วันจันทร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2557

ธาตุทั้งหลายเป็นไตรลักษณ์

ธาตุวิภังค์ในพระพุทธศาสนา

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเทศนาเรื่อง "ธาตุวิภังคสูตร" ก็เพื่อให้พิจารณาเห็นว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงตลอดจนร่างกายของเรานี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีธรรมดาไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ ไม่ใช่ตัวเรา จึงไม่พึงยึดถือ ธาตุทั้ง ๔ ในร่างกายเราจึงมิใช่ของตายตัว ไม่ใช่ของจำเพาะสำหรับตัวเรา แต่เป็นสิ่งที่ผันแปรอยู่เสมอ และเปลี่ยนที่โยกย้ายไปมาได้ 

ความจริงข้อนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระบรมศาสดาของเราทั้งหลาย ก็ได้ทรงทราบประจักษ์แจ้งด้วยพระสัพพัญญุตญาณ จึงได้ทรงแสดงไว้ในที่หลายแห่งว่า “ปฐวีธาตุไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวเรา ของเรา, อาโปธาตุไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวเรา ของเรา เป็นต้น” ความที่ทรงสอนนี้เป็นพยานหลักฐานแห่งความเลอเลิศแห่งพระพุทธศาสนาซึ่งแสดงความสัจจ์จริงเหนือศาสนาอื่นซึ่งสอนไว้ว่า ดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นของ คงทนถาวร น่าสังเกตว่าในเรื่องธาตุอันเป็นส่วนประกอบของสารทั้งหลายนี้ วิทยาศาสตร์ก็เคยเข้าใจผิด อยู่ว่า สิ่งที่เรียกว่า “เอเลเม็นต์” Element หรือ “ธาตุ” นั้น เป็นสิ่งที่มีลักษณะจำเพาะอันจะเปลี่ยนแปลงต่อไปไม่ได้ เพิ่งมารู้ความจริงเมื่อไม่นานมานี้เองว่า เอเลเม็นต์หรือธาตุ ยังแยกแยะต่อไปได้เป็นประจุไฟฟ้าที่เรียกว่า โปรตรอน และ อิเล็กตรอน อีเล็กตรอนนี้ยังแยกออกไปเป็นพลังงานอีกทอดหนึ่ง พระบรม ศาสดาของเราได้แสดงหลักความจริงเรื่องนี้ไว้มากกว่าสองพันห้าร้อยปีมาแล้ว

ความแปรผันแห่งธาตุ แปรสภาพจากธาตุหนึ่งไปสู่อีกธาตุหนึ่ง หรือแปรกลับมาเป็นเช่นเดิม ตัวอย่างเช่น วาโยธาตุคือออกซิเจน กับวาโยธาตุคือไฮโดรเจน รวมกันเข้ากลายเป็นอาโปธาตุ คือน้ำ H2O ที่เราใช้ดื่มใช้อาบนี้ วาโยธาตุคือออกซิเจนรวมกับปฐวีธาตุคือคาร์บอน กลายเป็นคาร์บอนได้ออกไซด์  CO2 ซึ่งเป็นวาโยธาตุที่เกิดขึ้นเวลาจุดไฟหรือรวมกับ ปฐวีธาตุ คือ ธาตุเหล็ก กลายเป็นสนิมเหล็กซึ่งเป็น ปฐวีธาตุ คาร์บอนผสมกับปฐวีธาตุคือกำมะถัน กลายเป็นของเหลวคืออาโปธาตุ เรียกว่า คาร์บอนไดซัลไฟด์ เป็นตัวทำให้เกิดกลิ่นเหม็นที่เราพบในการเน่า แม้ธาตุอย่างเดียว ๆ ก็อาจแปรสภาพเป็นธาตุอื่นได้ ถ้าได้ รับการกระทำบางอย่าง เช่นการใช้ความร้อนทำให้อาโปธาตุ คือน้ำกลายเป็นวาโยธาตุคือไอน้ำ หรือ การใช้กำลังอัดทำให้วาโยธาตุคือคาร์บอนไดออกไซด์กลายเป็นอาโปธาตุ คือ คาร์บอนไดออกไซด์เหลว และอาจทำให้แปรต่อไปกลายเป็นปฐวีธาตุ คาร์บอนไดออกไซด์แข็งหรือน้ำแข็งแห้งก็ได้ ดังนี้ จึงเป็น การสมจริงตามพระพุทธวัจนะที่ว่า “ธาตุไม่เที่ยง”

ความวนเวียนไปมาแห่งธาตุพิจารณาเห็นได้จากเหตุการณ์ซึ่งอาจเรียกได้ว่า “วัฏฏะแห่งธาตุ” คือ การที่สารต่าง ๆ โยกย้ายออกไปจากร่างกายของเรา แล้วก็เวียนกลับเข้ามาใหม่ เข้า ๆ ออก ๆ อยู่เช่นนี้ เรื่อยไป ตัวอย่างเช่นเนื้อหนังของเราประกอบขึ้นด้วยวัตถุประเภทเนื้อเป็นส่วนใหญ่ สิ่งสำคัญในวัตถุ ประเภทนี้คือ มูลสาร(ใช้แทนคำว่าธาตุในทางวิทยาศาสตร์)ไนโตรเจน ซึ่งประกอบเป็นเกือบทั้งหมดของเนื้อ นอกเหนือไปจากน้ำ เราได้ มูลสารไนโตรเจนนี้โดยกินเนื้อสัตว์หรือกินถั่ว สัตว์ได้ไนโตรเจนจากการกินหญ้า หญ้าหรือต้นถั่วก็ได้ไนโตรเจนมาจากดิน ดินได้ไนโตรเจนมาจากอากาศจากอุจจาระหรือปัสสาวะหรือจากซากของคนและสัตว์ ดังนั้นมูลสารไนโตรเจนที่อยู่ในร่างกายของเราในขณะนี้อาจเคยอยู่มาก่อนหลายต่อหลายครั้งแล้ว และ อาจเคยอยู่มานับครั้งไม่ถ้วนแล้วในตัวของวัวหรือควายหรือหมูหรือสัตว์อืนหรือในต้นผักต้นหญ้า นานาชนิด หรือแม้เคยอยู่ในตัวของคนที่เป็นเพื่อนเรา เป็นศัตรูของเรา หรือที่เราไม่เคยรู้จักหน้าตาเลยก็ได้

เห็นได้ว่าธาตุที่ประกอบเป็นร่างกายของเราก็ดี ของคนอื่นหรือสัตว์อื่นก็ดี หรือเป็นของทั้งหลายก็ดี ล้วนแต่ไม่ใช่ของคงที่หรือคงทนถาร แต่เปลี่ยนเป็นไปตามกฎแห่งไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ธาตุเป็นอนิจจังเพราะไม่คงที่ ประเดี๋ยวมากประเดี๋ยวน้อย ประเดี๋ยวมีประเดี๋ยวไม่มี, ธาตุเป็นทุกขัง เพราะทนอยู่ไม่ได้ต้องผันแปรเปลี่ยนไป ประเดี๋ยวเป็นรูปนั้นประเดี๋ยวเป็นรูปนี้ ไม่มีความถาวร, ธาตุเป็นอนัตตา เพราะมิใช่เป็นของเฉพาะตัวตนของผู้ใด ประเดี๋ยวอยู่ในตัวเรา ประเดี๋ยวอยู่ในตัวเขา ไม่เป็นไปโดยประสงค์ เลือกไม่ได้ บังคับไม่ได้ หมุนเวียนไปตามหลักของธรรมชาติโดยสิ้นเชิง
อ้างอิง dhamma.mbu.ac.th
ที่มา : http://board.palungjit.org/f4/ที่ตั้งของธาตุ-ธาตุสมุฎฐาน

วันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2557

ลักษณะของตรีธาตุ

ตรีธาตุ มี ๒ ลักษณะ คือ หยาบเห็นได้ กับ ละเอียดเห็นไม่ได้
ตรีธาตุลักษณะหยาบ
ศเลษมะ ลักษณะหยาบ เป็นน้ำด่าง เป็นน้ำลาย มีเมือก หรือ มูกมาก สำหรับย่อยแป้งและอาหารต่างๆ ที่มีรสหวาน (มธุรรส) และรสเค็ม (ลวนะรส) เป็นวัตถุกึ่งน้ำกึ่งดิน [ดิน ณ ที่นี้หมายถึงของแข็ง (Solid) ] ตำแหน่งสำคัญอยู่ที่ อามาศัย (คือ ที่ปากและตอนต้นของกระเพาะอาหาร)


ปิตตะ ในลักษณะหยาบ เป็นกรด ค่อนข้างเป็นน้ำมากกว่าดิน เป็นน้ำย่อยอาหาร และดูดอาหารประเภทรสเปรี้ยว (อมลรส) ตำแหน่งเดิมของปิตตะ อยู่ที่ ปจยมานาศัย (คือ ตอนล่างกระเพาะอาหาร และตอนต้นลำไส้เล็ก)



วายุ ในลักษณะหยาบ อยู่ในมหาโศรต ตอน ปกวาศัย (ลำไส้เล็ก) เป็นน้ำย่อยอาหาร มีรสขม ระเหยได้ มีอำนาจย่อยและดูดอาหาร และยาจำพวกรสร้อน (กฏุ) รสขม (ติกตะ) และรสฝาด (กษายะ)

วาตะ ปิตตะ และ ศเลษมะ ทั้ง ๓ อย่างนี้ แม้ว่าจะมีแผ่ซ่านทั่วไปทั้งร่างกาย แต่มีที่ตั้งที่สำคัญที่พอจะจำแนกได้ ดังต่อไปนี้
ธาตุและตำแหน่งที่ตั้ง
ศเลษมะ (กผะ เสมหะ อาโป น้ำ)
ปิตตะ (เตโช อัคนี ไฟ)
วาตะ (วายุ วาโย ลม)
กเลทกะ - ภายในช่องปาก  
อามาศัย - กระเพาะอาหาร
อวลัมพกะ - อก
โพธกะ - ลิ้น
ตรปกะ – หัว สมอง
ศเลษกะ - ข้อกระดูก

ปาจกะ - ระหว่าง อามาศัย(กระเพาะอาหาร) กับไส้เล็ก (ปกวาศัย)
รนชกะ - ตับ ม้าม
สาธกะ - หัวใจ
อาโลจกะ - เยื่อชั้นในสุดของนัยน์ตา (Retina)
ภราชกะ - หนัง
ปราณะ - หัว คอ อก
อุทานะ - อก คอ ท้องส่วนบน
สมานะ - ท้องส่วนสะดือ กลางท้อง
วยานะ - หัวใจ และร่างกายทั่วไป
อปานะ - อุ้งเชิงกราน และส่วนล่างลงไป


คุณภาพหรือลักษณะธาตุ
วาตะ(วายุ หรือ วาโย)
ปิตตะ
ศเลษมะ  เสมหะ เสลด หรือกผะ
ลักษณะ
(๑) รุกษา (แห้ง) (๒) ลหุ (เบา) (๓) ศีตะ (เย็น) (๔) ขระห (ขรุขระ) (๕) สุกษมะ (แลไม่เห็น) (๖) จละ หรือ จลนะ (เคลื่อนไหว)
(๑) สเนหะ (ข้นเหนียวเล็กน้อย) (๒) ตีกษณะ (ว่องไว) (๓) อุษณา (ร้อน) (๔) ลหุ (เบา) (๕) วิศรุม (มีกลิ่นคาวเลือดนิดหน่อย) (๖) ศรมะ (ซึมซาบเร็ว) (๗) ทรวัม (เหลว)
(๑) สนิคธะ (เหนียวมาก) (๒) ศีตะ (เย็น) (๓) คุรุ (หนัก) (๔) มณฑะ (แช่มช้า) (๕) สลักษณะ (อ่อน) (๖) มรุตสนะ (ลื่น) (๗) สถิระ (สถิตนิ่ง)
รส
มีรสฝาด
รสขม ร้อน เหนียวเป็นยางนิดหน่อย ซึมซาบเร็ว
ถ้าดิบรสเค็ม ถ้าสุกรสหวาน
สี
อรุณ (สีแดง)
ถ้าดิบเป็นสีเขียว ถ้าสุกเป็นสีเหลือง



วันเสาร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2557

แสลงโรค


แสลงโรค ฉบับการแพทย์แผนไทยดั้งเดิม 
บทความโดย นายคมสัน ทินกร ณ อยุธยา (แพทย์แผนไทย)
คำว่า "แสลง" ว่ากันตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานแปลได้ความว่า " ไม่ถูกกับโรค " สิ่งใดบ้างที่ขัดกับโรคสิ่งนั้นเรียก "แสลงโรค" อาหารแสลงโรค อากาศแสลงโรค อาชีพแสลงโรค อริยาบทแสลงโรค เป็นต้น เมื่อแสลงแล้วจึงสำแดงปรากฎอาการออกมา กินอาหารผิดสำแดง อยู่ในสภาพอากาศที่ผิดสำแดง ประกอบอาชีพผิดสำแดง มีอริยาบทผิดสำแดง
อาหารแสลงโรค กินมากแล้วผิดสำแดง 
เราต้องกินอาหารทุกวัน หากอดอาหารเพียงไม่กี่วันถึงแก่ชีวิตได้ อาหารให้ทั้งคุณและโทษ แล้วเราจะกิน อย่างไรไม่ก่อให้เกิดโทษ อาหารเป็นหนึ่งในอุทริยังซึ่งยังประกอบไปด้วยน้ำและอากาศ ผ่านระบบอันตัง(ทางเดินอาหาร) สำเร็จเป็นกรีสังมิใช่หมายเพียงอาหารเก่าแต่หมายปฎิกูลทั้งปวงอันเกิดเป็นของเสีย
๑ กินแสลงกับอายุ
วัยเด็กหากกินเย็นขม ร่างกายเย็นไปทำให้ไม่สบาย ด้วยเป็นวัยที่เสมหะกำเริบได้ง่าย
วัยกลางหากกินเผ็ดร้อน จะยิ่งป่วยเพราะร้อนเป็นปรกติอยู่แล้ว ด้วยเป็นวัยปิตตะกำเดา
วัยผู้ใหญ่หากกินเย็นขม ยิ่งทำให้เกิดลมหย่อน ด้วยเป็นวัยแห่งวาตะหย่อนได้ง่าย
๒ กินแสลงกับธาตุ
ธาตุปฎิสนธิดิน แสลงรสเปรี้ยว ทำให้น้ำมาก รสขม ทำให้ดินเย็น รสเมาเบื่อเป็นพิษ รสร้อน ทำให้ดินมีกำเริบ
ธาตุปฎิสนธิน้ำ แสลงรสเปรี้ยว,หวาน,มัน,เค็ม ทำให้น้ำกำเริบ
ธาตุปฎิสนธิลม แสลงรสขมทำให้เกิดลม,เปรี้ยว,หวาน,มัน,เค็ม ทำให้ลมเคลื่อนไหวช้า
ธาตุไฟ แสลงรสร้อน
๓ กินแสลงอาการ
อาการทางปิตตะกำเริบ แสลงรสร้อน
อาการทางปิตตะหย่อน แสลงรสเปรี้ยว,หวาน,มัน,เค็ม,ขม ทำให้น้ำกำเริบ
อาการทางวาตะกำเริบ แสลงรสร้อน เพราะยิ่งทำให้เกิดลมกล้าขึ้นไปอีก
อาการทางวาตะหย่อน แสลงรสขม เพราะยิ่งทำให้ลมหย่อนมากขึ้น
อาการทางเสมหะกำเริบ แสลงรสเปรี้ยว,หวาน,มัน,เค็ม, แลขม
อาการทางเสมหะหย่อน แสลงรสร้อน ยิ่งทำให้เสมหะงวดเข้า
๔ กินแสลงอาชีพ/อริยาบท 
ยืนมาก,เดินมาก อาหารรสร้อนเกินไปอาจแสลงได้เพราะมีลมพัดกล้าเป็นปรกติอาชีพแลอริยาบทนี้ นั่งมาก,นอนมาก อาหารรสเปรี้ยว,หวาน,มัน,เค็ม,แลขม เพราะมีลมพัดหย่อนเป็นปรกติน้ำมากเป็นธรรมดา แต่ทั้งหมดทั้งสิ้น การกินแสลงกับอาการนั้นสำคัญที่สุด ด้วยเป็นการเจ็บป่วยไม่สบายมีการผิดไปของตรีธาตุ แพทย์จักวางอาหารแสลงแจ้งแก่ผู้ไข้ไปตามสมุฎฐานที่แพทย์ได้วินิจฉัยแล้วนั้น

อุทริยังหมาย อาหารเป็นธาตุดิน น้ำเป็นธาตุน้ำ อากาศเป็นธาตุลม ไปประมวลผลในกายผสมกับธาตุไฟที่มีอยู่ในกายแต่เดิม ก่อให้เกิดเป็นพลังงานขับเคลื่อนอวัยวะน้อยใหญ่ให้ดำรงอยู่ได้อย่างเป็นปรกติธรรมดา หากสัดส่วนของอุทริยังผิดไปจากอายุ,จากธาตุ,จากอาการ ย่อมก่อให้ตรีธาตุนั้นผิดสำแดงแสดงเป็นอาการปรากฎ กรีสังหมาย ปฎิกูลอันเกิดแต่การทำงานของธาตุดินเป็นของเสีย ร่างกายต้องขับออก เช่น อุจจาระ,ปัสสาวะ,ระดู,ขี้หู,ขี้ตา,ขี้เหงื่อ,ขี้ไคล,ขี้มูก,ตะกรันในโลหิต เช่นตะกรันน้ำตาล หรือน้ำมัน เป็นต้น ฯลฯ แพทย์สามารถวินิจฉัยอาการแห่งโรคได้จากกรีสัง แลหากอุทริยังผิดไปจากธาตุ,อายุ,อาการ ย่อมสำแดงผลเป็น กรีสังให้แพทย์วินิจฉัย
แพทย์พึงวางอาหารให้แก่ผู้ไข้มิให้แสลงมิใช่วางแต่ตำรับยารักษาเท่านั้น ให้ยึดหลักตรีธาตุกำเริบ,หย่อนจากอาการปรากฎ ใช้หลักรสบอกสรรพคุณวางอาหารแสลง

วันวิษุวัต(วันเริ่มต้นปีใหม่)

วันปีใหม่ของมวลมหามนุษยชาติมาแต่โบราณกาล ก่อนที่ปฏิทินจูเลี่ยน เกรกอเรี่ยนที่มีการกำหนดนับว่า 1 มกราคมเป็นปีใหม่แล้วก็ใช้พลังอำนาจบาตรใหญ่ของฝรั่งมาบังคับโลกทั้งใบให้เชื่อว่าเป็นปีใหม่ตาม

ปีนี้วันที่ 20 มีนาคม เป็นวันวิษุวัต (Equinox) ดวงอาทิตย์ทำมุมฉากเป๊ง ขึ้นและตกตามทิศตะวันออกและตะวันตกแท้ เลยจากนี้ไปดวงอาทิตย์จะเฉียงขึ้นเหนือเรื่อยๆ ดังนั้นถ้าใครจะไปถ่ายรูปพระอาทิตย์ที่ปราสาทหินควรไปวันที่ 21 มีนาคม ถือเป็นการเปลี่ยนฤดูกาลที่แท้จริง หมดหนาวเข้าร้อน ตามการโคจรของพระอาทิตย์

มวลมหามนุษยชาติในอารยธรรมโบราณ อาทิพวกสุเมเรี่ยน อียิปต์ กรีก เปอร์เชีย จีน เมโสโปเตะเมีย ล้วนอยู่ในโลกซีกบน (ยกเว้นก็แต่พวกอินคา) เมื่อได้สังเกตดวงอาทิตย์วันแล้ววันเล่าๆๆๆ....ก็พบว่า วันนี้แหละที่ดวงอาทิตย์ขึ้นลงเป๊ง ปีนึงมีสองครั้ง จากนี้ก็เข้าร้อนอีกสามเดือน แล้วก็เข้าใบไม้ร่วงสามเดือน ที่เหลือหนาวสามเดือน หมุนเวียนตามดวงอาทิตย์

สโตนเฮนจน์ก็วางตำแหน่งดวงอาทิตย์ ก็คือเมื่อ 5-6 พันปีก่อนนู่นเลย

วันนี้จึงเป็นปีใหม่ที่แท้จริง หากเราถือการหมุนของโลก การเปลี่ยนฤดูกาล เป็นหลักสำคัญ

ส่วนการถือวันที่ 1 มกราคมนั้นเป็นยุคหลังแล้วเพราะกรีก โรมัน นับถือเทพเจ้า โมเมตั้งชื่อดวงดาวเป็นชื่อเทพของตัว นับถือเทพองค์ไหนก็จะเอาดาวดวงนั้นเป็นสำคัญ January มาจากเทพเจ้า Janus ไม่เกี่ยวกับการหมุนของโลกของฤดูกาลอะไร

ระบบปฏิทินของโลกมีหลายระบบ หนึ่งยึดการหมุนของดวงอาทิตย์/ดวงจันทร์ ต่อมามีการกำหนดแบ่งช่วงเดือนตามจักรราศี ดวงอาทิตย์เปลี่ยนไปตลอดใช่ไหม คนโบราณเขาก็สังเกตหมู่ดาวที่อยู่ด้านหลังของดวงอาทิตย์ในแต่ละช่วงมันเปลี่ยนไปเรือยๆ เขาจึงคิดผูกชื่อกลายเป็น มกร กุมภ์ มีน เมษ...ขึ้นมา

ระบบฝรั่งที่ยึดดวงดาวเป๊ะ วันนี้คือวันแรกเริ่มของราศีเมษ (Aries) เข้าปีใหม่เป๊ง

ส่วนระบบไทย และตะวันออกยึดตำรานิรายนะ เมษของไทยจึงเลื่อนออกไปราวเดือนนึงจากฝรั่ง

แต่อันที่จริงแล้วสงกรานต์/การย้ายเข้าเมษ และปีใหม่แบบตะวันออก อินเดีย พม่า ไทยแถวนี้ก็เกี่ยวพันกับ Equinox เหมือนกัน แต่มันซับซ้อนและยาวไป ข้าพเจ้าเองก็ไม่ใช่ผู้รู้เรื่องนี้แท้จริงขอผ่านไม่เล่า

สวัสดีวันปีใหม่ !
Photo: วันนี้เป็นวันปีใหม่ของมวลมหามนุษยชาติมาแต่โบราณกาล  ก่อนที่ปฏิทินจูเลี่ยน เกรกอเรี่ยนที่มีการกำหนดนับว่า 1 มกราคมเป็นปีใหม่แล้วก็ใช้พลังอำนาจบาตรใหญ่ของฝรั่งมาบังคับโลกทั้งใบให้เชื่อว่าเป็นปีใหม่ตาม 

วันนี้เป็นวันวิษุวัต (Equinox) ดวงอาทิตย์ทำมุมฉากเป๊ง ขึ้นและตกตามทิศตะวันออกและตะวันตกแท้ เลยจากนี้ไปดวงอาทิตย์จะเฉียงขึ้นเหนือเรื่อยๆ ดังนั้นถ้าใครจะไปถ่ายรูปพระอาทิตย์ที่ปราสาทหินควรไปวันนี้พรุ่งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนฤดูกาลที่แท้จริง หมดหนาวเข้าร้อน ใครในโลกมันจะใหญ่กว่าพระอาทิตย์ ชิมิ

มวลมหามนุษยชาติในอารยธรรมโบราณ อาทิพวกสุเมเรี่ยน อียิปต์ กรีก เปอร์เชีย จีน เมโสโปเตะเมีย ล้วนอยู่ในโลกซีกบน (ยกเว้นก็แต่พวกอินคา) เมื่อได้สังเกตดวงอาทิตย์วันแล้ววันเล่าๆๆๆ....ก็พบว่า วันนี้แหละที่ดวงอาทิตย์ขึ้นลงเป๊ง ปีนึงมีสองครั้ง จากนี้ก็เข้าร้อนอีกสามเดือน แล้วก็เข้าใบไม้ร่วงสามเดือน ที่เหลือหนาวสามเดือน หมุนเวียนตามดวงอาทิตย์

สโตนเฮนจน์ก็วางตำแหน่งดวงอาทิตย์ ก็คือเมื่อ 5-6 พันปีก่อนนู่นเลย

วันนี้จึงเป็นปีใหม่ที่แท้จริง หากเราถือการหมุนของโลก การเปลี่ยนฤดูกาล เป็นหลักสำคัญ

ส่วนการถือวันที่ 1 มกราคมนั้นเป็นยุคหลังแล้วเพราะกรีก โรมัน นับถือเทพเจ้า โมเมตั้งชื่อดวงดาวเป็นชื่อเทพของตัว  นับถือเทพองค์ไหนก็จะเอาดาวดวงนั้นเป็นสำคัญ January มาจากเทพเจ้า Janus ไม่เกี่ยวกับการหมุนของโลกของฤดูกาลอะไร

ระบบปฏิทินของโลกมีหลายระบบ หนึ่งยึดการหมุนของดวงอาทิตย์/ดวงจันทร์ ต่อมามีการกำหนดแบ่งช่วงเดือนตามจักรราศี ดวงอาทิตย์เปลี่ยนไปตลอดใช่ไหม คนโบราณเขาก็สังเกตหมู่ดาวที่อยู่ด้านหลังของดวงอาทิตย์ในแต่ละช่วงมันเปลี่ยนไปเรือยๆ เขาจึงคิดผูกชื่อกลายเป็น มกร กุมภ์ มีน เมษ...ขึ้นมา 

ระบบฝรั่งที่ยึดดวงดาวเป๊ะ  วันนี้คือวันแรกเริ่มของราศีเมษ (Aries) เข้าปีใหม่เป๊ง

ส่วนระบบไทย และตะวันออกยึดตำรานิรายนะ เมษของไทยจึงเลื่อนออกไปราวเดือนนึงจากฝรั่ง

แต่อันที่จริงแล้วสงกรานต์/การย้ายเข้าเมษ และปีใหม่แบบตะวันออก อินเดีย พม่า ไทยแถวนี้ก็เกี่ยวพันกับ Equinox เหมือนกัน แต่มันซับซ้อนและยาวไป  ข้าพเจ้าเองก็ไม่ใช่ผู้รู้เรื่องนี้แท้จริงขอผ่านไม่เล่า

สวัสดีวันปีใหม่ !ขอบคุณข้อมูลจาก //www.facebook.com/bunnaroth.buaklee

ธาตุ ๔ กับอุปนิสัย ๔ แบบ

โลกนี้และอุปนิสัยสี่แบบ



 

          ก่อนเกิดเราเป็นประชากรของโลกแห่งจิตวิญญาณที่ไม่มีกรอบอันแน่ชัดของกาลอวกาศ (Space and time) แต่เมื่อปฏิสนธิในครรภ์ของแม่แล้ว จิตวิญญาณของเรา (Fifth Element) จึงได้มาเป็นส่วนหนึ่งของประชากรบนโลกใบนี้ โดยมีกายเนื้อ (Physical body) อันประกอบด้วยธาตุดิน, น้ำ, ลม, ไฟ หรือธาตุทั้งสี่ (Four Element) เป็นเครื่องดำรงอยู่ในโลกแห่งวัตถุธาตุนี้ เป็นชีวิตที่ต้องตกอยู่ใต้กาลเวลาอันจำกัดช่วงหนึ่ง และที่สำคัญยังเป็นกายเนื้อที่มีมวลสารและบรรจุในปริมาตรที่มีขอบเขตอันหนึ่ง


          แม้อยู่ในสภาวะของสุขภาพที่แข็งแรงที่สุด มนุษย์เราก็ไม่ได้ละทิ้งความเป็นส่วนหนึ่งของโลกทางจิตวิญญาณโดยเด็ดขาด แต่เราได้รับเอากายเนื้อซึ่งเป็นธาตุดิน มาจากรหัสพันธุกรรมของพ่อแม่อย่างละครึ่ง ก่อนที่จะพยายามปรับเปลี่ยนกลุ่มก้อนของกายธาตุดินอันนั้นให้ใกล้เคียงกับตัวตนทางจิตวิญญาณ (Fifth Element) มากที่สุด จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ในวัยเด็กเราจึงมีใบหน้าละม้ายไปทางพ่อหรือทางแม่ ก่อนที่จะค่อยๆ สร้างรูปแบบของเอกลักษณ์บนใบหน้าเพิ่มขึ้นมาในวัยรุ่น จวบจนที่เราบรรลุนิติภาวะ เราอาจจะพบอยู่บ่อยๆ ว่าเค้าโครงของใบหน้าลูกๆ หลายคนนั้นได้เปลี่ยนไปจนไม่เหมือนพ่อหรือแม่สักเท่าใด

          ความเข้ากันได้ของกายเนื้อและตัวตนทางจิตวิญญาณนี้เป็นภาระตลอดชีวิตของคนๆ หนึ่ง ซึ่งจิตวิญญาณที่ควบรวมกับกายเนื้อได้อย่างดีนั้น แท้ที่จริงแล้วคือการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งร่างกายที่ใกล้เคียงกับตัวตนทางจิตวิญญาณที่สุด ในทางการแพทย์สมัยใหม่เราจึงเรียกปรากฏการณ์ที่ยีนของมนุษย์คนหนึ่งถูกปิดและเลือกเปิดใช้แค่ส่วนหนึ่งนั้นว่า “Gene expression” และมองว่าปัจจัยภายนอกหลายๆ อย่างเป็นตัวที่เข้ามากำหนดการทำงานของ Gene expression นั้นได้ เกิดเป็นทฤษฎีใหม่ล่าสุดของการศึกษาวิจัยทางพันธุกรรมที่เรียกว่า “Epi-genomic” หรือ “Environment induce gene” ซึ่งมุ่งเน้นการหาปัจจัยทางอาหารการกิน, ความเครียด หรือ Life style อะไรบ้างที่มีผลต่อยีนนั่นเอง

          แม้แต่ฝาแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกัน ถึงแม้จะมียีนชุดเดียวกัน แต่ก็อาจมีการแสดงออกของยีนต่างกันได้ขึ้นกับ องค์/Ego หรืออัตตาตัวตนที่เป็นแก่นทางจิตวิญญาณของแต่ละคน ลายนิ้วมือ จึงเป็นตัวกำหนดอัตลักษณ์ของฝาแฝดแต่ละคนได้ เพราะนั่นคือผลพวงของ ตัวตนของแฝดแต่ละคนที่แสดงออกมาทำให้ลายนิ้วมือไม่เหมือนกัน เสมือนว่า องค์/อัตตา/Ego ในโลกแห่งจิตวิญญาณได้พยายามสร้างภาพเสมือน (Body Image) อีกอันหนึ่งขึ้นมาด้วยมรดกทางพันธุกรรมของพ่อและแม่บนโลกใบนี้ให้เป็นตัวตนของโลกวัตถุ โดยเจตนาจะให้เหมือนตัวตนของเขาในโลกแห่งจิตวิญญาณมากที่สุดเท่าที่พันธุกรรมของพ่อแม่เขาจะเอื้อให้ทำได้ และตัวตนที่กำเนิดมาจากวัตถุธาตุทั้งสี่บนโลกนี้เองจะได้เป็นเสมือนพาหนะให้เขาได้ดำเนินชีวิตในฐานะประชากรของโลกแห่งวัตถุอย่างปัจเจกชนคนหนึ่ง

          ในทางตรงกันข้าม หากจิตวิญญาณหรือตัวตนของคนๆ หนึ่งไม่ชัดเจน หรือไม่สามารถมาควบรวมกับกายเนื้อได้ เราจะพบว่าใบหน้าของเด็กคนนั้นจะไม่มีเอกลักษณ์ของตนเองเลย นี่คือเหตุผลที่เราจะเห็นเด็กในกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม (Down syndrome) ที่มีข้อบกพร่องทางพัฒนาการสมอง ไม่สามารถตื่นรู้ (Awareness/ Cognitive) ได้อย่างคนปกติ จะมีใบหน้าเหมือนๆ กันหมด ไม่ว่าจะเป็น Down Syndrome ชาวตะวันตก หรือ Down Syndrome ชาวไทย ชาวจีน จะมีใบหน้าทรงเดียวกันหมด อีกทั้งการพัฒนาทาง IQ ซึ่งอิงอาศัยบนศักยภาพของการตื่นรู้ก็จะถูกจำกัดตามไปด้วย

ลักษณะใบหน้าแบบ Down Syndrome ที่จะเปลี่ยนแปลงน้อยมากตั้งแต่เด็กจนเป็นผู้ใหญ่เต็มวัย
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เขาไม่สามารถสร้างอัตลักษณ์ของตัวเองให้ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าได้

          หากพิจารณาปัจจัยที่มีผลต่อกายเนื้อหรือธาตุทั้ง 4 โดยเฉพาะธาตุดินนั้น เท่ากับเรากำลังพิจารณาสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อมวลและสสาร ซึ่งแน่นอนว่าย่อมเป็นไปตามกฎของแรงโน้มถ่วง (Gravity force) ซึ่งก็คือ

                    G x m1 x m2     
          F = ---------------------
                            r x r

จะเห็นได้ว่านอกจากแรงดึงดูดจะเป็นค่าที่ขึ้นอยู่กับมวลของ 2 สิ่งที่ดึงดูดกันแล้ว (ในสมการคือค่า m1 และ m2) ค่าของแรงโน้มถ่วงยังขึ้นกับระยะห่างของ 2 สิ่งนั้นด้วย คือยิ่งใกล้ยิ่งดึงดูดกันแรง ยิ่งไกลยิ่งดึงดูดกันอย่างอ่อนๆ

          เฉกเช่นเดียวกัน กายเนื้อที่มีความเป็นมวลและสสารนั้นเอง ก็ต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสิ่งที่อยู่ใกล้ที่สุด และหากเราใช้อุปมาอย่างเดียวกันว่าชีวิตของเราอยู่ภายใต้อิทธิพลของธรรมชาติคือจักรวาล (Macrocosmos) แล้วล่ะก็ กายเนื้อของเราย่อมรับเอาอิทธิพลของดวงดาวที่อยู่ใกล้ที่สุดเข้าไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

          เริ่มจากทฤษฎีที่ฟังเข้าใจยาก แต่หากพิจารณาเทียบกับความเป็นจริงต่อคำถามที่ว่า แล้ว ดาวเคราะห์ดวงไหนเล่าที่อยู่ใกล้ตัวเราที่สุด? คำตอบไม่ได้อยู่บนท้องฟ้าหรอกครับ แต่เราจะพบคำเฉลยนี้ได้ด้วยการก้มลงมองดูพื้นดินที่เรายืนอยู่… ใช่ ดาวโลกยังไงล่ะครับ ที่อยู่ใกล้ตัวเราที่สุด

          สภาพดินฟ้าอากาศบนโลกใบนี้ จึงส่งผลต่อสุขภาพโดยเฉพาะกายเนื้อของเราอย่างที่สุด ถ้าอากาศร้อนไปก็ความดันขึ้น อากาศหนาวไปก็เป็นหวัด นี่ยังไงล่ะครับ อิทธิพลของดวงดาวที่มีผลต่อสุขภาพอย่างที่เรารู้จักกันดี

          ในทางการแพทย์แผนไทยจึงมีความทฤษฎีที่เชื่อว่า สภาพภูมิอากาศหรือฤดูกาลตอนเกิดจึงเป็นตัวกำหนดจุดอ่อนจุดแข็งทางสุขภาพในระยะยาวของคนๆ หนึ่ง อย่างที่เราเรียกว่า “ธาตุเจ้าเรือนเกิด”นั่นเอง

          คำอธิบายที่ตัวผมตกผลึกได้จากการดูแลสุขภาพคนไข้โดยเทียบเคียงกับทฤษฎีธาตุเจ้าเรือนนั้น หากตัดเอาบัญญัตินิยามหรือคำศัพท์แบบโบราณออกไป เราจะพบว่าแท้ที่จริงแล้วธาตุทั้ง 4 ที่ทำงานอยู่ในตัวเรานั้น ก็คือการทำงานของอวัยวะต่างๆ ที่เรียกว่าสรีระวิทยา (Physiology) นั่นเอง

          แต่มุมมองทางการแพทย์แบบองค์รวมไม่ได้มองว่าสรีระวิทยาเกิดขึ้นได้จากโมเลกุลของสารต่างๆ มากระทำต่อกันเป็นเบื้องต้น แต่มองว่า เมื่อมีการปฏิสนธิ… เซลล์ไข่และอสุจิได้ดึงเอาพลังงานตามธรรมชาติทั้ง 4 แบบมาประจุไว้ในเซลล์ต่างๆ ก่อนต่างหาก ก่อนที่จะเอาพลังงาน (เดิมเรียกว่าธาตุ ดิน, ธาตุน้ำ, ธาตุลม, ธาตุไฟ) ซึ่งเป็นพลังงานศักย์นั้น มาสำแดงออกเป็นพลวัตของโมเลกุลต่างๆ เกิดเป็นสรีระวิทยาและรูปแบบของชีวิตขึ้น ประดุจว่าชีวิตของเราได้แยกตัวออกมาจากจักรวาล (Macrocosmos) ซึ่งเป็นระบบปิดใหญ่ๆ (Close system) ระบบหนึ่ง สร้างออกมาเป็นหน่วยย่อยคือชีวิตของมนุษย์ (Microcosmos) อันมีดิน น้ำ ลม ไฟ ของตนเอง กลายเป็นระบบปิดเล็กๆ อีกระบบหนึ่ง

          สมดุลของ Microcosmos นี้จะดำรงอยู่ตราบเท่าที่มนุษย์ยังดำรงอายุขัยอยู่ได้ แต่เมื่อใดที่มนุษย์ตายลง ธาตุทั้ง 4 ก็จะต้องเน่าเปื่อยผุพัง และสลายคืนกลับสู่ Macrocosmos อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งแนวคิดแบบนี้ช่างสอดคล้องกับแนวปรัชญาของชาวฮินดูที่เรียกส Macrocosmos-Microcosmos ว่า พรหมมัน และ อาตมัน นั่นเอง

          อย่างไรก็ตาม ณ จุดเริ่มต้นของการก่อร่างสร้างรูปของกายเนื้อนั้น ธาตุทั้ง 4 จะถูกหยิบยืมมาได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ส่วนที่เหลือรับมาเพิ่มหรือลดลงผ่าน Lifestyle การกินการอยู่นั้นถือเป็นส่วนน้อยและต้องใช้เวลายาวนานมากจึงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

          ลองนึกภาพตามดูสิว่าหากใครคนใดมีการปฏิสนธิในช่วงฤดูกาลที่เป็นฤดูร้อน ซึ่งเป็นฤดูกาลที่มีอุณภูมิสูงสุด ความร้อนที่มีมากเป็นพิเศษนี้ ทำให้การหยิบยืมเอาพลังงานธาตุทั้ง 4 ในธรรมชาติมาสร้างเป็นกายเนื้อนั้น ได้สัดส่วนของธาตุไฟมามากกว่าธาตุอื่นๆ ในที่นี้คนๆ นั้นก็จะมีปฏิกิริยาของธาตุไฟ ซึ่งก็คือกระบวนการเผาผลาญและย่อยอาหาร, การอักเสบและภูมิต้านทาน รวมไปจนถึงอุปนิสัยที่ใจร้อน มากเป็นพิเศษ

ตัวอย่างการวิเคราะห์์ธาตุเจ้าเรือนตามวันเดือนปีเกิด เช่น เกิดวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2520 เราจะต้องนับย้อนหลังไปประมาณ 9 เดือนเพื่อหาวันปฏิสนธิ ซึ่งก็คือ ราวต้นเดือนพฤษภาคม 2519 อันเป็นช่วงฤดูร้อน คนๆ นี้จึงมีแนวโน้มที่จะมีธาตุเจ้าเรือนเกิดมีธาตุไฟเด่นกว่าธาตุอื่นๆ

          เทียบกับคนอีกผู้หนึ่งที่เกิดช่วงฤดูมรสุม เป็นช่วงที่ความกดอากาศแปรปรวน มีพายุ Depression เข้ามาในท้องถิ่นนั้นๆ เวลาที่เขาปฏิสนธิพอดี การสร้างกายเนื้อของเขาย่อมได้รับธาตุลมมาไว้ในตัวของเขามากกว่าธาตุอื่น โรคหรือภาวะเสียสมดุลเกี่ยวกับธาตุลม ได้แก่ การบีบตัวและการขับเคลื่อนลมในระบบลำไส้, ความดันโลหิตและการเต้นของหัวใจ รวมไปจนถึงการไหลเวียนของออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง ก็จะเป็นจุดอ่อนทางสุขภาพของเขาผู้นั้น ในขณะเดียวกันธาตุลมที่ปั่นป่วนในระบบกระแสประสาท ก็ทำให้อุปนิสัยของคนกลุ่มนี้จะติดไปทางคิดมาก และขี้วิตกกังวลได้

          กลุ่มที่สามคือกลุ่มคนที่ปฏิสนธิในฤดูกาลน้ำหลาก หรือที่เรียกว่าหน้าน้ำ เนื่องจากน้ำหลากมาจากภาคเหนือเยอะในช่วงนั้น ความชื้นสูง เด็กที่ปฏิสนธิในครรภ์แม่ช่วงฤดูดังกล่าวก็จะรับเอาอิทธิพลของธาตุน้ำไว้มากเป็นพิเศษ สมดุลเกี่ยวกับน้ำในตัวก็จะเสียไปได้ง่าย เช่น กรณีของน้ำมูก เสมหะ บวมน้ำ ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ รวมไปจนถึงระบบขับถ่ายต่างๆ ก็จะเป็นแนวโน้มหลักของคนกลุ่มนี้ไป
และด้วยความที่เป็นน้ำ ลักษณะอุปนิสัยของคนกลุ่มนี้จึงออกไปทาง เรื่อยๆ สบายๆ ใจเย็น แต่บางทีก็จะเฉื่อยแฉะเกินไปหน่อย

          ส่วนคนที่ปฏิสนธิในช่วงปลายปีหลังหน้าน้ำไปแล้ว เช่น ช่วงเดือนอ้าย เดือนยี่ (เดือนธันวาคม เดือนมกราคม) หลังน้ำลด ตามลุ่มแม่น้ำต่างๆ ก็จะมีการทับถมของหน้าดินที่เป็นฮิวมัสหรือสารอาหารต่างๆ มากเป็นพิเศษ ประกอบกับยังไม่มีการเพาะปลูกอะไร ถือเป็นฤดูเริ่มต้นของความอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นคนที่เกิดในช่วงนี้ จึงมีแนวโน้มที่จะมีธาตุเด่นหรือธาตุเจ้าเรือนเกิดเป็นธาตุดินนั่นเอง

          คนในกลุ่มนี้จะกินแล้วดูดซึมได้ดี จึงมักมีความกำยำ ล่ำสัน โครงกระดูกใหญ่ การสะสมพลังงานสำรองจำพวกแป้งน้ำตาลในมัดกล้ามเนื้อและตับในรูปของไกลโคเจนก็จะทำได้ดีเป็นพิเศษ ทำให้สุขภาพทางกายค่อนข้างดี แต่ในขณะเดียวกัน ความที่เนื้อแน่น มีมวลกล้ามเนื้อมาก ก็มักจะมีปัญหาปวดเส้น กระดูกทับเส้นตามมา อุปนิสัยของคนกลุ่มนี้จึงมีลักษณะหนักแน่น อดทน ตามลักษณะของธาตุดินไปด้วย

          จาก Concept ของธาตุเจ้าเรือนเกิด ทำให้เราเห็นความสัมพันธ์คร่าวๆ ของคนกับธรรมชาติที่เป็นฤดูกาล หรืออีกนัยหนึ่งอิทธิพลของดาวโลกต่อร่างกายที่เป็นกายเนื้อของมนุษย์ และด้วยอิทธิพลของธรรมชาตินี้เอง จึงทำให้สุขภาพและอุปนิสัยบางส่วนของคนๆ นั้นถูกกำหนดมาตั้งแต่ตอนที่เราเกิด ไม่ใช่โดยการสุ่ม (Random) แต่เป็นเหตุและปัจจัยที่กำหนดเอาไว้แล้วโดยดวงดาวที่เรียกว่าโลกนั่นเอง

          อย่างไรก็ดี เราจะเห็นได้ว่าการคำนวณดังกล่าวจะให้ภาพที่แม่นยำแค่ไหนขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย นั่นคือ ฤดูกาลจะต้องเวียนเปลี่ยนไปแบบปกติไม่วิปริต, รู้ระยะเวลาที่อยู่ในครรภ์แน่นอน และมักจะใช้ดูสภาวะเริ่มก่อเกิดของช่วงต้นของชีวิตเท่านั้น หากอายุเปลี่ยนไป มีปัจจัยอื่นแทรกเพิ่มเติมเข้ามา การทำนายสุขภาพพื้นฐานย่อมเบี่ยงเบนไปได้ แต่กับภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่ไม่มีเทคโนโลยีใดช่วยเหลือ การรู้ธาตุเจ้าเรือนเกิดก็สามารถช่วยแพทย์ผู้รักษาวางแผนการรักษาได้อย่างมากแล้วเช่นกัน 
ข้อมูลจาก https://www.facebook.com/notes/สุขภาพดี-ตามวิถีแห่งดาว/



วันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2557

มาบริหารสมองเป็น 2 เท่ากันเถอะ

คุณเคยมีปัญหา คิดช้า หลงๆ ลืมๆ นึกไม่ออกว่าตัวเองจะทำอะไร อาการเหล่านี้ทำให้ต้องรีบมาบริหารสมองเป็น 2 เท่า ก่อนที่โรคความจำสั้นจะถามหา

วันพุธที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2557

ธาตุของร่างกาย(เทหธาตุ)


ธาตุของร่างกายเรียกว่า เทหธาตุ 

วิชาที่ว่าด้วย ธาตุของร่างกาย เรียกว่า เทหธาตุวิชญาณัม


ที่ว่า ร่างกายประกอบขึ้นด้วย ตรีธาตุ คือโทษะ ธาตุ และมละ นั้น จำแนกออกไปดังนี้
ตรีธาตุ
 มี ๓ ประเภท คือ  อาหารธาตุ  ธารณธาตุ  มละธาตุ

๑. อาหารธาตุ เป็นธาตุหล่อเลี้ยงร่างกาย – ได้แก่อาหารต่างๆที่กินเข้าไปเพื่อเลี้ยงร่างกาย (Nutrient matters) มี ๓ อย่าง คือ
(๑) อันนะ - ได้แก่อาหารแข็ง หรือที่เป็นของเคี้ยว (Solid) เช่น ข้าว ผัก ปลา เนื้อ ฯลฯ
(๒) อุทกะ - ได้แก่อาหารเหลว หรือเป็นน้ำ หรือเครื่องดื่ม (Liquid) เช่น น้ำ
(๓) ปราณะ - ได้แก่อาหารที่เป็นลม เช่น ลมหายใจ (Gas)












๒. ธารณธาตุ เป็นธาตุดำรงร่างกาย - หรือ ภูตธาตุ ได้แก่อาหารที่กินเข้าไปแล้วร่างกายย่อยแล้วเป็นเลือดเนื้อ ฯลฯ  เข้าไปเป็นโครงสร้างของร่างกาย เป็นธาตุทรงไว้ซึ่งร่างกาย (Supporting matters) เรียกว่า ธารณธาตุ หรือ ภูตธาตุหรือ สัปตธาตุ  มี ๗ อย่าง คือ
(๑) รสะธาตุ - คือ น้ำยอดอาหาร (Chyle) และน้ำเหลือง (Lymph)
(๒) รักตะธาตุ - คือ เลือด (Blood)
(๓) มางสะธาตุ - คือ เนื้อหรือกล้ามเนื้อทั่วไป (Muscle)
(๔) เมทะธาตุ - คือ เนื้อมันหรือไขมัน (Fat)
(๕) อัษถิธาตุ - คือ กระดูก (Bone)
(๖) มัชชธาตุ - คือ ไขกระดูก (Bone Marrow)
(๗) ศุกระธาตุ - คือ น้ำอสุจิ (Sperm)
ทั้ง ๗ ธาตุนี้ เป็นธาตุธารณะ คือ ค้ำจุน หรือประคับประคอง หรือทรงร่างกายอยู่

๓. มละธาตุ เป็นธาตุที่ขับถ่ายออกจากร่างกาย - ได้แก่อาหารที่กินข้าไปแล้ว ย่อยเป็นเลือดเนื้อแล้ว ส่วนที่เป็นกาก ก็ขับออกจากร่างกาย  เป็น มละธาตุ
มละธาตุ - ธาตุที่ร่างกายขับถ่ายออก (Debris และ Excerting matters) มี ๓ อย่าง คือ
(๑) คูธ หรือ ขี้ (Faeces)
(๒) มูตร หรือ เยี่ยว (Urine)
(๓) สเวทะ หรือ เสโท หรือ เหงื่อ (Sweat)
มละธาตุ ๓ อย่างนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ตรีมละ ก็ได้ (มละ หรือ มล แปลว่า ไม่สะอาดหรือสกปรก หรือสิ่งที่ร่างกายขับถ่ายออก ตรงกันข้ามกับ วิมล หรือ วิมาลา ที่แปลว่า บริสุทธิ์)
อาหารธาตุ (ที่กินเข้าไป) เป็น ธารณธาตุ (ทรงร่างกายไว้) แล้วส่วนที่เป็นกากทั้งหยาบและละเอียด เป็น มละธาตุ (ที่ร่างกายขับถ่ายออก) ทั้งสามประการนี้เป็นไปโดยอัคนีกรรม (Digestion และ Metabolism) ของร่างกาย โดยอำนาจของชีโว-รสายนดำเนิน (Bio-chemical processes) อาหารธาตุและธารณธาตุเปรียบทางปัจจุบันได้แก่ Anabolism ส่วนมละธาตุ ได้แก่ Catabolism 

อ้างอิงจากหนังสือ อายุรเวทศึกษา (วิชาแพทย์แผนโบราณ) ของ ขุนนิทเทสสุขกิจ [นิทเทส (ถมรัตน์) พุ่มชูศรี]