำเนิด


โซนที่ 11 และโซนที่ 13
ใต้ริมฝีปากด้านซ้าย และขวา เกี่ยวข้องกับการทำงาน ของรังไข่
สาเหตุ : อาจทำความสะอาดได้ไม่พอ หรือมาจากขาดความสมดุลทางฮอร์โมน

โซนที่ 12
ปลายคาง เกี่ยวข้องกับกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก
สาเหตุ : อาจกินอาหารรสจัดเกินไปจนลำไส้เป็นแผล หรือมีปัญหาในการดูดซึม

โซนสุดท้ายโซนที่ 14
ลำคอ และหน้าอก
สาเหตุ : เกิดจากความเครียด


นี่เป็นเพียงแค่รายละเอียดเพียงเล็กน้อยของการวิเคราะห์สภาพผิวหน้าที่ทำให้รู้ได้ถึงสุขภาพภายในร่างกาย ซึ่งจะทำให้เราทราบได้ว่าจะต้องดูแลบำรุงทั้งสุขภาพภายในและภายนอกอย่างไรเพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพียงแค่นี้คุณก็จะมีทั้งสีหน้า แววตาและผิวพรรณที่เป็นสุขได้แล้วล่ะค่ะ 

6 สารอาหารดี...ดูแลหัวใจ

6 สารอาหารดี...ดูแลหัวใจ

                   คงปฏิเสธไม่ได้ว่า "หัวใจ" เป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดของร่างกาย เพราะหากหัวใจหยุดทำงานเมื่อใด เมื่อนั้นชีวิตก็ถึงจุดอวสาน คุณเคยลองคิดบ้างหรือไม่ว่า ตัวเรามีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมากน้อยแค่ไหน ที่กล่าวเช่นนี้เนื่องจากว่าในแต่ละปีมีคนจำนวนมากเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ ในประเทศไทยก็มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ ชั่วโมงละ 2 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีสารอาหาร 6 ชนิดที่ดูแลสุขภาพของหัวใจได้เป็นอย่างดี เริ่มจาก

         น้ำมันปลา พบว่า การบริโภคปลาทะเล 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพิ่มกรดไขมันไม่อิ่มตัวโอเมก้า-3  จะส่งผลต่อการรักษาสุขภาพหัวใจ พบว่า ลดไตรกลีเซอร์ไรด์ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ

         กระเทียม พบว่ากระเทียมมีผลต่อระดับไขมันในร่างกาย ลดระดับคอเลสเตอรอล และระดับคอเลสเตอรอลนี้ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคหัวใจ ทำให้ภาวะหัวใจตีบลดลง ลดการจับตัวของเกร็ดเลือด ลดไตรกลีเซอไรด์ ลดความดันโลหิต ลดการเสียงของหลอดเลือดอุดตัน
         
         ชาเขียว โดยไฟโตนิวเทรียนท์กลุ่มฟาโวนอยด์ในชาเขียวทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยยับยั้งออกซิไดซ์ของแอลดีแอลและคอเลสเตอรอล ซึ่งส่งผลดีต่อการชะลอการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งและลดการเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตันเฉียบพลันจากลิ่มเลือด

          วิตามินบีคอมเพล็กซ์  กลุ่มวิตามินบี 3 หรือไนอาซีน วิตามินบี 6 วิตามินบี 12และโฟเลตช่วยลดปริมาณสารฮอโมซีสเทอีนซึ่งเป็นสารที่บ่งชี้ปัญหาการอักเสบภายในหลอดเลือดนำไปสู่การเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีไม่ทำให้หัวใจขาดเลือด

          เลซิติน มีอยูในถั่วเหลืองที่จะมีบทบาทต่อการลดอัตราความเสี่ยงของโรคหัวใจคือ ลดการดูดซึมของคอเลสเตอรอลในทางเดินอาหาร รวมถึงช่วยขนส่งคอเลสเตอรอลในเลือดให้สะดวกขึ้น จึงลดความเสี่ยงของคอเลสเตอรอลที่เกาะตามผนังหลอดเลือดได้

         โคเอนไซม์ คิวเท็น จากเนื้อสัตว์ ถั่วเปลือกแข็ง บล็อคโครี่ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง สามารถลดอาการภาวะหัวใจล้มเหลวได้ และช่วยเพิ่มการส่งเลือดออกจากหัวใจได้มากขึ้น และยังมีบทบาทสำคัญมากในการลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัว โดยจำกัดปริมาณของไขมันที่จะไปสะสมบนผนังหลอดเลือด
 
อย่างไรก็ตาม การบริโภคสารอาหารให้ได้ครบทั้ง 6 ชนิด จะช่วยดูแลและถนอมหัวใจ...ของคุณ หมั่นดูแลหัวใจของคุณให้แข็งแรงด้วยสารอาหารทั้ง 6 และการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง เพื่อให้หัวใจเต้นอยู่กับเราตราบนานเท่านาน         

คลิ๊กดูใน youtube ได้ที่นี่ค่ะ : 6 ฮีโร่ผู้ดูแลหัวใจคุณ

ขอบคุณภาพจาก http://www.motoslam.com/

วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556

"บุญ"

วันนี้เอาบุญมาฝากกันเห็นๆ ไม่เชื่อก็ลองอ่านดู พอดีอ่านเจอเรื่องดีๆก็เลยอยากให้คนอื่นได้อ่านบ้าง ทุกวันนี้ชาวพุทธส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดคิดว่าการทำบุญคือ การตักบาตร ถวายทรัพย์ ถวายสังฆทาน ถวายของต่างๆ เพียงเท่านี้
บุญ หรือ ปุญญ แปลว่าชำระ หมายถึง การทำให้หมดจด จากมลทิน เครื่องเศร้าหมอง อันได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ  ที่จริงแล้วเราสามารถสร้างบุญ ได้มากถึง ๑๐ วิธี ดังจะกล่าวต่อไปนี้

บุญ ๑๐ วิธี
ตามหลักพุทธศาสนา มีการทำบุญด้วยกัน ๑๐ วิธี เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ (สิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ ๑๐ ประการ) คือ

๑. ให้ทาน  คือการให้ เช่นตักบาตร บริจาคทรัพย์ ถวายของต่างๆ เป็นต้นหรือแบ่งปันผู้อื่นด้วยสิ่งของ (ทานมัย) การให้ทานเป็นการช่วยขัดเกลาความเห็นแก่ตัว ความตระหนี่ถี่เหนียว และความติดยึดในวัตถุ ถือเป็นจาคะ
(แต่มีการให้ที่ไม่นับเป็นบุญ เช่น สุรา มหรสพ สิ่งเพื่อกามคุณ เป็นต้น)

๒. รักษาศีล ก็เป็นบุญ (ศีลมัย) เป็นการฝึกฝนที่จะ ลด ละ เลิกความชั่ว ไม่ไปเบียดเบียนใคร มุ่งที่จะทำความดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่น การรักษาศีลสำหรับฆราวาส ได้แก่ ศีล ๕ และอุโบสถศีล(ศีล๘)

๓. เจริญภาวนา ก็เป็นบุญ (ภาวนามัย) การภาวนาเป็นการพัฒนาจิตใจและปัญญา ทำให้จิตสงบ ไม่มีกิเลส ไม่มีเรื่องเศร้าหมอง เห็นคุณค่าสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง ส่วนการนั่งวิปัสสนา (สติรู้ถึงรูป-นาม)เรียกว่าวิปัสสนาภาวนา


๔. อ่อนน้อมถ่อมตน ผู้น้อยอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็แสดงออกในความมีเมตตาต่อผู้น้อย และต่างก็อ่อนน้อมต่อผู้มีคุณธรรมรวมถึงการให้เกียรติ ให้ความเคารพในความแตกต่างซึ่งกันและกันทั้งในความคิด ความเชื่อและวิถีปฏิบัติของบุคคลและสังคมอื่น เป็นการลดความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตน ก็เป็นบุญ (อปจายนมัย)

๕. ช่วยเหลือสังคมรอบข้าง ช่วยเหลือสละแรงกาย เพื่องานส่วนรวม หรือช่วยงานเพื่อนบ้านที่ต้องการความช่วยเหลือ ก็เป็นบุญ (ไวยาวัจจมัย)

๖. เปิดโอกาสให้คนอื่นมาร่วมทำบุญกับเรา หรือในการทำงานก็เปิดโอกาสให้คนอื่นมีส่วนร่วมทำ ร่วมแสดงความคิดเห็น รวมไปถึงการอุทิศส่วนบุญให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วด้วย ก็เป็นบุญ (ปัตติทานมัย)

๗. ยอมรับและยินดีในการทำความดี หรือทำบุญของผู้อื่น การชื่นชมยินดีหรืออนุโมทนาไม่อิจฉาหรือระแวงสงสัยในการกระทำความดีของผู้อื่น ก็เป็นบุญ (ปัตตานุโมทนามัย)

๘. ฟังธรรม บ่มเพาะสติปัญญาให้สว่างไสว ฟังธรรมะ ฟังเรื่องที่ดีมีประโยชน์ต่อสติปัญญา หรือมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตที่ดี เป็นความจริง ความดี ความงาม ก็เป็นบุญ (ธรรมสวนมัย)

๙. แสดงธรรม ให้ธรรมะและข้อคิดที่ดีกับผู้อื่น แสดงธรรมนำธรรมะไปบอกกล่าว เผื่อแผ่ให้คนอื่นได้รับฟัง ให้เขาได้รู้จักวิธีการดำเนินชีวิตที่ดี เป็นเรื่องของความจริง ความดี ความงามก็เป็นบุญ (ธรรมเทศนามัย)

๑๐. ทำความเห็นให้ถูกต้องและเหมาะสม มีการปรับทิฏฐิ แก้ไขปรับปรุงพัฒนาความคิดเห็น ความเข้าใจให้ถูกต้องตามธรรม เป็นสัมมาทัศนะอยู่เสมอ เป็นการพัฒนาปัญญาอย่างสำคัญ ให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามความหมายและความมุ่งหมาย พร้อมทั้งได้ผลถูกทาง ถือเป็นบุญด้วยเช่นกัน (ทิฏฐุชุกรรม)

การทำบุญ ๑๐ ประการนี้ สามารถสรุปเป็นข้อความคล้องจองกันว่า

๑. แบ่งปันกันกิน       ๒. รักษาศีล คือ กาย วาจา   ๓. เจริญสมาธิภาวนา   ๔. กาย- วาจา-ใจอ่อนน้อม
๕. ยอมตนรับใช้        ๖. แบ่งให้ความดี              ๗. มีใจอนุโมทนา         ๘. ใฝ่หาฟังธรรม
๙. นำแสดงออกไม่ได้เว้น  ๑๐. ทำความเห็นให้ถูกต้อง

จะเห็นว่าบุญทำได้ถึง ๑๐ อย่าง มีเพียงข้อแรกเท่านั้นที่ต้องใช้ทรัพย์ อีก ๙ ข้อล้วนไม่ต้องใช้
รู้ว่าบุญทำได้ อย่างนี้แล้ว วันนี้คุณทำบุญแล้วหรือยัง?