วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556

สรุปคัมภีร์อุทรโรค

คัมภีร์อุทรโรค  ว่าด้วยโรค  มาน  ๑๘  ประการ  (อาการท้องบวมท้องใหญ่ เกิดได้จากหลายสาเหตุ บวมด้วยน้ำเหลือง โลหิต เสมหะ หรือลม หรือเพราะพิษของดานในช่องท้อง)   
  มานน้ำ โรคที่มีอาการท้องบวมพองเพราะการคั่งของน้ำในที่ต่างๆ มานน้ำทั้ง๔ เกิดแต่กองเตโช(เป็นมันทธาตุ)ไฟธาตุหย่อน อาหารไม่ย่อย ลง ๒-๓ เวลา ท้องขึ้น เป็นเมือกมัน เปลวไต หยาบ ละเอียดทำให้อุจจาระผิดปกติและอาโปธาตุมีกำลังแรงขึ้น
โทษทั้งนี้ เกิดแต่กองอาโปธาตุ
มานน้ำ ๔
๑.บังเกิดด้วยโลหิต,น้ำเหลือง ซึมในลำไส้     ให้ท้องใหญ่,ลุกนั่งไม่ได้  กินไม่ได้ หอบ 
๒.บังเกิดด้วยลำไส้ปริ ซึมมาขังในท้อง และไต  ขัดอุจ ทวารปิด ให้ท้องใหญ่,ซูบผอมซีด นวดจึงลั่น ไม่รู้รส นอนไม่หลับ    
๓. บังเกิดด้วยน้ำเหลืองซึมในก้อนเนื้อและขน ถ่ายยาก็ลงกลับมาอีก นอนราบไม่ได้ คดงอจึงสบาย บวมทั่วตัว  นอนซมดังศพชื่อ มานทะลุน    
๔. บังเกิดด้วยน้ำเหลืองขังในกระเพาะปัสสาวะและมดลูก,ให้ขัดปัส ไม่มีฟอง มีสีต่างๆ กะเพราะปัสเป่งออก เหงื่อออก เสียว ซูปซีด ผอม ไอ รากน้ำลาย
มานลม   อาการท้องบวมพองเพราะ มีลมคั่งค้างอยู่ในช่องท้อง ลมไม่สามารถพัดไปทางที่ควรไปเพราะเหตุอื่นที่มาขัดลมเอาไว้
มานลม ๔
๑. เกิดแต่อโธคมาวาตา  ตั้งอยู่ใต้สะดือ ๒ นิ้ว ให้ท้องขึ้น จุก แน่นด้วยลม ไม่ผาย ท้องผูก ลดลงก็กระจายออกแล้วแข็งอีก 
๒. เกิดแต่อุทธังคมาวาตา  ตั้งอยู่เหนือสะดือ ๒ นิ้ว ลมในท้องแน่นอก กินไม่ได้ เรอ/ผายลมไม่ออก ท้องผูก  ลมแน่นท้องโต 
๓. เกิดแต่ กุจฉิสยาวาตา   ระคนกับอุทรวาต ไม่พัดลงทวาร อุจ/ไม่ได้ ให้ยาถ่ายก็ดีขึ้น พอไม่พัดท้องก็อืดอีก กินก็อาเจียนให้ท้องขึึ้นซ้ำ
๔. เกิดแต่ โกฏฐาสยาวาตา พัดระคนกับอุทรวาต ไส้นั้นพองด้วยลม,อุจ/ไม่ได้ ทวารไม่เปิด จุกเสียดแน่น สบัดร้อนหนาว 
มานหิน   
อาการท้องบวมพองและแข็งเป็นก้อนอยู่ภายในเกิดแต่กองวาโยกระทำ
มานหิน ๔                     
๑.เกิดแต่อโธคมาวาตา  ลมพัดขึ้น  ตามเกลียวอัมพาต มุตฆาต เส้นพองแข็งติดกันดุจทำนบกั้นลมไม่ให้ลง ให้แน่นหน้าอก      
๒. เกิดแต่อุทธังคมาวาตา ลมที่พัดลงมาขังในเกลียวอัณฑพฤกษ์,สัณฑฆาตให้ติดกันเป็นแผ่นยันขึ้นแน่นหน้าอกซ้าย   
๓. เกิดแต่ กุจฉิสยาวาตา    ไม่พัดตามช่องทวารให้เป็นอัมพาต,ปัตคาค เถา ดานแข็งเส้นพองขึ้นติดชายโครงขวา เจ็บ๒-๓วัน 
๔. เกิดแต่ โกฏฐาสยาวาตา พัดให้ลำไส้พองขึ้นทับอัณฑพฤกษ์,รัตฆาตลงไปติดสันหลังยันท้องน้อยให้ตึงหัวเหน่า  เป็นก้อน 
มานโลหิต  อาการท้องบวมพองเพราะ โทษของโลหิต
มานโลหิต ๔
๑.บังเกิดแต่ระดูขัดตั้งเป็นก้อนเหนือสะดือ

๒. บังเกิดแต่ระดูมิได้เดินปกติ ให้ท้องใหญ่,ร่างกายซูบผอม

๓. บังเกิดแต่โลหิตกระทำพิษโลหิตเน่า ระดูร้าง โลหิตพิฆาต คลอดบุตร
ให้หน้ามืดตาลาย บวมหัวเหน่า ตะโพก  ทั่วร่างกาย
๔. บังเกิดแต่โลหิตจาง
 ท้องใหญ่,อืดจุกแน่น
มานเกิดแต่ดาน มี ๒ อย่างคือ    
ทักขิณมาน เกิดแต่ดานทักขิณคุณ  ให้ท้องข้างขวาแข็งเป็นดาน มือเท้าเย็น แสยงขน ขนลุก ปัส/ไม่สะดวก อุจ/ปวดคล้ายบิด บวมปลายเท้าขึ้นมา อ่อนเพลีย เบ่ื่อ แน่น อาเจียนหรืออุจออกค่อยทุเลา
อุตรามาน     เกิดแต่ดานอุตราคุณ    ให้ท้องข้างซ้ายแข็งเป็นดาน เสียดราวข้างซ้ายถึงหลัง วิงเวียน แน่น กินไม่ได้ อาเจียนลมเปล่า แสยงขน ขนลุก

หมายเหตุ ในการอ่านสรุปคัมภีร์ ควรอ่านเนื้อหาในหนังสือทั้งหมดก่อนอย่างน้อย ๑ รอบ แล้วมาอ่านสรุปจะทำให้เข้าใจ ภาพรวมทั้งหมดยิ่งขึ้น
ข้อสอบคัมภีร์อุทรโรค
ข้อ 1.      มานหินทั้ง 4 ประการ เกิดจากกองธาตุใด 
                  1.   ธาตุดิน                  2.   ธาตุน้ำ
                  3.   ธาตุลม                  4.   ธาตุไฟ
ข้อ 2.    โรคมานตามคัมภีร์มอุทรโรค มีกี่ประการ
                1.   12 ประการ                2.   16 ประการ
                3.   18 ประการ                4.   20 ประการ
3.ข้อใดผิดเกี่ยวกับคัมภีร์อุทรโรค
ก. กล่าวถึงมาน 18 ประการ                                     ข. กล่าวถึงมานน้ำ 4 ประการ
ค. กล่าวถึงมานลม 4 ประการ                                  ง. กล่าวถึงมานเกิดแต่ดาน 4 ประการ
4.  ข้อใดคือลักษณะอาการของ “มานน้ำ บังเกิดด้วยน้ำเหลืองซึมซาบไปในก้อนเนื้อและขุมขน”
ก. เวลาเหงื่อออกเสียวไปทั่วร่างกาย สะบัดร้อนสะบัดหนาว
ข. นอนซมอยู่ดังศพขึ้นพอง สมมุติว่า “มานทะลุน”
ค. น้ำเหลืองนั้นซ่านและขังอยู่ในกระเพาะให้ขัดปัสสาวะแต่ไม่ขัดเหมือนปะระเมหะ
ง. กระทำให้ร่างกายซูบซีด ผอมแห้ง ผิวหนังแดง เคลื่อนไหวร่างกายมิได้
5.  ชายไทยคู่ อายุ 34 มาพบท่านด้วยอาการแน่นหน้าอก รับประทานอาหารไม่ได้ เรอไม่ออก ผายลมไม่สะดวก อุจจาระผูก ลมนั้นกล้าพัดเตโชธาตุให้กำเริบ จึงแน่นไปทั่วท้อง ลมกองนี้ตั้งอยู่เหนือสะดือ ๒ นิ้ว แข็งดุจแผ่นกระดาน ทับอยู่บนเส้นอัณฑพฤกษ์ ท่านจะวินิจฉัยว่าอย่างไร
ก. มานลม บังเกิดแต่กองอโธคมาวาต                                ข. มานลม บังเกิดแต่กองอุทธังคมาวาต
ค. มานลม บังเกิดแต่กองอังคมังคานุสารีวาต                     ง. มานลม บังเกิดแต่กองกุจฉิสยาวาต
6. ผู้ป่วยมีอาการตึงหัวเหน่ามาก แล้วตั้งขึ้นเป็นก้อนแข็งใหญ่ขึ้น มีอาการให้ถ่วงท้องน้อย  ยอกสันหลังและหน้าตะโพก เป็นอาการแสดงของมานหินประเภทใด
ก. มานหิน บังเกิดแต่กองอุทธังคมาวาตา อัมพฤกษ์ สัณฑะฆาตระคนกัน
ข. มานหิน บังเกิดแต่กองกุจฉิสยาวาตา อัมพาต ปัตคาดระคนกัน
ค. มานหิน บังเกิดแก่กองโกฏฐาสยาวาตา อัมพฤกษ์ รัตฆาตระคนกัน
ง. มานหิน บังเกิดแต่ลมอังคมังคานุสารีวาตา อัมพาต มุตฆาตระคนกัน
7.  ข้อใดกล่าวผิด เกี่ยวกับมานเกิดแต่ดาน
ก. มานเกิดแต่ดาน แบ่งเป็น 2 ประการ
ข. มานทักขิณมาน บังเกิดแต่ดานทักขิณคุณ ตั้งอยู่ฝ่ายขวา
ค. ลักษณะอุตรามาน ก็เหมือนกันกับทักขิณมาน ต่างกันก็แค่เกิดที่ท้องคนละด้าน
ง. การกระทำพิษของอุตรามานและทักขิณมานต่างกันตามชนิดที่เกิด



วันพุธที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2556

สรุปคัมภีร์ธาตุบรรจบ

คัมภีร์ธาตุบรรจบ ผู้แต่ง พระอาจารย์ชีวกโกมารภัจจ์แพทย์

พระคัมภีร์ธาตุบรรจบ ว่าด้วยโรคอุจจาระธาตุและมหาภูตรูปซึ่งเป็นโรคในระบบทางเดินอาหาร สาเหตุและอาการต่างๆของโรคอุจจาระธาตุ โดยเหตุเบื้องต้นเกิดจาก
+ เป็นไข้ที่มีพิษจัดตกถึงสันนิบาตแล้วเรื้อรังมา ธาตุแปรปรวนจนอุจจาระไม่เป็นปกติ
+ กินอาหารแปลกหรือเกินกำลังธาตุของตน เช่นเนื้อสัตว์ดิบ คาว ไขมันต่างๆ ของหมักดอง บูดเน่า ทำให้ธาตุแปรปรวน  ท้องอืดท้องเฟ้อ เรอเหม็นเปรี้ยว จุกเสียด อุจจาระก็วิปริตไป
+ ธาตุสมุฎฐานมหาภูตรูป ๔ ประชุมกันในกองสมุฎฐาน ปิตตะ วาตะ เสมหะ โทษละสามละสาม กระทำโทษต่อปถวีธาตุสมุฎฐาน ทำให้โรคนั้นรุนแรง เรียกว่าเกิดมหาสันนิบาตหรือสันนิบาตกองใหญ่

มีอาการ ๑๕ อย่างอันเป็นอุจจาระธาตุลามกระคนด้วยมหาสันนิบาต และระคนไปในธาตุอภิญญาณ(ให้อุจจาระมีสีต่างๆ) และระคนไปในอสุรินธัญญาณธาตุ(คืออุจจาระธาตุมีกลิ่นต่างกันตามโทษที่กระทำ เอา ตกเข้าสู่อชินธาตุ รักษายากนักเพราะเป็นโรคเรื้อรัง นานเข้ากลายเป็น อสาทิยะอุจจาระคันธารธาตุ ให้บังเกิดเป็น ปะระเมหะเมือกมันเปลวไต เป็นทุรวาสาคือปัสสาวะพิการต่างๆ

พิกัดสมุฏฐานมหาภูตรูป
๑.พัทธ  อพัทธ  กำเดา พิกัดกองสมุฏฐาน เตโช
๒.หทัย   สัตถก   สุมนา พิกัดกองสมุฏฐานวาโย
๓.ศอ   อุระ  คูถ พิกัดกองสมุฏฐานอาโป
๔.หทัยวัตถุ   อุทริยะ   กรีสะ พิกัดกองสมุฏฐานปถวี
ปถวีจะเป็น ชาติ จลนะ ภินนะ เองไม่ได้เมื่อ เตโช วาโย อาโป กองใดกองหนึ่ง จลนะขึ้นแล้ว  ปถวี จะมีกำลังแรงขึ้น  สมุฏฐานทั้งปวงจึงกำเริบแรงกว่าเก่า เหตุว่าปถวีเป็นที่ตั้งแห่งภูมิโรค ค้ำชูอุดหนุนโรคให้จำเริญ เรียก  มหาสันนิบาต หรือสันนิบาตกองใหญ่
สาเหตุโรคอุจจาระธาตุ
เป็นไข้พิษจัดตกถึงสันนิบาต    ธาตุแปรปรวน เรื้อรัง  กลายเป็นโรคอุจจาระธาตุ
รับประทานอาหารแปลกรส   ของหมักดอง บูดเน่า  ธาตุนั้นวิปริตแปร ปรวน  กลายเป็นโรคอุจจาระธาตุ
พิกัดสมุฏฐานมหาภูตรูป ประชุมกันในกองโทษละ ๓ ละ๓ ธาตุ กำเริบ หย่อน  พิการในทวาทศราศี

ลักษณะอุจจาระ
๑. สี ดำ,แดง,ขาว,เขียว     ๒.หยาบ ละเอียดคล้ายมูลไก่ ,เต่า,แมว 
๓.ถ่ายไม่เป็นเวลา ถ่ายทั้งกลาง วัน กลางคืน  วันละ ๒-๘ ครั้ง
โทษของโรค อุจจาระ ๑๕  ประการ
๑.ปวดท้อง   ๒.บริโภคไม่ได้   ๓.อาเจียน        ๔.นอนไม่หลับ  ๕.มึนมัว    ๖.ถ่ายไม่สะดวก 
๗.แน่นอกคับใจ   ๘.เสียวไปทั่วกาย  ๙.เมื่อยทุกข้อกระดูก  ๑๐.กลุ้มจิต  ๑๑.เจรจาพร่ำพรู
๑๒.ร้อนในกระหายน้ำ  ๑๓.กายซูบผอม       ๑๔.ละอองในปาก    ๑๕.เสียดชายโครง

โทษของโรค อุจจาระ ๑๕  ประการมี ๖ หมวด
๑.อาการมึนเสียวทั่วกายเมื่อยทุกข้อ 
อังคะมังคาฯ
๒.ปวดท้อง เสียวชายโครง  เพราะปัตคาด สัณฑะฆาต รัตตะฆาต
๓.บริโภคอาหารมิได้   โทษแห่ง
ปิงคลา
๔.กระหายน้ำ,กระวนกระวาย,
เจรจาพร่ำพรู โทษแห่งสุมนา
๕.นอนไม่หลับ  กลุ้ม โทษแห่งอัมพฤกษ์
ถึงสุมนา
๖.อุจจาระปัสสาวะไม่สะดวก,คับอกคับใจ โทษ
กุจฉิและโกฏฐา

ระดับความผิดปกติ เรียกอุจจาระธาตุลามกระคนด้วยมหาสันนิบาต และระคนไปในธาตุอภิญญาณและอสุรินทัญญาณธาตุ คือธาตุนั้น สำแดงโทษให้รู้ดุจผีสิง ตกเข้าระหว่างอชินธาตุ เป็นโรค เรื้อรัง  ถ้าให้ยาไม่ถูกกับโรคนานเข้า แสดงออกถึงกลิ่นผิดปกติกลายเป็น อสาทิยะอุจจาระคันธารธาตุ บังเกิดเป็นปะระเมหะ เมือกมัน เปลวไต 
ทุลาวสา(ปัสสาวะพิการต่างๆ)
ลักษณะอุจจาระธาตุ
เสียด้วยลมโกฏฐาสยาวาตา มิได้พัดชำระ ประเมหะ ,เมือกมัน ให้ เป็นตะกรันติดคราบลำไส้ระคนด้วย อุจจาระ ครั้นเข้าสู่ช่วงทวาร ก็ลำลาบแตกออกเป็นโลหิต บังเกิดเป็น ปะระเมหะ เมือกมัน เปลวไต ทุลาวสา บางทีเรียก ลามกอติสาร
อุจจาระธาตุ เรียกลามกอติสาร (สีต่างๆ)
ปถวีธาตุ ให้เสมหะเน่า  ท้องขึ้น  เป็นอัมพฤกษ์  กษัย ป้าง ถ้าพิการ
อจุจาระสีดำ(กลิ่นซากศพ)
อาโปธาตุ ให้ลงท้องเจ็บอก เป็นกล่อน  อุจจาระปัสสาวะ ไม่ออก ขัดสีข้าง   อุจจาระสีแดง(กลิ่นปลาเน่า)
วาโยธาตุ เมื่อยมือ เท้า เป็นตะคริว เมื่อยสองเกลียวข้าง สมมุติว่าฝีเส้น  ขัดอก ,เข่า อุจจาระสีขาว(กลิ่นข้าวบูด)
เตโชธาตุ ร้อนปลายมือ เท้า บวมสันหลัง ผื่นขึ้นดังผด ให้ตกบุพโพโลหิตอุจจาระสีเขียว (กลิ่นหญ้าเน่า)
อสาทิยสมุฏฐาน (ให้ยายากนัก)
๑. อสาทิยโบราณชวร แปรตามสมุฏฐานแห่งอายุเข้าสู่ความชรา  
๒. อสาทิยมรณันติกชวร คือโรคอุบัติเหตุ ตกจากที่สูง ต้องอาญา อหิวาตกโรค พิษต่าง  
๓. อสาทิยอชินชวร คือโรคเก่า เรื้อรัง รักษาไม่หายขาด
 ๓.๑ อชินธาตุ คือบริโภคอาหารไม่ถูกกับธาตุหรือแสลงกับธาตุนั้น
 ๓.๒ อชินโรค คือให้ยาไม่ถูกกับโรค อาการทรุด
 ๓.๓ อชินโทษ คือบริโภคอาหารไม่ถูกกับธาตุและให้ยาไม่ถูกกับโรค
ลักษณะอุจจาระธาตุลามกระคนในอสุรินธัญญาณธาตุ(ว่าด้วยอสาทิยะอุจจาระคันธารธาตุ)
ปถวีธาตุสมุฎฐาน อุจจาระมีกลิ่นดังซากศพเน่าโทรม ระคนด้วยวัฒฑอชินะ ให้โทษ ๓ คือ เจ็บอก เจ็บในท้อง บวมมือเท้า บางทีบวมทั่วร่างกาย

อาโปธาตุสมุฎฐาน อุจจาระมีกลิ่นดังปลาเน่า ระคนด้วยอามะอชินะ ให้โทษ ๓ คืออุจจาระปัสสาวะไม่สะดวก เจ็บอก น้ำลายไหล

วาโยธาตุสมุฎฐาน อุจจาระมีกลิ่นดังข้าวบูด ระคนด้วยวิวัฒฑอชินะ ให้โทษ ๕ ประการคือ เสียดแทง เจ็บคอ
 คันจมูก เมื่อยทั่วร่างกาย 
ตะครั่นตะครอ

เตโช ธาตุสมุฎฐาน อุจจาระมีกลิ่นดังหญ้าเน่า ระคนด้วยมลอชินะ อาการให้โทษ ๕ ประการ ให้ปากแห้ง คอแห้ง หนักตัว วิงเวียน อุจจาระปัสสาวะไม่สะดวก เหงื่อไหลหยดย้อย
ประเภทอชิน ๔ อย่างมี
๑ เสมหะอชิน กระทำให้ลงเวลาเช้า คอแห้ง อกแห้ง อุจขาว ปวดคูถเป็นกำลัง แก้มิฟังพ้น ๑๒ วันเข้าอมุลธาตุอติสาร เป็นปฐมอติสารชวร ๒ ปิตตะอชิน ทำให้ลงกลางวัน ตัวร้อน ร้อนใน หาแรงมิได้ ปากแห้ง คอแห้ง อาเจียน กินไม่ได้ ไม่รู้รส พ้น ๗ วันเข้ารัตตะธาตุอติสาร เป็นทุติยะอติสารชวร ๓ วาตะอชิน
ให้ลงเวลาพลบค่ำ ท้องขึ้น แน่นอก อาเจียนลมเปล่า กินไม่ได้ อุจดำ กลิ่นเหม็นเปรี้ยว พ้น ๑๐ วันเข้าปัจฉันธาตุอติสาร เป็นตติยะอติสารชวร
๔ สันนิปาตะอชิน ให้ลงเวลากลางคืน แน่นอก สะบัดร้อนหนาว มือเท้าเย็น อุจเหลือง กลิ่นเหม็นดั่งซากศพ พ้น ๒๙ วันจะเข้ามุสกายธาตุระคนด้วยกาฬธาตุอติสารเป็นจตุถะอติสารชวร
ยารักษาโรคอุจาระธาตุ มี 4 ขนาน
1. ยาพรหมภักตร์ แก้ท้องเสีย แก้ปวดท้อง ขับลม มียางสลัดไดประสะ 20 ส่วน
บดเป็นผง ละลายน้ำเปลือกมะรุมต้ม เป็นกระสาย หรือบดเป็นเม็ดไว้ กินครั้งละ 1 เม็ด ก่อนอาหาร 3 เวลา 
2 ยามหาพรหมภักตร์ แก้อุจจาระธาตุไม่ปกติ มียางสลัดไดประสะ 24 ส่วน 
บดเป็นผง เอาน้ำโสฬสเบญจกูลเป็นกระสาย บดเป็นเม็ดไว้กินตามกำลัง
3 ยามหิทธิมหาพรหมภักตร์  แก้ท้องเสีย และแก้โรคธาตุผิดปกติ มียางสลัดไดประสะ32ส่วนบดเป็นผง ใช้พิกัดเบญจกูลเป็น
กระสายยา ทำเป็นเม็ด หรือใช้น้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอนกะได ทาน 1 เม็ด 3 เวลาก่อนอาหาร


4 ยาอัศฎาธิวัค (รักษาริดสีดวงได้ และขนานนี้เป็นยาน้ำขนานเดียวใน 4 ขนาน) ไม่มียางสลัดได
แก้จุกเสียด แก้อาเจียน บริโภคอาหารไม่ได้ แก้เปวดท้อง ท้องเสีย และโรคริดสีดวงทวาร
ใช้กะเพราทั้ง 5 ฝักราชพฤกษ์ 10 

ฝัก ขยำเอาน้ำเป็นกระสายยาต้ม 3 เอา 1 กิน 1 ถ้วยกาแฟ ก่อนอาหาร 2 เวลา เช้า-เย็น


หมายเหตุ ในการอ่านสรุปคัมภีร์ ควรอ่านเนื้อหาในหนังสือทั้งหมดก่อนอย่างน้อย ๑ รอบ แล้วมาอ่านสรุปจะทำให้เข้าใจ ภาพรวมทั้งหมดดียิ่งขึ้น

ตัวอย่างข้อสอบคัมภีร์ธาตุบรรจบ

ข้อ 1.     อุจจาระมีกลิ่นหม็นเหมือนหญ้าเน่ามีอาการอย่างไร?
                       1.  เจ็บหน้าอก น้ำลายไหล ตาแดง                               2.   เจ็บคอ คัดจมูก เมื่อยตัว
                       3.   เจ็บหน้าอก เจ็บในท้อง เจ็บในกระดูก                 4.   ปากแห้ง คอแห้ง วิงเวียน            
                     ข้อ 2.    กลิ่นอุจจาระเหม็นดังข้าวบูด เกิดเพราะกองสมุฎฐานใดเป็นเหตุ
                 1.   ปถวี                   2.   อาโป
                 3.   วาโย                  4.   เตโชข้อ 

ข้อ3.    ท่านเห็นว่ากองมหาภูตรูปใดผิด               

                   1.   กองมหาภูติรูปดิน 20                     2.   กองมหาภูตรูปอากาศ 10                                                                                                     3.   กองมหาภูตรูปอาโป 12                 4.   กองมหาภูตรูปวาโย 6

ข้อ 4.    โทษ 15 ประการ ในโรคอุจจาระธาตุ ข้อใดที่ไม่ถูกต้อง
                 1.   ให้แน่นในอกคับใจ                 2.   ให้คันไปทั่วร่างกาย
                 3.   ให้ร้อนกระหายน้ำ                  4.   ให้เจรจาพร่ำพรู
ข้อ 5.    ธาตุสมุฎฐานทั้ง  4 นั้น มีธาตุอะไรเป็นที่ตั้งแห่งภูมิโรคทั้งหลาย?
                 1.   ปถวีธาตุ                 2.   อาโปธาตุ
                 3.   วาโยธาตุ                 4.   เตโชธาตุ
ข้อ 6.   ในคัมภีร์อุทรโรค ท่านหมายเอาโรคอะไร
                 1.   โรคกระเพาะอาหาร                 2.   โรคท้องมาน
                 3.   โรคกระษัย                                 4.   โรคชรา
ข้อ 7.  อาโปธาตุพิการ ลักษณะของอุจจาระธาตุมีสีอะไร?
                 1.   ดำ                     2.   ขาว
                 3.   เขียว                 4.   แดง

8.  ข้อใดมิใช่สาเหตุของโรคอุจจาระธาตุตามคัมภีร์ธาตุบรรจบ

ก. รับประทานอาหารแปลกหรือรับประทานอาหารมากเกินกำลังธาตุ

ข. ธาตุสมุฏฐานมหาภูตรูป 4 ประชุมกันในกองสมุฏฐาน ทำให้ธาตุกำเริบ หย่อน พิการ

ค. อุจจาระธาตุเป็นเมือกมัน เปลวไต หยาบก็มี ละเอียดก็มี ดังมูลแมว มูลไก่ มูลเต่า

ง. ไข้ที่มีพิษจัดตกถึงสันนิบาต แล้วเรื้อรังมา ธาตุนั้นแปรปรวน วิปริต

9.  จากกองพิกัดสมุฏฐานมหาภูตรูป 4 สมุฏฐานกองใดได้นามว่า “มหาสันนิบาต หรือ สันนิบาตกองใหญ่”

ก. กองสมุฏฐานเตโช                                              ข. กองสมุฏฐานวาโย

ค. กองสมุฏฐานปถวี                                                ง. กองสมุฏฐานอากาศ

10.  ผู้ป่วยชายไทยคู่ อายุ 48 ปี มาพบท่านด้วยอาการลงท้อง เจ็บหน้าอก อุจจาระปัสสาวะไม่ออก นอนไม่หลับ ขัดหัวเข่า ปวดท้องเป็นพรรดึก ท่านจะวินิจฉัยว่าอุจจาระธาตุเกิดจากธาตุใด

ก. ปถวีธาตุ                                                               ข. อาโปธาตุ

ค. เตโชธาตุ                                                              ง. อากาศธาตุ

11. หญิงไทยคู่ อายุ 37 ปี มีอาการปากแห้ง คอแห้ง หนักตัว วิงเวียน อุจจาระปัสสาวะไม่สะดวก  เหงื่อไหลหยดย้อย อุจจาระกลิ่นดังหญ้าเน่า เกิดจากอสาทิยะอุจจาระคันธารธาตุระคนด้วยสิ่งใด

ก. มลอชินะ  (เตโชธาตุสมุฏฐาน)                            ข. วิวัฒฑอชินะ (วาโยธาตุสมุฏฐาน)

ค. อามาอชินะ (อาโปธาตุสมุฏฐาน)                         ง. วัฒฑะอชินะ (ปถวีธาตุสมุฏฐาน)

12.  “โรคบังเกิดเป็นโอปักกะมิกโรค คือตกลงมาจากที่สูงหรือต้องทุบถองโบยตี ต้องราชอาญา อหิวาตกโรค และโรคที่เกิดเป็นพิษขึ้นต่างๆ มีพิษดี พิษโลหิต และพิษเสมหะ เป็นต้น จัดเป็นมัชฌิมะอสาทิยะพิกัดสมุฏฐานหนึ่ง จะให้ยานั้นยากนัก” หมายถึงข้อใด

ก. อสาทิยะโบราณชวร                                            ข. อสาทิยะจะละนะ

ค. อสาทิยะมรณันติกชวร                                        ง. อสาทิยะอชินชวร

13.  ข้อใดมิใช่ชื่อยารักษา โรคอุจจาระธาตุ

ก. ยาพรหมภักตร์                                                    ข. ยามหาพรหมภักตร์

ค. ยาอัศฎาธิวัค                                                        ง. ยามหาอัศฎาธิวัค

14.  ข้อใดผิด

ก. อุจจาระมีสีดำ แดง เป็นเมือกมัน มักเป็นด้วยไข้รากสาด บิด  ไข้พิษ ไข้กาฬ อติสารธาตุหย่อน

ข. อุจจาระสีเทา เป็นมูลโค เนื่องจากธาตุหย่อน โรคซางเด็ก โรคไข้กาฬ

ค. ปัสสาวะสีเหลืองแก่ เนื่องจากไข้เพื่อดีและโลหิต เช่น ไข้ป่า ไข้ป้าง

ง.ปัสสาวะสีขุ่นมัน สีชาแก่ เนื่องจากไตพิการในโรคไตพิการ ไข้รากสาด ไข้พิษ

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

สรุปคัมภีร์มหาโชติรัต

คัมภีร์มหาโชติรัต    กล่าวถึงโลหิตระดูสตรีปกติโทษและระดูทุจริตโทษ
หญิงต่างจากชาย
๑.ถันประโธร
๒. จริตกิริยา
๓.ที่ประเวณี(ช่องคลอด)
๔. ต่อมโลหิตระดู
ปกติโลหิต ด้วยลมทั้ง ๖ พัดให้เดินระหว่างเส้นเอ็นและอวัยวะทั้งหลาย ผู้ใดเคยมีระดู ลมกองใดเคยกำเริบ 
 ลมนั้นจะกำเริบทุกเดือน/ครั้ง
โลหิตปกติโทษ    
๑.เกิดแต่หัวใจ ให้
คลั่งเพ้อ สะดุ้ง ผวา
๒. เกิดแต่ขั้วดี  
ให้เป็นไข้ เจรจาด้วยผี
๓.เกิดแต่ ผิวเนื้อ ร้อนผิวเนื้อหนัง มีสีแดง 
๔. เกิดแต่เส้นเอ็นสะบัดร้อน สะบัดหนาว ปวดหัว
๕. เกิดแต่กระดูกให้เมื่อยขบทุกข้อ ทุกลำ 

โลหิตทุจริตโทษ เตโชทั้ง ๔ทำให้โลหิตในกายอบอุ่น  ถ้าเตโชกล้ากว่าปกติ  โลหิตก็ร้อนทนไม่ได้  ผุดออกมานอกผิวหนัง 
เป็นกำเดา  รากสาดปานดำปานแดง กาฬทั้งปวง   นั่นคือเหตุของโลหิต  ดี   กำเดา  ก็คือ เตโช    โลหิตเป็นเจ้าสมุฏฐาน 
๑.โลหิตระดูร้าง  ระดูมิได้มาตามปกติ  บางทีดำ/เหม็นเน่า จาง/น้ำชานหมากใส/น้ำคาวปลา นานเข้ามักเป็นมานโลหิต
๒.โลหิตคลอดบุตร โลหิตคั่งเดินไม่สะดวก จับเป็นลิ่ม เป็นก้อน ให้คลั่ง ชัก  ริมฝีปาก ขอบตา เล็บ เขียว
๓.โลหิตต้องพิฆาต  เกิดจากอุบัติเหตุ ให้โลหิตกระทบช้ำ ระคนกับโลหิตระดู เกิดแห้งกรังเข้าติดกระดูก สันหลังจับก้อน
๔.โลหิตเน่า เกิดเพราะโลหิต ทุจริตโทษทุกตัว ทำให้เน่า เป็นใหญ่กว่าลมทั้งหลาย แล่นเข้าหัวใจ ผุดออกเนื้อตัว ดำ แดง ขาว เขียว ทำพิษ ให้ ผุด ให้คัน 
๕.โลหิตตกหมกช้ำเนื่องจากโลหิตเน่าและใช้ยาขับไม่ถึงกำลัง ตกช้ำอยู่ในเส้น
หัวเหน่า ให้กลายเป็น
ฝีภายในและมาน 
โลหิตเกิดจากกองธาตุ                     
๑.เกิดแต่กองเตโช  ให้ร้อนช่องคลอด โลหิตเป็นฟอง  สีเหลือง ดังน้ำฝางผสมมะนาว
๒. เกิดแต่กองวาโยธาตุ   ให้จุกเสียด ท้องขึ้นท้องพอง คลื่นเหียน อาเจียนลมเปล่า  ระดูไม่ทำงานโลหิตสีน้ำดอกคำจาง 
๓. เกิดแต่กองอาโปธาตุ ให้ลงวันละ ๕–๖ครั้ง โลหิตใสหรือเหมือนไข่ขาว 
๔. เกิดแต่กองปถวีธาตุให้เมื่อยทุกข้อลำกระดูก โลหิตเหนียวดุจยางมะตูมโลหิตสีดำแดง  ขาว  เหลือง ระคนออกมา
หญิงระดูมาแล้วแห้งไปเพราะเหตุ ๕ ประการ
 ๑.กามราคะจัด  ๒.อาหารเผ็ดร้อน  ๓.มีโทสะ/ทำงานหนัก 
๔.มีโมหะ/ออกกำลังมาก ๕.กรรมพันธุ์
        ยาพรหมภักต์=ประจุโลหิตร้าย   ยากำลังราชสีห์,ยากำลังแสงพระอาทิตย์ =  บำรุงโลหิตให้บริบูรณ์

ริดสีดวงมหากาฬ 4 จำพวก 
1 เกิดที่คอ 
2 เกิดในอก 
3 เกิดในลำไส้ 
4 เกิดในทวาร 
ลักษณะอาการ - ที่ทรวงอกและลำคอ เป็นเม็ดขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว เมื่อสุกแตกออกเป็นบุพโพโลหิตออกมา แล้วเลื่อนเข้าไปหากัน บานดังดอกบุก เป็นบุพโพโลหิตไหล มิรู้ก็ว่าเป็นฝี
ที่ลำไส้  และทวาร เกิดขึ้นขนาดเมล็ดข้าวโพดที่ทวารเบา ตั้งขึ้นเป็นกองเป็นหมู่ประมาณ 9–10 เม็ด  เมื่อสุกแตกออกเป็นบุพโพโลหิตระคนกัน เลื่อนเข้าหากัน มีสัณฐานบานดังดอกบุก 
ว่าด้วยยาสำหรับสตรี
ยาบำรุงไฟธาตุ
ดอกดีปลี รากช้าพลู เถาสะค้าน รากเจตมูลเพลิง เหง้าขิงแห้ง ผลผักชี ว่านน้ำ หัวแห้วหมู พิลังกาสา บอระเพ็ด ผิวมะกรูด ยาทั้งนี้ หนักสิ่งละ 1 ส่วน เสมอภาถ บดเป็นผง ละลายน้ำส้มซ่า รับประทานครั้งบะ 1 ช้อนกาแฟ 3 เวลา ก่อนอาหาร

สรรพคุณ กินบำรุงไฟธาตุให้บริบูรณ์ 
ยาบำรุงโลหิตเบญจกูล หนักสิ่งละ 1 บาท โกฎทั้ง 5 เทียนทั้ง 5 สิ่งละ 6 สลึง ผลจันทร์ ดอกจันทร์ กระวาน กานพลู หนักสิ่งละ 1 สลึง เลือดแรด ดอกคำไทย สิ่งละ 3 บาท ฝางเสน 2 บาท เกสรบัวหลวง ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภค ดอกมะลิ ดอกจำปา ดอกกระดังงา กฤษณา กระลำพัก ขอนดอก ชะลูด อบเชยเทศ จันทน์ทั้ง 2 ขมิ้นเครือ เอาส่วนเท่ากัน
สรรพคุณ ต้มรับประทานให้โลหิตงาม

บางรายที่ก่อนมีสามี ระดูนั้นบริบูรณ์ ครั้นเมื่อมีสามี แล้วไม่นานนัก ระดูก็ค่อยๆ จางลงและขาดไปในที่สุด มีอาการเจ็บหลัง เจ็บเอว เมื่อยไปทุกข้อลำ จุกแดก ท้องขึ้นท้องพอง ผิวเนื้อชา ซีด หน้าตาอิดโรย หิวโหยเป็นกำลัง นอนมิหลับ กินข้าวมิได้ ทั้งนี้เป็นเพราะซ่องเสพด้วยกามคุณมากจากความปรารถนาของตนเอง หรือจากความต้องการของสามีจนตนเองทนทานกำลังของสามีไม่ได้ ก็ให้ยาตามลำดับ ดังนี้
๑.      ให้ยาประจุโลหิต (ฟอกเลือด)
๒.      ให้ยาบำรุงธาตุ บำรุงกาม
๓.      ให้ยาบำรุงโลหิตให้บริบูรณ์ ชื่อว่า ยากำลังราชสีห็ และยาแสงพระอาทิตย์ โลหิตบริบูรณ์แล้วเมื่อไร ก็จะตั้งครรภ์
ระดูผิดปกติ แยกได้เป็นประเภทต่างๆ ดังต่อไปนี้
๑.      ระดูไม่มาตามวัยที่กำหนด ชื่อว่า ชาติโทษ
๒.      ระดูเดินไม่สะดวก, ระดูขัด อาจเรียกได้ว่า ระดูขาด
๓.      ระดูมามากกว่าปกติ ออกปริมาณมาก และนานเกิน ๗ วัน
๔.      ระดูขาด, ระดูแห้ง, โลหิตแห้ง, ระดูร้าง
ในกาลก่อน ความรู้เรื่องการติดเชื้อมีน้อยมาก ดังนั้นจึงมักมีการติดเชื้อหลังคลอดบ่อยๆ ซึ่งทำให้กล่าวว่า โลหิตที่ยังคงคั่งค้างอยู่ เป็นโลหิตเน่า เป็นโลหิตเน่า โลหิตร้าย และหากมีกำลังมาก จะตีขึ้นไป ทำให้สิ้นสติ นั่นก็คือ โลหิตเป็นพิษ คนไข้มีอาการไข้สูงหลังคลอด เพราะเชื้อโรคจากมดลูกเข้าสู่กระแสโลหิตทั่วร่างกาย บางรายอาจมีอาการชัก เพราะติดเชื้อบาดทะยัก มือกำเท้ากำ อ้าปากไม่ออกและอาการรุนแรงอื่นๆ มดลูกอาจเน่า และสิ่งที่ไหลออกทางช่องคลอดอาจมีลักษณะเป็นเลือดเน่าปนหนอง มีกลิ่นเหม็นจัดซึ่งถือว่า เป็นโรคอยู่ไฟไม่ได้ หรือ เป็นโรคที่ไม่ได้อยู่ไฟ ดังนั้น นอกจากจะให้หญิงหลังคลอด อยู่ไฟ แล้วจะต้องให้ ยาขับโลหิตเน่าร้าย ออกโดยสิ้นเชิงโดยเร็ว เป็นการป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้ากระแสโลหิต
ที่มา-แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์
ระดูปกติโทษ คือ การมีอาการที่เกิดขึ้นก่อนการมีประจำเดือน และในแต่ละเดือนก็จะเกิดเหมือนๆ กัน เช่น ปวดท้อง, เวียนหัว, เครียด, ไข้ขึ้น เมื่อยตัว ผื่นขึ้น เป็นอยู่อย่างนี้ตลอด โบราณให้เหตุผลว่าเป็นอาการที่เกิดจากลมกองใดกองหนึ่งกระทำ ซึ่งก็จะมียารักษาคือ ยารักษาระดูปกติโทษ เมื่อกินเข้าไปแล้วอาการเหล่านี้ก็จะดีขึ้น

ระดูทุจริตโทษ คือ อาการที่แสดงออกในผู้หญิงก่อนการมีประจำเดือน และอาการเหล่านี้จะมีลักษณะแตกต่างกันในแต่ละเดือน เช่น เดือนนี้ปวดหัว เดือนหน้าปวดท้อง ท้องเสีย หรือปริมาณของประจำเดือนไม่แน่นอน อาจจะมากหรือน้อย ที่เคยมาแล้วก็หายไป ทำให้ร่างกายผอมแห้งแรงน้อย เรียกว่า สันนิจโลหิต คือการที่โลหิตแห้ง โบราณเรียกว่าเลือดไม่งาม ก็จะแสดงออกทางใบหน้า ทำให้หน้าตาหมองคล้ำ มีสิว ฝ้า 


หมายเหตุ ในการอ่านสรุปคัมภีร์ ควรอ่านในหนังสือทั้งหมดก่อนอย่างน้อย ๑ รอบ แล้วมาอ่านสรุปจะทำให้เข้าใจ ภาพรวมทั้งหมด
ข้อสอบคัมภีร์มหาโชติรัต
ข้อ 1.    ที่เกิดโลหิตระดูของสตรีเมื่อจะมีมาให้ดุจไข้จับร้อนๆหนาวๆ ปวดศีรษะมากข้อใดถูกต้อง
                1.   โลหิตระดูเกิดเมื่ออายุ 15 ปี                   2.   โลหิตระดูเกิดเมื่อร้อนตามผิวหน้า
                3.   โลหิตระดูบังเกิดแต่เส้นเอ็น                4.   โลหิตระดูบังเกิดแต่การเจ็บบั้นเอวบ่อยๆ
ข้อ 2.    พระคัมภีร์มหาโชตรัต ว่าด้วยสตรีภาพ ตั้งแต่คลอดจากครรภ์มารดา มีกายแตกต่างจากชายอย่างไร
                1.   มีระดู เป็นประจำทุกเดือน                                           2.   มีประจำเดือนครั้งละ 3-5 วัน
                3.   มี ถัน จริต ที่ประเวณี และต่อมโลหิตระดู                4.   มีกำลังกายอ่อนแอกว่าชาย มีความอ่อนหวาน
ข้อ 3.   เมื่อจะมีระดูมาให้มีอาการ กระทำให้ท้องขึ้นท้องพองจุกเสียด ตัวร้อน คลื่นเหียนอาเจียนลมเปล่า เป็นลักษณะโลหิตอันบังเกิด
จาก กองธาตุใด
                1.   ปถวีธาตุ                2.   อาโปธาตุ
                3.   วาโยธาตุ               4.   เตโชธาตุ
ข้อ 4.    อาการปรากฎ เมื่อจะใกล้มีระดูมา ให้เป็นไข้จับ ให้สบัดร้อนสบัดหนาว ปวดศีรษะเป็นกำลัง ครั้นมีระดูออกมาแล้ว อาการก็หายไป  เป็นโลหิตระดูในข้อใด
                1.   เกิดแต่หัวใจ                   2.   เกิดแต่ขั้วดี
                3.   เกิดแต่เส้นเอ็น                4.   เกิดแต่กระดูก
ข้อ 5.    คัมภีร์ปฐมจินดากำหนดโลหิตระดูสตรีที่เป็นปกติโทษ 5 ประการ คือ
                1.   โลหิตบังเกิดมาแต่หัวใจ ดี เนื้อ เอ็นและกระดูก
                2.   โลหิตบังเกิดมาแต่หทัย มังสัง ดี เส้นเอ็น และกระดูก
                3.   โลหิตบังเกิดมาแต่หทัย ดี เนื้อ เอ็น และนหารู
                4.   ไม่มีข้อใดถูก
6.ในคัมภีร์มหาโชตรัต  ว่าด้วยที่เกิดของโลหิตระดูสตรี ข้อใดกล่าวผิด
                ก.โลหิตัง  หทยัง  ชาตัง                                           ข. ปิตตัง  ชาตัง
                ค.มังสัง  ชาตัง                                                         ง. อัฏฐิมิญชัง  ชาตัง
7. น.ส.นิด  อายุ 16 ปี  ยังไม่ได้แต่งงาน  เมื่อโลหิตระดูจะมีมา  ให้คลั่งเพ้อ ผวา สะดุ้ง ครั้น
โลหิตระดูมีมาแล้ว  อาการดังกล่าวก็หายไป  ถือเป็นโลหิตปกติโทษอันเกิดแต่ที่ใด             
                ก. หัวใจ                                                                  ข.ขั้วดี
                ค.ผิวเนื้อ                                                                  ง.เส้นเอ็น
8.ข้อใดคือสาเหตุที่ทำให้หญิงที่เคยมีโลหิตระดูมาแล้วกลับแห้งไป
                ก. มีกามราคะจัด                                                      ข.มีโลภะเป็นนิจ
                ค. บริโภคอาหารรสเปรี้ยวหวานมากไป                  ง.ออกกำลังกายมากเกินไป
9.ข้อใดไม่ใช่โลหิตทุจริตโทษ 5 ประการ
                ก.โลหิตระดูร้าง                                                       ข.โลหิตระดูทะลวง
                ค.โลหิตตกหมกช้ำ                                                   ง. โลหิตเน่า
10. ลักษณะอาการ  เมื่อจะบังเกิด ให้โลหิตนั้นคั่ง  เดินไม่สะดวก  แล้วตั้งขึ้นเป็นลิ่มเป็นก้อน  ให้แดกขึ้นแดกลง  บางทีให้คลั่ง 
ตาเหลือกตาช้อน  ขอบตาเขียว  ริมฝีปากเขียว  เล็บมือเล็บเท้าเขียว  สมมุติว่าปีศาจเข้าสิง  จัดเป็นโลหิตทุจริตโทษประเภทใด
                ก.โลหิตต้องพิฆาต                                                 ข. โลหิตคลอดบุตร
                ค.โลหิตเน่า                                                             ง. โลหิตตกหมกช้ำ
11.ลักษณะอาการ ถ้าเกิดแก่สตรีผู้ใด มีสามีแล้วหรือไม่มีสามีก็ดี  เมื่อระดูจะมีมานั้น  ให้ตึงตัว  ช่องครรภ์ร้อนดุจถูกพริก 
โลหิตออกมาสีเหมือนน้ำฝางเอาน้ำส้มมะนาวบีบลง สีนั้นเหลืองไป  จัดอยู่ในโลหิตเกิดแต่กองธาตุใด
                ก.  เกิดแต่กองปัถวีธาตุ                                            ข.   เกิดแต่กองเตโชธาตุ
                ค.  เกิดแต่กองอาโปธาตุ                                          ง.  เกิดแต่กองวาโยธาตุ
12.ในคัมภีร์มหาโชตรัต  ว่าด้วยเรื่องริดสีดวงมหากาฬ   เกิดที่ใดได้บ้าง
                ก. คอ  อก  ลำไส้  ทวาร                                            ข.จมูก  อก  ลำไส้  ทวาร
                ค.ปาก  อก  ท้องน้อย  ทวาร                                     ง.คอ  อก  ท้องน้อย  ทวาร
13. ลักษณะโลหิตระดู บางทีดำเหม็นเน่าโขง  บางทีจางดุจน้ำชานหมาก  บางทีใสดุจน้ำคาวปลา  บางทีดุจน้ำซาวข้าว 
ครั้นแก่เข้ามักกลายเป็นมานโลหิต  จัดอยู่ในโลหิตทุจริตโทษประเภทใด
                ก. โลหิตระดูร้าง                                                       ข. โลหิตระดูทะลวง
                ค. โลหิตตกหมกช้ำ                                                   ง. โลหิตเน่า
14. สตรีที่ไม่ได้แต่งงาน  โลหิตบริบูรณ์ดี  ครั้นแต่งงานมีสามีแล้ว โลหิตจางซีดไป  จัดอยู่ในโทษข้อใด
                ก.โลหิตปกติโทษ                                                    ข. โลหิตทุจริตโทษ
                ค.โลหิตระดูร้าง                                                       ง.  โลหิตชาติโทษ
15.  จากข้อ 14  มีวิธีการรักษาอย่างไร
                ก.ให้ยาประจุโลหิต                                 ข. ให้ยาบำรุงธาตุ
                ค.ให้ยาบำรุงโลหิต                                  ง. ถูกทุกข้อ
ข้อ 16.  ปกติโลหิต หมายความว่าอย่างไร?
1. โลหิตบริบูรณ์                     2. โลหิตแล่นสะดวก
3. โลหิต กำเดา ดี                    4. โลหิตประจำเดือน
ข้อ 17.  โลหิตคลอดบุตร เมื่อบังเกิดทำให้โลหิตคั่ง เดินไม่สะดวก แล้วตั้งขึ้นเป็นลิ่ม เป็นก้อน สมมุติไว้ว่าอย่างไร
1. เป็นบ้า แยกเขี้ยว                             2. ให้แดกขึ้นแดกลง
3. บางทีให้คลั่งเพ้อ                             4. ปีศาจเข้าสิง
ข้อ 18.  โลหิตต้องพิฆาต หมายถึงข้อใด?
1.  ตกต้นไม้ ถูกทุบถอง โลหิตกระทบช้ำ ระคนกับโลหิตระดู   
2. โลหิตกระทบช้ำ โลหิตแห้งกรัง โลหิตพิการ คลอดบุตร
3. ถูกทุบถอง โลหิตคลอดบุตร โลหิตเน่า
4. โลหิตตกหมกซ้ำ ถูกทุบถอง โลหิตกระทบช้ำ ระดูพิการ
ข้อ 19.  ว่าด้วยริดสีดวงมหากาฬ 4 จำพวก ว่าเกิดที่ใดบ้าง
1. เกิดที่ลิ้น                            2. เกิดที่กระเพาะอาหาร
3. เกิดที่ตับ                            4. ผิดทุกข้อ
ข้อ 20.  สตรีผู้ใดที่มีสามีแล้วมิได้มีสามีก็ดี เมื่อระดูจะมานั้น มีอาการกระทำให้ท้องขึ้นท้องพอง ให้จุกเสียดเป็นกำลัง ให้ตัวร้อนจับเป็นเวลา ให้คลื่นไส้ ให้อาเจียนลมเปล่า ระดูไม่ทำงาน มีสีดังดอกคำจาง เป็นโลหิตเกิดจากกองธาตุใด
1. โลหิตระดูเกิด                                 2. โลหิตระดูเกิดแต่กองวาโยธาตุ
3. โลหิตระดูเกิดแต่กองวาโยธาตุ       4. โลหิตระดูเกิดแต่กองปถวี