วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557

ธาตุเจ้าเรือน Lord of house


หาธาตุเจ้าเรือนจากเดือนเกิด

อิทธิพลของฤดูกาล(ธรรมชาติ) ได้แก่ ความร้อน ความเย็นของภูมิอากาศตามฤดูกาลได้ทำให้ธาตุทั้ง 4 ของแต่ละคนแตกต่างกันไป และเริ่มมีอิทธิพลแล้วตั้งแต่ปฏิสนธิในครรภ์มารดา ดังพระคัมภีร์ปฐมจินดากล่าวไว้ว่า เมื่อตั้งครรภ์ในฤดูอันใด ธาตุอันใด ให้เอาธาตุของฤดูนั้นเป็นที่ตั้งแห่งธาตุกุมาร กุมารีนั้นๆซึ่งเราเรียกว่าธาตุเจ้าเรือน
คนเกิดเดือน 11,12,1 ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม
ธาตุเจ้าเรือนอยู่ใน “ธาตุดิน”
กล่าวกันว่า คนธาตุนี้มีความหนักแน่นมั่นคง รูปร่างสูงใหญ่ กระดูกใหญ่ น้ำหนักตัวมาก ผิวค่อนข้างคล้ำ ผมและคิ้วดกดำ หน้าผากกว้าง เสียงดังฟังชัด ใบหน้ากลมรี บุคลิกโดดเด่นสง่างาม
หาก สุขภาพร่างกายและจิตใจอยู่ในภาวะสมดุลก็จะมีความสุขุมรอบคอบ มีเป้าหมายในชีวิต เฉลียวฉลาด ทะเยอทะยาน จิตใจหนักแน่น มีมนุษยสัมพันธ์ดี กระตือรือร้น อดทนสูง เอื้อเฟื้อ มีเมตตา รักสงบ
แต่ถ้าเมื่อใดร่างกายเสียสมดุล เขาจะเกิดความขัดแย้งในตัวเอง ลังเล ขี้ใจน้อย ดื้อรั้น โกรธเกี้ยว อารมณ์แรง
อาหาร ที่ควรรับประทานเพื่อปรับสมดุลธาตุ ก็คืออาหารที่มี รสฝาด หวาน มัน เค็ม เช่น มังคุด ฝรั่งดิบ ฟักทอง ถั่วต่างๆ เงาะ น้ำนม น้ำอ้อย น้ำมะพร้าว เกลือ ฯลฯ
สิ่งที่น่าสังเกตคือ คนโบราณบอกว่า คนธาตุนี้จะสุขภาพดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับ “การขับถ่ายเป็นระบบ” ดังนั้น คุณต้องให้ความสำคัญและใส่ใจด้านนี้มากเป็นพิเศษ
คนเกิดเดือน 2,3,4 มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม
ธาตุเจ้าเรือนอยู่ใน “ธาตุไฟ”
ลักษณะเป็นคนมีไฟในตัว ใจร้อน รูปกายตามธาตุผิวพรรณไม่ค่อยดีนัก ผมหงอกเร็ว ผมมักบาง ศีรษะเถิก หน้าผากกว้าง ผมและขนค่อนข้างนิ่ม หิวบ่อย ทานเก่ง กระดูกข้อใหญ่ แต่หลวม ใบหน้าเหลี่ยม มีพรพิเศษด้านธรรมะ
หาก คนธาตุเจ้าเรือนอยู่ในธาตุไฟมีความสมดุล จะเป็นคนมีเหตุผล คล่องแคล่ว ไม่เห็นแก่ตัว จิตใจมีเมตตา เป็นครูที่ดี โรแมนติก ชอบความสมบูรณ์แบบ ความสามารถรอบด้าน มีความกล้าหาญ ชอบการตัดสินใจ มั่นใจในตัวเองสูง อบอุ่น
แต่หากเมื่อใดธาตุเสียสมดุลแล้วละก็ จะกลายเป็นคนอ่อนไหว ขาดความมั่นใจ เข้าใจยาก ความอดทนต่ำ เครียด หงุดหงิด วู่วาม ขี้รำคาญ
วิธี การปรับธาตุโดยการกินอาหารให้สมดุล ควรเลือก รสขม จืด เย็น ได้แก่ ผักบุ้ง ตำลึง แตงโม บัวบก ขี้เหล็ก และควรหลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดร้อน น้ำสมุนไพรที่ดีต่อการบำรุงธาตุคือ น้ำใบบัวบก และน้ำมะระขี้นก
สิ่ง สำคัญคือ คนโบราณบอกว่า คนธาตุเจ้าเรือนนี้จะสุขภาพดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับ “เลือดกำเดา” ซึ่งเป็นองค์ความร้อนในตัว ควบคุมไฟทั้งหมด
คนเกิดเดือน 5,6,7 เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน
ธาตุเจ้าเรือนอยู่ใน “ธาตุลม”
คนธาตุเจ้าเรือนนี้เป็นคนอ่อนไหว เปลี่ยนแปลงเสมอ เหมือนลมเพลมพัดนั่นเอง รูปกายตามธาตุก็เป็นคนร่างโปร่ง ผมบาง ผิวหนังไม่ค่อยละเอียดนัก ดูอ่อนวัยเกินจริง ริมฝีปากอิ่ม ช่างพูด เสียงต่ำ ออกเสียงไม่ค่อยชัด ดวงตาพองโต สดใสแต่มีชีวิตชีวา ไม่สูงไม่เตี้ย ได้สัดส่วน ไม่หยุดนิ่ง ชอบความสะดวกสบาย
ลักษณะ นิสัยเป็นคนฉลาด ไหวพริบดี มีเสน่ห์งดงาม เกิดมาเพื่อเป็นผู้นำ สุขุมเยือกเย็นตามวิกฤต มีเสน่ห์ทางเพศ เข้าใจง่าย เรียนรู้ได้เร็ว แต่ก็ลืมเร็ว ปรับตัวง่าย มีความคิดสร้างสรรค์เป็นศิลปิน
แต่หากเมื่อใดก็ตามธาตุขาดสมดุล จะเป็นคนเอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ ไม่ค่อยตรงต่อเวลา ขี้หึง โมโหง่าย ไม่กล้าตัดสินใจ อารมณ์ไม่มั่นคง
อาหารตามธาตุเพื่อปรับสมดุลนั้น ได้แก่ อาหารรสเผ็ด และรสสุขุม ได้แก่ เตยหอม บัว ขิง ข่า ตะไคร้ กระชาย พริกไทย โหระพา กะเพรา
โดย คนโบราณกล่าวไว้ว่า สุขภาพจะดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ โรคลมอาการเฉียบพลัน อารมณ์ที่ร้อนแรง ความวิตกกังวล อาการปวดหลัง การชัก การกระตุก
คนเกิดเดือน 8,9,10 กรกฏาคม สิงหาคม กันยายน
ธาตุเจ้าเรืออยู่ใน “ธาตุน้ำ”
ลักษณะของธาตุนี้เป็นคนนิ่ง เยือกเย็น รูปกายตามธาตุเป็นคนรูปร่างและ อวัยวะสมบูรณ์สมส่วน ผิวพรรณใสเต่งตึง ตาเข้มหวาน ท่าทางเดินมั่นคง ผมดกดำ ทำกิจกรรมเชื่องช้า ทนหิว ทนร้อน ทนเย็นได้ดี เสียงแปร่ง เจ้าชู้นิดๆ ช่างเจรจา องอาจ ทระนง
เมื่อ ธาตุเจ้าเรือนของเขาสมดุลก็จะมีความจำดี รสนิยมเลิศหรู เป็นนักวางแผนมือฉกาจ ใจกว้างมีเหตุผล และยุติธรรม มีหัวศิลปะ กระตือรือร้นเต็มเปี่ยม สู้ชีวิต
แต่หากเมื่อไหร่ธาตุไม่สมดุลก็ตรงกันข้าม จะเป็นคนเฉื่อยชา เกียจคร้าน ตัดสินใจช้า ไม่ค่อยเด็ดขาด อารมณ์เสียง่าย ใจอ่อน
ดัง นั้น อาหารสำหรับปรับสมดุลธาตุจึงเป็น อาหารรสเปรี้ยว เช่น มะกรูด มะนาว ส้ม สับปะรด มะเขือเทศ ส่วนน้ำ สมุนไพรที่ช่วยบำรุงธาตุคือ น้ำมะนาว น้ำส้ม น้ำฝรั่ง ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เช่น ชะอม ฟักทอง ถั่ว กะทิต่างๆ
คน โบราณบอกว่า สุขภาพจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับ การทำงานของต่อมต่างๆ ภายในร่างกาย การมีเสมหะมาก การปวด ท้องเกี่ยวกับน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร การขับถ่ายปัสสาวะ น้ำในมดลูก



      ตามทฤษฏีการแพทย์แผนไทยกล่าวว่า เหตุที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยนั้น เกิดจากความไม่สมดุลของธาตุ 4 ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ตลอดจนพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องที่จะก่อให้เกิดการเจ็บป่วยได้เช่นเดียวกัน 

การใช้อาหารปรับธาตุก็ต่อเมื่อร่างกายขาดความสมดุล แต่เมื่อในขณะที่ร่างกายสมดุล แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย ควรดูแลให้ได้รับอาหารครบ 5 หมู่ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ เท่านี้ก็พอเพียงแล้วค่ะ ขอให้มีสุขภาพแข็งแรงทุกคนค่ะด้วยความปรารถนาดีจาก Admin
************************************

อาการของโรคตามธาตุ

ตามหลักทฤษฎีการแพทย์แผนไทย กล่าวว่า คนเราเกิดมาในร่างกายประกอบด้วยธาตุทั้งสี่ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ซึ่งในแต่ละคนจะมีธาตุเด่น เป็นธาตุประจำตัว เรียกว่า “ธาตุเจ้าเรือน”
     
       ธาตุเจ้าเรือน หมายถึง องค์ประกอบของธาตุทั้ง 4 ที่รวมกันอย่างปกติ แต่จะมีธาตุอย่างใดอย่างหนึ่งเด่น หรือมากกว่าธาตุอื่นๆ ซึ่งจะเป็นบุคลิกลักษณะและอุปนิสัยติดตัวมาตั้งแต่แรกเกิด หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ธาตุกำเนิดหรือ ธาตุเจ้าเรืือนเกิด "ภายหลังอาจเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากพฤติกรรมการเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อม ภูมิอากาศ ฤดูกาล อายุ เป็นต้น
     
       ซึ่งทฤษฎีการแพทย์แผนไทย ให้ความหมายของชีวิตว่า ชีวิต คือ ขันธ์ 5 (อันได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) ร่างกายประกอบด้วยธาตุทั้ง 4ได้แก่ ธาตุดิน (20 ประการ) ธาตุน้ำ (12 ประการ) ธาตุลม (6 ประการ) ธาตุไฟ (4 ประการ)
       
       ภาวะธาตุ 4 เสียสมดุล
     
       หากร่างกายเกิดภาวะเสียสมดุลของธาตุทั้ง 4 บุคคลนั้นจะมีปัญหาด้านสุขภาพ ทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ง่ายด้วยอาการที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับธาตุนั้นๆ โดยอาการเจ็บป่วยที่ปรากฏจะแสดงอาการให้เห็นตามธาตุต่างๆ ดังนี้
       
       • ธาตุดิน มักจะเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวกับอวัยวะต่างๆของร่างกาย โดยมีสิ่งที่ควบคุมความเจ็บป่วยของธาตุดิน 3 ประการ ด้วยกันคือ
     
       หทยังหรือหทัยวัตถุ (หัวใจ) หมายถึง ความสมบูรณ์ของหัวใจ การทำงาน การเต้น ความสมบูรณ์ของกล้ามเนื้อหัวใจ เป็นต้น โรคที่เกิดมักเกิดจากการทำงานของหัวใจ เช่น   ก้อนหัวใจ   กล้ามเนื้อหัวใจ
     
       อุทริยัง (อาหารใหม่) หมายถึง อาหารที่รับประทานเข้าไปใหม่ๆ โรคที่เกิดมักเกิดจากการกินอาหารที่ผิดปกติเรียกว่า “กินผิด” คือกินไม่ถูกกับธาตุ กินอาหารไม่สะอาด กินอาหารแสลงโรค เช่น   หิวก็ปวดท้อง   กินเข้าไปอาหารไม่ย่อย   เหม็นในหลอดอาหาร
     
       กรีสัง (อาหารเก่า) หมายถึง กากอาหารในลำไส้ใหญ่ที่จะออกมาเป็นอุจจาระ ลักษณะหรือกลิ่นของอุจจาระเป็นตัวบ่งบอกสุขภาพ อุจจาระหยาบ ละเอียด แข็ง เหลว กลิ่นเหมือนปลาเน่า ธาตุน้ำเป็นเหตุกลิ่นเหมือนหญ้าเน่า ธาตุไฟเป็นเหตุ กลิ่นเหมือนข้าวบูด ธาตุลมเป็นเหตุกลิ่นเหมือนซากศพ ธาตุดินเป็นเหตุ เช่น   ท้องผูก   เป็นริดสีดวงทวาร   ผะอืดผะอม   คลื่นไส้อาเจียน
     
       • ธาตุน้ำ มักจะเจ็บป่วยด้วยของเหลว หรือน้ำภายในร่างกาย โดยมีสิ่งที่ควบคุมความเจ็บป่วยของธาตุน้ำ 3 ประการ ด้วยกันคือ
     
       คอเสมหะ หมายถึง เสมหะหรือเสลดที่อยู่บริเวณลำคอ โรคที่เกิดมักเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจส่วนบน เมือกในจมูก ลำคอ หลอดลมตอนต้น เช่น มีเสมหะ ไซนัส ไข้หวัด เป็นต้น
     
       อุระเสมหะ หมายถึง เสมหะหรือเสลดที่อยู่บริเวณทรวงอก และช่องท้องส่วนบน ได้แก่ เสมหะ น้ำย่อยในกระเพาะอาหาร โรคที่เกิดมักเกี่ยวกับทรวงอกและปอด เช่น หอบหืด หลอดลมอักเสบ ปอดบวม โรคกระเพาะ เป็นต้น
     
       คูถเสมหะ หมายถึง ของเหลวที่อยู่ในช่องท้องส่วนล่าง หรือระบบขับถ่าย อุจจาระ ปัสสาวะ โรคที่เกิดมักเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารส่วนปลาย เมือกมูกในลำไส้ น้ำในกระเพาะปัสสาวะ เช่น ท้องเสีย บิดมูกเลือด ริดสีดวงทวาร กระเพาะปัสสาวะอักเสบ นิ่วอักเสบ ปัสสาวะผิดปกติ เป็นต้น
     
       • ธาตุลม มักจะเจ็บป่วยด้วยระบบการไหลเวียนโลหิต และระบบประสาท โดยมีสิ่งที่ควบคุมความเจ็บป่วยของธาตุลม 3 ประการ ด้วยกันคือ
     
       หทัยวาตะ หมายถึง ภาวะจิตใจ โรคที่เกิดมักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพจิตใจ อารมณ์ ความหวั่นไหว ความกังวล ทำให้เกิดการแปรปรวนด้านอารมณ์ได้ เช่น   การเต้นของหัวใจ   เครียด ซึมเศร้า
     
       สัตถกะวาตะ หมายถึง ลมในร่างกายที่แหลมคมเหมือนศัสตราวุธ ซึ่งเกี่ยวกับระบบประสาทต่างๆ และเส้นเลือดฝอยแตก ตีบตัน หัวใจขาดเลือดหรือเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต อาการปวด อาการชา เป็นต้น
     
       สุมนาวาตะ หมายถึง การไหลเวียนของโลหิตและระบบการทำงานของประสาท สมอง ไขสันหลัง โรคที่เกิดมักเกี่ยวกับการเจ็บหลัง การชัก การกระตุก ความดันโลหิต ลมจากหัวใจ และหลอดเลือดใหญ่ กลางลำตัว
       
       • ธาตุไฟ มักจะเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกิดจากขบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย โดยมีสิ่งที่ควบคุมความเจ็บป่วยของธาตุไฟ 3 ประการคือ
     
       พัทธปิตตะ (ดีในฝัก) หมายถึง ขบวนการผลิตน้ำดีของตับ โรคที่เกิดมักเกี่ยวกับ ระบบน้ำดีภายในถุงน้ำดี ท่อน้ำดีอุดตัน ภาวะการผลิตน้ำดีของตับผิดปกติ ตับอักเสบเกิดอาการตัวเหลือง ตาเหลือง เกิดน้ำดีอักเสบ เป็นนิ่ว เป็นต้น
     
       อพัทธปิตตะ (ดีนอกฝัก) หมายถึง ขบวนการย่อยอาหารโดยน้ำดีหรือน้ำดีในลำไส้ โรคที่เกิดมักเกี่ยวกับการทำงานของน้ำดีในลำไส้ ระบบการย่อยอาหาร อาการคือ จุกเสียด อืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ดีซ่าน เหลืองทั้งตัว ถ่ายเป็นสีเขียว เป็นต้น
     
       กำเดา หมายถึง ความร้อนที่เกิดจากขบวนการเผาผลาญ การทำงานของร่างกาย โรคที่เกิดมักเกี่ยวกับอาการตัวร้อน เป็นไข้ ร้อนใน ติดเชื้อ อักเสบ เจ็บคอ ภูมิแพ้   ไซนัส
     
       (ข้อมูลส่วนหนึ่งจากหนังสือ “คู่มือการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก” กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข)
     
       ตรวจธาตุเจ้าเรือนจากเดือนเกิด
     
       ธาตุดิน
 คือ คนที่เกิดเดือน 11, 12, 1 หรือ เดือนตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม
     
       ธาตุน้ำ คือ คนที่เกิดเดือน 8, 9, 10 หรือ กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน
     
       ธาตุลม คือ คนที่เกิดเดือน 5, 6, 7 หรือเดือนเมษายน พฤษภาคม มิถุนายน
     
       ธาตุไฟ คือ คนที่เกิดเดือน 2, 3, 4 หรือเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม
       

วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2557

ขึ้น-ลงบันไดกับข้อเข่าเสื่อม

จะเห็นได้ว่า การขึ้นลงบันไดโดยเฉพาะการลงบันไดนั้น มิใช่วิธีออกกำลังกายที่ดีสำหรับผู้ที่ข้อเข่าเสื่อมเพราะกำลังของกล้ามเนื้อไม่เพียงพอที่จะประคองข้อเข่าไว้ให้มั่นคงเวลาก้าวลง ถึงแม้ว่าการก้าวขึ้นบันไดมีผลเสียน้อยกว่าการก้าวลง แต่ในกรณีที่ข้อเข่าเสื่อมอยู่แล้วอาจเกิดผลเสียเช่นเดียวกับการก้าวลงบันไดด้วย จากการเสียดสีทำลายกระดูกอ่อนภายในข้อ และที่สำคัญคือ เมื่อเดินขึ้นบันไดแล้ว ย่อมต้องลงบันไดด้วย เมื่อเข้าใจกลไกของการขึ้นลงบันไดแล้ว สิ่งที่ควรปฏิบัติคือ ควรหลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันได หรือเดินขึ้นลงบนทางลาดหรือที่ต่ำโดยไม่จำเป็นเพราะจะทำให้ข้อเข่ายิ่งอักเสบและเสื่อมเร็วขึ้น ในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรหาผ้าพันยึดรัดข้อเข่าไว้เมื่อต้องเดินขึ้นลงบันได อาจเดินขึ้นทางบันไดแต่ลงชั้นล่างโดยใช้ลิฟต์ การนั่งยองๆ เป็นอีกท่าหนึ่งที่ควรหลีกเลี่ยง แต่อาจใช้เป็นท่าทดสอบว่า ข้อเข่าติดขัดในท่างอหรือไม่ 

 วิธีที่ดีที่สุดคือ การออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อบริเวณข้อเข่าให้แข็งแรง กล้ามเนื้อที่สำคัญคือ กล้ามเนื้อเหยียดข้อเข่าที่ด้านหน้าของต้นขา ซึ่งกระดูกสะบ้าฝังตัวอยู่ในเอ็นของกล้ามเนื้อนี้บริเวณหัวเข่า โดยเริ่มจากนั่งหรือนอนเหยียดหัวเข่าให้ตรง พยายามเกร็งกล้ามเนื้อด้านหน้าต้นขาให้กดเข่าลง เห็นกระดูกสะบ้าเคลื่อนที่ขึ้นและลงเมื่อผ่อนกล้ามเนื้อ ทำครั้งละประมาณ 5-10 ครั้งทุก 2 ชั่วโมง อาจบริหารกล้ามเนื้อด้วยวิธีนี้ในท่ายืนได้ วิธีการออกกำลังกายนี้ นอกจากช่วยทำให้ข้อเข่ามั่นคงกระชับขึ้นแล้ว ยังทำให้กระดูกอ่อนที่บุผิวกระดูกภายในข้อเข่าเสื่อมช้าลง เพราะเป็นการช่วยให้อาหาร และออกซิเจนดูดซึมเข้ากระดูกอ่อนได้เร็วขึ้น

การออกกำลังกล้ามเนื้อด้านหน้าต้นขา ยังอาจใช้ถุงทรายถ่วงที่ปลายเท้าเพื่อต้านแรงเหยียดข้อเข่าอีก โดยอาศัยหลักการเล่นกล้ามสร้างให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ขึ้น แต่ทั้งนี้การเล่นกล้ามนั้นต้องใช้น้ำหนักมากที่สุดที่ขาจะยกได้ กล้ามเนื้อจึงจะโตและแข็งแรงกว่าปกติได้

นอกจากข้อเข่าเสื่อมตามวัยแล้ว ข้อเข่าเสื่อมจึงมีสาเหตุได้ 2 สาเหตุใหญ่ คือ การใช้ข้อเข่ามากเกินไป เช่น น้ำหนักมากไป ขึ้นลงบันไดมากไป วิ่งมากไป และการใช้ข้อเข่าน้อยเกินไป เช่น นั่งเฉยๆ เข้าเฝือกนานเกินไป ดังนั้น การปฏิบัติตนให้ถูกต้องย่อมป้องกันข้อเข่าเสื่อมได้

วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2557

กินเป็น..ไม่ป่วย

กินอย่างไรจะไม่ป่วย? ในภูมิปัญญาแห่งแพทย์แผนไทย
ฉบับย่อ เหมาะสำหรับแพทย์แผนไทย หรือผู้กำลังศึกษาวิชาแพทย์แผนไทยนำไปใช้แนะนำผู้ป่วย เมื่อป่วยไข้ ไม่ให้กินผิดสำแดง หรือแนะนำทั่วไปเพื่อสุขภาพที่ดี

ทำไมเราต้องกิน เพราะร่างกายต้องการอาหารใหม่ นำไปสร้างพลังงานเพื่อเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ นั่นคือความรู้แต่สมัยเรียนชั้นประถมของเราทุกคน และในทางการแพทย์แผนไทยก็ได้กล่าวถึงเรื่องอาหารไว้ว่า เครื่องอาหาร (ส่วนประกอบ และส่วนปรุงรส) บอกสรรพประโยชน์
รสอาหารบอกสรรพคุณ ถ้ากินถูกส่วนถูกรส ก็จะไม่ป่วยไข้ ถ้ากินผิด เรียกกินอาหารผิดสำแดง ด้วยไปขัดกับโรคหรืออาการที่เป็นอยู่ ทั้งที่รู้และยังไม่รู้ว่าเป็น 
สรรพรสของพืชผัก บอกสรรพประโยชน์
พืชผักรส ฝาด,หวาน,มัน,เค็ม,เปรี้ยว,ขม,ร้อน,เย็น แต่ละรสบอกแต่ละสรรพประโยชน์
ฝาด/สมาน,หวาน/บำรุงเนื้อ,มัน/บำรุงเส้น,เค็ม/รักษาเนื้อ,เปรี้ยว/ลดเสลด/บำรุงโลหิต,ขม/บำรุงน้ำดี/ตับ,
ร้อน/ช่วยขับลม,เย็น/ไปดับร้อนภายใน

สรรพรสของอาหารบอกสรรพคุณ
อาหารรสร้อน ช่วยขับลม/อาหารรสเย็น ช่วยดับร้อน/อาหารรสกลมกล่อม กินได้ทั้งร้อนและเย็น

สรรพรสขัดกับโรค (พืชผักที่มีรสแสลงกับโรค)
1. รสเปรี้ยว,หวาน,มัน,เค็มแสลงกับ  - ผู้ป่วยโรคทางน้ำ เช่นเลือดมีตะกันน้ำตาล ตะกันไขมันมาก   

2. แสลง รสร้อน - ผู้ป่วยโรคทางไฟ เช่น โรคทางต่อมไร้ท่อ (อพัทธะปิตตะ) โรคทางตับ (พัทธะปิตตะ) ตัวร้อน  
3. แสลงรสขม,รสเย็น - ผู้ป่วยโรคทางลม เช่น ท้องอืดเฟ้อ เรอเหม็นเปรี้ยว ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว หทัยวาตะ

สรรพรสที่เหมาะกับเวลา
อาหารรสเปรี้ยวร้อน กินมื้อเช้า ถึง มื้อสาย   

อาหารรสเย็น/ขม/กลมกล่อม เหมาะกินมื้อกลางวัน ถึง มื้อบ่าย 
อาหารรสร้อน หรือเผ็ดร้อน กินมื้อเย็น ถึง มื้อค่ำจะดี
สรรพรสที่เหมาะกับอากาศ
  ลมร้อนมา ให้กินเย็น/ขม/กลมกล่อม

  ลมฝนมา ให้กินร้อน/เผ็ดร้อน   
  ลมหนาวมา ให้กินเปรี้ยวร้อน
ยามเช้าสาย กินเปรี้ยวร้อน ยามกลางวันถึงบ่าย กินเย็น ขม กลมกล่อม ยามเย็นค่ำ กินร้อนเผ็ดร้อน

พืชผักรสร้อน ส่วนใหญ่มีกลิ่นฉุน มักมีน้ำมันหอมระเหย เหมาะทำอาหารรสร้อน เหมาะทางลม
พืชผักรสเย็น ส่วนใหญ่เติบโตริมน้ำชายคลอง หรือมีลักษณะชุ่มฉ่ำน้ำ เหมาะทำอาหารรสเย็น เหมาะทางร้อน
พืชผักรสเปรี้ยว ปรุงอาหารเปรี้ยวนำ เหมาะทางน้ำ แต่ไม่ป่วยด้วยโรคทางน้ำ

อาหารรส เปรี้ยว,หวาน,มัน,เค็ม เหมาะกับอาการอ่อนเพลีย ผอมแห้งแรงน้อย ผู้ป่วยฟื้นไข้
อาหารรสร้อน เหมาะกับผู้สูงวัย วาตะหรือลมกำเริบ กินดียามแดดร่มลมตก หรือ ยามฟ้าฝนมา
อาหารเย็น กลมกล่อม เหมาะกับอาการร้อนใน เป็นไข้กำเดาทุกชนิด กินดียามเข้าร้อน

อาหารดิบ อาหารคาวมาก อาหารหมักดอง (หมายรวมถึง หน่อไม้ดอง, ผักดอง, กิมจิ, นมเปรี้ยวปลาร้า, น้ำปลา, ซีอิ้วทุกชนิด, เต้าหู้ยี้, ขนมปังทุกชนิด,ฯลฯ) ไม่ควรกินยามป่วยไข้ไม่สบาย ไม่เหมาะกับประเทศสมุหฐานร้อนชื้นอย่างประเทศไทย กินไข่เป็ดรสเย็นชุ่ม ดีกว่าไข่ไก่รสอุ่นร้อน ไม่เหมาะกับประเทศสมุหฐานของเรา เนื้อสัตว์ทุกชนิด โดยเฉพาะเนื้อหมู/เนื้อไก่ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่ทำแบบอุตสาหกรรมอาหารผลิตปริมาณมากๆ เลี้ยงด้วยอาหารสัตว์ที่ทำมาจากกากถั่วเหลือง GMO ยาปฎิชีวนะที่ฉีดให้กับสัตว์เลี้ยงในโรงเรือนแบบปิด เลี้ยงมากๆ ล้วนไม่ดีต่อร่างกาย อาหารกึ่งสำเร็จรูป/ขนมถุงขบเคี้ยวทุกชนิดที่ทำปริมาณมากๆแบบอุตสาหกรรม ควรงดบริโภค กลับไปหาบรรพบุรุษกันเถอะ กินแบบท่าน อย่ารักความสบายจนเจ็บป่วย อย่าอ้างเรื่องไม่มีเวลา อย่าอ้างเรื่องทำอาหารไม่เป็นไม่อร่อย อย่าอ้างเรื่องความสะดวกสบาย กินอาหารไทยแท้ ต้ม ยำ ตำ แกง ไม่กินของผัด ของทอด อาหารต่างชาติทุกประเทศ กินไม่มีมื้อ หิวแล้วถึงกิน ถ้ากินเช้า เวลาอาหารจะลงตัวพอดี เช้า กลางวัน เย็น ถ้าไม่กินเช้า ให้กินเมื่อหิวเท่านั้น ไม่กินน้ำเมื่อกินข้าว ให้เพียงจิบนิดหน่อยหลังอาหารแล้วเท่านั้น กระหายถึงดื่มน้ำ ตามความต้องการของร่างกาย ไม่ดื่มน้ำเย็น ไอศครีม เครื่องดื่มเย็นทุกชนิด ชาเขียว น้ำอัดลม กาแฟเย็น เอาน้ำเย็นออกจากตู้เย็น ใช้แค่แช่อาหารพืชผักเท่านั้น 
ปู่ย่าตายาย ของเราไม่มีอาหารแบบเรา มีแต่อาหารแบบท่าน กลับไปหาท่านทำอย่างท่าน อายุยืนแบบท่านไม่ป่วยด้วยโรคแบบเรา 

ขอกราบเคารพบูชา บรรพชนแพทย์แผนไทยทุกๆท่าน กราบบูชาด้วยบทความนี้
บทความรู้แห่งบรรพชนโดย นายคมสัน ทินกร ณ อยุธยา (แพทย์แผนไทย)
สำหรับเผยแพร่ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ด้วยอยากให้คนไทยไม่ป่วยไข้

วันพุธที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557

ผงฟู...ไม่ใช่แค่ทำขนม


เบกกิ้งโซดา (Baking Soda) ชื่อทางเคมี โซเดียมไบคาร์บอเนต (Sodium Bicarbonate) แต่คุณแม่บ้านรู้จักดีในนามของ "ผงฟู" ไม่ได้แค่ช่วยทำให้ขนมขึ้นฟู เท่านั้น เพราะแท้จริงแล้วยังใช้ประโยชน์งานบ้านอื่นๆ อีกมากมาย

เบกกิ้งโซดา มีฤทธิ์เป็นด่างอ่อนๆ มีความสามารถขจัดคราบบนพื้นผิวต่างๆ ได้นุ่มนวล และปลอดภัยต่อการใช้ ส่วนใหญ่สามารถนำไปใช้ประโยชน์หลักๆ 3 อย่าง คือใช้เป็นสารฟอกขาวในการซักผ้า ใช้ขจัดคราบสกปรกบนพื้นผิว และใช้ดับกลิ่นในที่ต่างๆ ได้อีกด้วย มาดูคุณประโยชน์อื่นของเบกกิ้งโซดากัน

1.       น้ำยาล้างสารพิษจากผักและผลไม้ นำเบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำ 10 ลิตร แช่ผักผลไม้ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า 2 ครั้ง สามารถลดสารพิษได้ 90%
2.       น้ำยาดับกลิ่นปาก ผสมเบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนโต๊ะ ในน้ำ 1 แก้ว ดับกลิ่นหอมกลิ่นกระเทียมได้ ถ้าใช้เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำ 1 แก้ว และผสมเกลือ 1 ช้อนโต๊ะใช้เป็นน้ำยาบ้วนปากได้
3.       ขัดฟันให้ขาว นำเบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชาผสมน้ำมะนาว 1/2 ช้อนชา ใช้แปรงสีฟันจุ่มแล้วขัดฟันเบาๆ บ้วนน้ำเปล่าจนสะอาด คราบชากาแฟจะหายไป (ห้ามทำเวลาป่วย เพราะมะนาวใกรดสูงอาจทำลายเคลือบฟันได้)
4.       น้ำยาล้างคราบในกาน้ำชาที่เป็นโลหะ ใส่น้ำลงในกาน้ำชาแล้วเติมเบกกิ้งโซดาลงไป 2 ช้อนโต๊ะ บีบน้ำมะนาวลงไปครึ่งลูก ต้มราวๆ 15 นาที ขัดและล้างจะสะอาดง่าย
5.       ครีมลบรอยขูดขีดเครื่องครัว ละลายเบกกิ้งโซดา 4 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำ 1 ลิตร ทำความสะอาดเครื่องคัวที่ทำด้วยฤอร์ไมก้า สเตนเลส พลาสติก โครเมี่ยม (ยกเว้นอะลูมิเนียม) ริ้วรอยจะเลือนหายไป
6.       น้ำยาทำความสะอาดเครื่องสุขภัณฑ์ เทเบกกิ้งโซดา 1/2 กล่องลงในถังนำหลังชักโครก ทิ้งไหว้ 1 คืนแล้วค่อยกดชักโครก ถังและชักโครกสะอาดและปราศจากกลิ่น
7.       ยาดับกลิ่นท่อและแก้ท่อตัน แทเบกกิ้งโซดาลงไปในท่อ 1 ถ้วยก่อนแล้วใส่เกลือแกงลงไป 1/4 ถ้วย ตามด้วยน้ำร้อน ท่อจะไม่ตันและกลิ่นสะอาดอีกด้วย
8.       น้ำยาทำความสะอาดเตาไมโครเวฟ นำเบกกิ้งโซดา 4 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่น 1 ลิตร นำผ้ามาชุบแล้วเช็ดทำความสะอาดภายใน คราบสกปรกจะเช็ดออกง่าย
9.       น้ำยาดับกลิ่นพรม ผสมเบกกิ้งโซดา 1/2 ถ้วยกับแป้งข้าวโพด 1/2 ถ้วย หยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นโปรดลงไป 15 หยด ใส่ขวดสเปรย์ฉีดบนพื้นพรมก่อนนอนทิ้งไว้จนเช้า กลิ่นพรมจะสะอาดสดชื่น
10.    น้ำยาซักผ้า ใส่ผงเบกกิ้งโซดา 1/2 ถ้วยในเครื่องซักผ้าพร้อมกับน้ำยาซักผ้า จะทำให้ผ้าขาวและสีจะสดขึ้น
11.    คราบเหลืองบนเสื้อขาว คราบที่เกิดจากการเก็บผ้าไว้ในตู้เป็นเวลานานๆ หรือมีฝุ่นจับ ให้นำผ้าไปต้มน้ำโดยใส่ผงเบกกิ้งโซดา 1/2 ถ้วย แล้วจึงนำมาซักด้วยวิธีธรรมดา คราบสกปรกจะหายไป แล้วคุณก็จะได้เสื้อขาวปิ้งเหมือนใหม่กลับคืนมา
12.    ทำความสะอาดเส้นผม ผสมเบกกิ้งโซดาหนึ่งช้อนชาเข้ากับแชมพูสระผมตามปกติของคุณ เพื่อช่วยขจัดสารตกค้างจากผลิตภัณฑ์แต่งผม (วิธีนี้จะดีเป็นพิเศษกับผมเส้นเล็ก)
13.    ขัดผิวหน้า ผสมเบกกิ้งโซดาครึ่ง ช้อนชาเข้ากับเคลนเซอร์ของคุณ เพื่อทำเป็นสครับขัดผิวหน้า โดยนวดลงบนผิวหน้าที่เปียกหมาดๆ เป็นแนววงกลม แล้วล้างน้ำออก คุณสามารถขัดซ้ำได้ถ้าจำเป็น และถ้าคุณอยากจะกำราบสิวไปด้วย ก็ผสมยาแอสไพรินบดเป็นผงลงไปหนึ่งเม็ด เพราะมีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิก ที่ช่วยต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรียได้
14.    ทำความสะอาดแปรง เปิดน้ำอุ่นลงในอ่างล้างหน้า แล้วเติมเบกกิ้งโซดาลง ไปสองถึงสามช้อนโต๊ะ แช่หวีและแปรงลงในส่วนผสมนั้นเป็นเวลาสองสามนาที เพื่อขจัดสารตกค้างที่ติดอยู่ออกไป ล้างน้ำให้สะอาด แล้วอย่าลืมผึ่งหวีและแปรงให้แห้งสนิทจริง ๆ
15.    ช่วยทำให้หนังหุ้มเล็บนุ่มขึ้น เติมเบกกิ้งโซดาประมาณหนึ่งหยิบมือลงในชามน้ำอุ่น แล้วแช่มือไว้ในนั้นเป็นเวลาสองสามนาที ก่อนจะล้างน้ำให้สะอาด ก็จะช่วยให้หนังหุ้มเล็บนุ่มขึ้นได้

16.    ผ่อนคลายความปวดเมื่อย แช่เท้าลงในน้ำอุ่นที่ผสมเบกกิ้งโซดา จะช่วยให้ผ่อนคลายจากความปวดเมื่อยได้ดี หลังเดินหรือยืนมาแล้วทั้งวัน
*********************************************

วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2557

ลมผิดเดือน (อาการวัยทอง)

ลมผิดเดือน ( อาการวัยทอง )

เข้าหน้าร้อน แต่ลมฝนมา เข้าหน้าฝน แต่ลมหนาวมา ลมมาผิดเดือน โบราณหมายเปรียบ
กับอาการหมดประจำเดือน ที่เป็นทั้งหญิงและชายถึงแม้จะไม่มีระบบประจำเดือนเช่นหญิงก็ตาม หมอไทยกล่าวไว้ว่า มีเชื้อเพศหญิงสถิตในหญิง มีเชื้อเพศชายสถิตในชาย และยังกล่าวอีกว่าในความเป็นชายก็มี ความเป็นหญิงแทรกอยู่ ในความเป็นหญิงก็มีความเป็นชายแทรกอยู่ เนื่องแต่เรามาจากพ่อและแม่ ปัจจุบันคือเรื่องของฮอร์โมนเพศนั่นเอง

ลมผิดเดือนโดยปกติมักเกิดขึ้นกับปัจฉิมวัย(วัยสุดท้าย)โดยเริ่มนับแต่อายุ 32 จนสิ้นอายุขัย เป็นวัย ที่ลมกำเริบได้ง่าย รวมถึงลมผิดเดือนด้วย แต่จะเกิดขึ้นในช่วงอายุเท่าใด จะเกิดขึ้นเมื่อใด จะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ แต่หากเกิดลักษณะของอาการจะเป็นเช่นนี้


1. ร้อนๆหนาวๆ เนื่องแต่กำเดาระส่ำระส่ายกำเริบ
2. บางทีตัวรุมๆเหมือนจะมีไข้ เนื่องแต่กำเดาอุ่นกายกำเริบ
3. ท้องอืดพอง อาหารไม่ย่อย กินได้น้อยลง เนื่องแต่กำเดาย่อยหย่อน
4. ผิวแห้งเหี่ยวไม่สดใสเต่งตึง เนื่องแต่กำเดาเสื่อมโทรม
5. ไม่สบายเนื้อสบายตัว อึดอัดบอกไม่ถูก หงุดหงิดง่าย จู้จี้ผิดปกตินิสัย
6. ใจร้อน ใจเร็วขึ้นกว่าปกติมาก
7. ชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอ เดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้า ความดันขึ้นๆลงๆไม่ค่อยเสถียร
8. เหนื่อยอ่อนเพลียง่ายถึงแม้ไม่ได้ทำกิจกรรมใดมากเกินไป
9. ปวดเมื่อยไปตามเนื้อตามตัว
10. วิงเวียนหน้ามืด ตาลาย ทรงตัวไม่อยู่
11. กลัดกลุ้มคิดมาก คิดเองคนเดียว วิตกกังวลสูง
12. นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย พลิกไปพลิกมา
13. ในเพศชายอาจเสื่อมสมรรถนะทางเพศชั่วคราว


ในอาการทั้งหมดไม่จำเป็นต้องเป็นทุกอาการตามกล่าว แต่ละคนจะมีอาการต่างๆกันไป และในการบำบัดรักษานั้น หมอไทยรักษาทั้งกายและใจตามอาการที่ต่างกันนั้น
ทางกาย รุอารมณ์ให้สงบ รุกำเดาอุ่นกายลง รุเถาดานในช่องท้อง รุเลือดให้สะอาด ล้อมกองหทัยวาตะ ล้อมลมสูงให้ลงล่าง ล้อมลมในช่องท้อง ล้อมเลือดให้บริบูรณ์ รักษาเชื้อเพศที่พร่องไปให้เพิ่มขึ้น รักษาให้กินได้นอนหลับสบายใจ
ทางใจให้ทำกิจกรรมมากขึ้น เช่น เรียนสิ่งที่น่าสนใจเพิ่มเติม ให้เข้ากลุ่มทางสังคม เช่น ไปเยี่ยมเพื่อนวัยเดียวกันบ่อยๆให้ปฏิบัติสงบใจด้วยตนเอง

ลมผิดเดือนเป็นเพียงอาการชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ได้ป่วยเจ็บ หายได้ และจะกลับเป็นใหม่ สลับกันไปมา
หมั่นดูแลรักษากายใจ และเมื่อมาตั้งสติให้มั่น พบแพทย์ถ้าอาการไม่ดีต่อเนื่อง หรือลองทำน้ำกระสายยากินดู เมื่อลมผิดเดือนเข้าดังนี้


น้ำกระสายยาหญิงวัยทอง
ส่วนประกอบ ว่านเปราะหอม/ว่านร่อนทอง/เถาเอ็นอ่อน/กาวเครือขาวสะตุ/ว่านชักมดลูกสะตุ/ดอกคำฝอย/ดอกคำแสด/ใบและดอกขี้เหล็ก/ใบบัวบก/เมล็ดถั่วเหลืองคั่วพอหอม/เถาบอระเพ็ด
วิธีทำ นำทั้งหมดลงต้มห้ามเคี่ยว แล้วกรองเติมน้ำตาลกรวดและเกลือเล็กน้อย
วิธีใช้ ดื่มต่างน้ำ3-5 วันแล้วหยุดหากอาการดีขึ้นให้ดื่มต่ออีก5-7วัน ไม่ดีขึ้นให้พบแพทย์

น้ำกระสายยาชายวัยทอง
ส่วนประกอบ กาวเครือแดงสะตุ/รากปลาไหลเผือกคั่วพอหอม/กำลังทั้งห้า/เถาบอระเพ็ด/ใบบัวบก/รากระย่อมสะตุ/ ดอกคำฝอย/ลูกเดือยคั่วพอหอม
วิธีทำ และวิธีใช้ เช่นเดียวกับน้ำกระสายยาหญิงวัยทอง

ลมผิดเดือนก็คืออาการของภาวะกระษัย ความเสื่ิอมไปตามอายุสังขาร เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เป็น
ธรรมชาติแห่งสรรพชีวิตเป็นปกติ ดูกายดูใจ ตามกายตามใจ อย่างรู้เท่าทัน แพทย์ช่วยได้เพียงครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง เราต้องทำเอาเองไม่มีคนช่วยได้

ขอกราบเคารพ บรมครูแพทย์แผนไทยทุกท่าน ด้วยบทความนี้
บทความรู้ดั้งเดิมโดย นายคมสัน ทินกร ณ อยุธยา (แพทย์แผนไทย)
สิงหาคม 2556 สำหรับเผยแพร่ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ด้วยอยากให้คนไทยไม่ป่วย

ประจำเดือนสตรี

คัมภีร์แพทย์แผนไทยแต่โบราณมาเล่มหนึ่งชื่อ "คัมภีร์มหาโชตรัตน์" กล่าวไว้ถึงเรื่อง "ประจำเดือนสตรี"
ความตอนหนึ่งกล่าวถึงเรื่อง โลหิตระดูปกติโทษ คือมีอาการผิดปกติทุกๆเดือนเหมือนกัน แต่หากมีอาการต่างไปจากเดิมเรียก โลหิตระดูทุจริตโทษ 
โลหิตระดูปกติโทษนั้น จะเกิดก่อนประจำเดือนมาสักสองสามวัน ตลอดจนอายุประจำเดือน และหลังประจำเดือนหมดแล้วสักสองสามวัน มีอาการต่างๆกันไปดังนี้

1. โลหิตระดูปกติโทษเกิดแต่หทัย จะมีอาการทางอารมณ์ ใจร้อนใจเร็ว โมโหง่าย กลัดกลุ้ม
2. โลหิตระดูปกติโทษเกิดแต่น้ำดีและตับ จะมีอาการตัวร้อนเป็นไข้ (ไข้ทับระดู) เสียดชายโครงขวา
ลงล่างสู่ท้องน้อย หรือหากเป็นมากจะเกิดซ่าไข้แดงๆตามผิวหนัง เกิดแต่เลือดร้อน เลือดเป็นพิษ
จะปวดหัว มึนหนักในศีรษะ
3. โลหิตระดูปกติโทษเกิดแต่เนื้อ จะมีอาการเป็นลมพิษตามเนื้อตัว เช่นเดียวกับการแพ้อาหาร กิน
อาหารผิดสำแดงนั่นเอง
4. โลหิตระดูปกติโทษเกิดแต่เส้นเอ็น จะมีอาการปวดเมื่อยไปตามเนื้อตามตัว เป็นไข้สะบัดร้อน
สะท้านหนาว จะปวดหัว
5. โลหิตระดูปกติโทษเกิดแต่กระดูก จะมีอาการปวดขัดตามข้อกระดูก 


คัมภีร์ว่าไว้โลหิตระดูปกติโทษเกิดแต่ลมทั้งหกจำพวกเป็นเหตุ แต่เหตุแห่งลมมาแต่ไฟ ต้องดับไฟเสียก่อนเกิดลม อาการจะบรรเทาลงเมื่อประจำเดือนมา ก่อนประจำเดือนจะเข้าให้ผ่อนร้อนลงเสียก่อน ให้กินอาหารรสเย็นหรือกินของขม รสอาหารต้องไม่จัดจ้าน เสริมด้วยการกินยาขม,ยาเขียว แต่เมื่อประจำเดือนมาให้หยุดของขมของเย็น,ของเปรี้ยว,หวาน,มัน,เค็ม เพราะจะยิ่งทำให้ระบบน้ำในกายกำเริบ และหากปวดประจำเดือนให้ลอง ทับเย็นแทนทับร้อนไปตรงอู่ของมดลูกก่อน หากไม่ดีขึ้นให้ทับร้อนอย่าง

เดียว 

ระดูปกติโทษและระดูทุจริตโทษ เป็นเหตุหนึ่งให้เกิดระดูขาวแทรกในเนื้อประจำเดือน หรือเกิดแทรกก่อนเนื้อประจำเดือนมา หากเกิดซ้ำเกิดซากจะเกิดตะกันในโพรงมดลูก(ซีส) ตามด้วยผังผืดมายึดรัดไว้ พอกพูนขึ้นๆกลาย
เป็นเนื้องอกและเนื้อร้ายในบันปลาย หมอไทยจึงรีบรักษาอาการตกระดูขาวให้หายขาดทันทีเมื่อตรวจพบ และรักษาจนเนื้อประจำเดือนมาเป็นปกติแดงเข้มใส สำแดงถึงความบริบูรณ์แห่งระบบสืบพันธ์และสุขภาพที่แข็งแรงหน้าตาผิวพรรณจะสดใสเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล ไร้สิวฝ้าบนใบหน้า ส่วนระดูทุจริตโทษ เป็นความผิดปกติที่มากกว่า เช่นอาการประจำเดือนขาดโดยไม่มีการตั้งครรภ์ มดลูกแห้งติดแนบเข้ากระดูกสันหลัง ต้องพบแพทย์รีบรักษาแต่อาการที่เป็นมากที่สุดจากที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด คืออาการมดลูกลอย มดลูกเคลื่อนซ้าย-ขวา มดลูกลงต่ำ นั่นก็เป็นเหตุให้เกิดอาการดังข้างต้นก็ได้ ให้เปรียบมดลูกดั่งชิงช้าเมื่อชิงช้าแกว่งไปเป็นปกติที่ต้องแกว่ง
กลับ(กลับเข้าอู่คือที่ตั้ง) หากไม่กลับอาจค้างขึ้นบน ลงล่าง ไปซ้ายย้ายมาขวา ทำให้เกิดอาการต่างๆตามมาดังนี้

1. อาการมดลูกลอย คือเคลื่อนขึ้นบนจนไปเบียดระบบการย่อยและระบบทางเดินหายใจ เกิดอาการอืดเฟ้อ เรอ หายใจขัด หายใจตื้น หายใจสั้น เหนื่อยง่าย
2. อาการมดลูกตะแคงซ้าย-ขวา มีอาการเสียดช่องท้อง ปวดไหล่หลังใกล้ต้นคอ ปวดหัวเป็นลมปะกัง
(ไมเกรน) ขวาเบียดเข้าตับ ซ้ายเบียดเข้าม้าม
3. อาการมดลูกหย่อน ปวดปัสสาวะบ่อย ปวดหลังเข้ากระเบนเหน็บ
หมอไทยจะทำการบำบัดด้วยวิธีการดังนี้

รุ ตะกันในมดลูก ใช้ยาเช่น ไฟประลัยกัลป์ ขับตะกัน ขับเมือกสกปรก สิ่งคั่งค้างต่างๆ
ฟอกโลหิต ด้วยยาที่ทำมาจากสมุนไพรรสเค็มฝาด
ล้อม ตามอาการที่เกิด เช่นปวดท้องน้อย,ปวดหัว,ปวดหลังไหล่ก้านคอ เป็นต้น
รักษา นาบหม้อเกลือ/นวดโกยมดลูกให้กลับเข้าอู่/เผายา/พอกโคลนยา ฯลฯ

น้ำกระสายยาก่อนประเดือนเข้า (ทำทานเองได้)
ส่วนประกอบ 3คำ(คำฝอย,คำแสด,คำไทย) 2เถา(เถาวัลย์เปรียง,เถาคันแดง) 2มวก(เถามวกแดง
เถามวกขาว) ใบหญ้านาง,ใบขี้เหล็ก
วิธีทำ นำลงต้มแล้วกรอง
วิธีใช้ ครั้งละ 1 แก้ว 2 เวลาเช้า-เย็น ทานก่อนประจำเดือนมา 3-5 วัน


น้ำกระสายยาระหว่างประจำเดือนเข้า
ส่วนประกอบ ขิง/ข่า/ตะไคร้/ใบโหระพา/ใบกระเพรา/ใบสะระแหน่/ใบมะกรูด/ใบมะนาว/พริกไทยดำ/เทียนห้า
วิธีทำ นำลงต้มแล้วกรอง
วิธีใช้ ครั้งละ 1 แก้ว 3 เวลาหลังอาหารทันที


น้ำกระสายยาเมื่อประจำเดือนออก
ส่วนประกอบ คำไทย,คำฝอย,ฝางเสน,กล้วยน้ำหว้าดิบและสุกคละกัน,ทับทิมทั้งลูก
วิธีทำ นำลงต้มแล้วกรอง
วิธีใช้ ครั้งละ 1 แก้ว เช้า-เย็น ทานหลังประจำเดือนออกแล้ว 3-5 วัน

ปฏิบัติตัวดังนี้เพื่อประจำเดือนมาเป็นปกติ แดงสวยใส หน้าตาผิวพรรณสดชื่นเปล่งปลั่ง มีเลือดฝาด
ไร้สิวฝ้า ผ่องใสมีน้ำมีนวล
ต้มน้ำกระสายยาเข้า 3 หม้อตามสูตร กินตามลำดับ ก่อน ระหว่าง หลัง กินอาหารรสเย็นก่อนประจำเดือนมากินอาหารรสร้อน ในระหว่างประจำเดือนมา งดรสเปรี้ยว/หวาน/มัน/เค็ม/ของเย็นของขม กลับมากินอาหารรสเย็นอีกครั้งหลังประจำเดือนออก

ขอกราบเคารพบูชา บรมครูแพทย์แผนไทย ด้วยบทความนี้
บทความรู้ดั้งเดิมโดย นายคมสัน ทินกร ณ อยุธยา (แพทย์แผนไทย)
สิงหาคม 2556 สำหรับเผยแพร่ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ด้วยหวังให้คนไทยไม่ป่วย