แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคฝีภายใน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โรคฝีภายใน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สรุปคัมภีร์อติสาร


พระคัมภีร์อติสาร
โรคฝีภายใน  ว่าด้วยสาเหตุและการปฏิบัติตัวที่มีผลต่อการเกิดโรคฝี ลักษณะอาการของฝีที่จำแนกตามแหล่งที่เกิดฝีคัมภีร์อติสาร ว่าด้วยโรคฝีในช่องท้อง มีอาการให้อาเจียน ขับถ่ายอุจจาระปัสสาวะลักษณะต่างๆ เหตุจากกองลมและกองธาตุ แบ่งเป็นปัจจุบันกรรมอติสาร และโบราณกรรมอติสาร เป็นโรคที่มีอาการหนักมากถึงระยะใกล้ตาย
อติสาร  มี  ๒ จำพวก คือ  ปัจจุบันกรรมอติสาร ๖ ประการ   โบราณกรรมอติสาร มี ๕ ประการ                                             





ปัจจุบันกรรมอติสาร
.อุทรวาตอติสาร     เพื่อขั้วสะดือพอง ให้ท้องขึ้นมิรู้วาย
. สุนทรวาตอติสาร  ลมพัดในกระหม่อม ยังไม่ปิด บังเกิดโทษให้ไส้พองท้องใหญ่ ลงกล่อนแล้วเป็นมูกเลือด  มักแปรเป็นมาน  ๕ ประการ มานเลือด    มานลม  มานหิน   มานน้ำเหลือง (มานน้ำ)   มานกษัย (มานน้ำ)
.ปัสสยาวาตอติสาร เกิดแต่กองอชิน ให้ลงดุจกินยารุ  อาเจียนเป็น สี เหลือง  เขียว  สมมุติ  ป่วง ๕  ประการมีป่วงน้ำ   ป่วงสุนัข   ป่วงลม   ป่วงหิน  ป่วงวานร
ป่วง ๗ ประการ
ป่วงลม ลงไม่มาก เสียดสีข้าง จุกอก รากออกแต่น้ำลาย
ป่วงหิน รักษายาก ให้ลง ให้ราก เมื่อยข้อ หนังเหี่ยว พูดไม่ชัด ให้สลบ
ป่วงวานร ให้ยิงฟัน หนาวคางสั่นแน่นหน้าอก ราก ลง ปกติ อย่างเดียว ริมฝีปากเขียว ขอบตาซีด
ป่วงงู ให้ราก ลง ไม่หยุด ให้บิดตัว ตาปรอย เข้าสี่ยามจะตาย หรือเป็นสันนิบาตสองครอง
ป่วงลูกนก ให้ลง ให้ขนลุก ปวดท้อง ท้องลั่น หาวเรอ อ้าปากคล้ายลูกนก
ป่วงเลือด ให้ลงไหล หอบ เหนื่อยเพ้อ ตาซึม กายเหลือง เหมือนเป็นไข้สันนิบาต เจ็ดวันตาย
ป่วงโกศ  เกิดเพราะโทษลมกษัยกร่อน ให้ลง  ราก ร้อนทั้งลำคอ มือ เท้าซีดเหี่ยว เหงื่อตก  ต้นเล็บเป็นโลหิตคล้ำ
.โกฏฐาสยาวาตอติสาร เกิดตามลำไส้ บริโภคสิ่งใดลงเป็นสิ่งนั้น
.กุจฉิสยาวาตอติสาร   เกิดนอกลำไส้ ให้ลงท้องเหม็นคาวไหลออกมาเอง
.อุตราวาตอติสาร  เกิดแต่ลม ๑๖ จำพวก ให้ลงเป็นมูกเลือด เป็นบิด
โบราณกรรมอติสาร  เกิดแต่กองอชิน มี๔ ประการ (โรคเรื้อรังเกิดจากการบริโภคอาหาร แสลงกับโรค, แสลงกับธาตุ / ธาตุอติสารมี ๕ประการ
กองอชิน ๔
เสมหะอชิน   ให้ลงเวลาเช้า  อุจจาระขาว   เหม็นคาว ระคนด้วยปะระเมหะ ให้ปวดคูถทวาร พ้นกำหนด  ๑๒ วัน กลายเป็น  อมุธาตุอติสาร    (เป็นปฐมอติสารชวร)
ธาตุอติสาร ๕
.อมุธาตุอติสาร  เกิดในกองเตโช ชื่อปรินา  หย่อนไม่เผาอาหาร    ให้ลงนับเวลามิได้ สิ้นอาหาร ลงเป็นน้ำล้างเนื้อ ให้ ปากแห้ง คอแห้ง
ปิตตะอชิน   ให้ลงเวลากลางวัน  อุจจาระแดง   กลิ่นดังปลาเน่า  ปากแห้ง คอแห้ง พ้นกำหนด  ๗ วัน กลายเป็น  รัตตธาตุอติสาร(เป็นทุติยะอติสารชวร)
.รัตตธาตุอติสาร  เกิดแต่กองปถวี   ให้ลงประมาณมิได้  แดงดังโลหิตเน่า มีเสมหะระคน  บางทีเขียวเป็นใบไม้ (ลงแดง,ลงเขียว)
วาตะอชิน ให้ลงเวลาพลบค่ำ  อุจจาระสีคล้ำ กลิ่นเปรี้ยว เหม็นยิ่งนัก   ให้แน่นอกคับใจคลื่นเหียนอาเจียนแต่ลม พ้นกำหนด  ๑๐ วัน กลายเป็น  ปฉัณณธาตุอติสาร(เป็นตะติยะอติสารชวร)
.ปฉัณณธาตุอติสาร  ให้ลงเป็นน้ำชานหมากและน้ำแตงโม ให้จุกแดกแน่นในลำคอ กินไม่ได้ อาเจียนลมเปล่า
สันนิปาตะอชิน ให้ลงเวลากลางคืน  ให้ลงไม่สะดวก  อุจจาระดำ  แดง  ขาว เหลือง  ระคนกัน  กลิ่นเปรี้ยว เหม็นยิ่งนัก   ให้สะบัดร้อน สะบัดหนาว เท้าเย็นตัวร้อน พ้นกำหนด  ๒๙ วัน กลายเป็น มุศกายธาตุอติสาร และกาฬธาตุอติสาร (เป็นจตุถะอติสารชวร)
.มุศกายธาตุอติสาร  เกิดแต่กอง อาโป  กินอาหารสำแลงธาตุให้เป็นโลหิต เสมหะ เน่าเหม็นดังกลิ่นศพ  กุจฉิแลโกฏฐา ปะทะกัน  ให้ท้องขึ้นปะทะหน้าอก  ให้แน่น หน้ามืด
 กาฬธาตุอติสาร  (กาฬทั้ง๕)  
กาฬพิพิธ  เกิดแต่ขั้วตับ  ให้ลงเป็นเลือดสดๆ ๕วันเป็นเสลดเน่า
กาฬพิพัธ  เกิดในขั้วหัวใจ  ให้ลงดุจน้ำล้างเนื้อ เมือกมันเน่าเหม็นเหมือนซากศพ
กาฬมูตร  เกิดอยู่ในตับ อุจจาระเน่า ดำ เป็นก้อน เป็นลิ่ม ดังถ่าน  กินปอดให้กระหาย กินม้ามให้หลับคล้ายปีศาจสิง
กาฬสูตร      ให้ลงสีดำ  สีคราม  สีเขียวคล้ำ กลิ่นดังดินปืน  
กาฬสิงคลี  เกิดแต่ดี  ให้ซึมรั่วล้นไป  อุจจาระ,ปัสสาวะ เนื้อตัว  กระดูก สีเหลืองใส ๓ วันตาย  

หมายเหตุ ในการอ่านสรุปคัมภีร์ ควรอ่านเนื้อหาในหนังสือทั้งหมดก่อนอย่างน้อย ๑ รอบ แล้วมาอ่านสรุปจะทำให้เข้าใจ ภาพรวมทั้งหมดยิ่งขึ้น

ตัวอย่างข้อสอบ

ข้อ 1.  ฝีที่เกิดในขั้วตับ ถ่ายออกมาเป็นเลือดสดๆได้ 4-5 วัน จึงกลับกลายเป็นเลือดและเสลดเน่าเรียกว่าอะไร
                 1.   กาฬพิพัธ                 2.   กาฬพิพิธ
                 3.   กาฬมูตร                  4.   กาฬสูตร
ข้อ 2.  ข้อใดจัดอยู่ในปัจจุบันกรรมอติสาร
              1.   อุตราวาตอติสาร                2.   อมุธาตุอติสาร
              3.   มุศกายธาตุอติสาร              4.   รัตตธาตุอติสาร
ข้อ 3.  คนไข้เมื่อพิการ ทำให้แข็งกระด้างตึงขา ผิวหนังเหี่ยวแห้งแข็งดังท่อนไม้ เปรียบดังอสรพิษขบกัดคือข้อใด
              1.   ปถวีธาตุ               2.   อาโปธาตุ
              3.   วาโยธาตุ               
4.  เตโชธาตุ  
ข้อ 4.  ถ้ากินปอดให้กระหายน้ำ ให้หอบ ถ้ากินม้าม ให้หลับอาการคล้ายปีศาจสิง หมายถึงอาการของอะไร
                1.   กาฬพิพัธ                2.   กาฬพิพิธ
               3.   กาฬมูตร                4.   กาฬสิงคลี  
ข้อ 5.  ฝีที่เกิดในขั้วตับ ถ่ายออกมาเป็นเลือดสดๆได้ 4-5 วัน จึงกลับกลายเป็นเลือดและเสลดเน่าเรียกว่าอะไร
                    กาฬพิพัธ                   2.   กาฬพิพิธ
                 3.   กาฬมูตร                  4.   กาฬสูตร


วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สรุปคัมภีร์ไพรจิตร+ทิพย์มาลา


       คัมภีร์ไพจิตรมหาวงศ์ ได้กล่าวถึงลักษณะและประเภทของฝี ได้แบ่งฝีออกเป็น ๒ ประเภทคือ ฝีชนิดคว่ำและหงาย เป็นเม็ดยอดเดียว เกิดภายนอก ในตำแหน่งต่างๆกัน ที่ด้านหน้าและหลังของร่างกาย และยังได้ให้คำแนะนำแพทย์ด้วยว่า การรักษาฝีให้หายนั้นต้องให้รีบรักษาตั้งแต่เริ่มเป็น คือในช่วงที่หัวฝียังอ่อนอยู่ ช่วง ๑-๓ วันแรก แต่หลังจาก ๖ วันไปแล้ว ฝีจะแตกก็อาจเป็นอันตรายได้เนื่องจากรักษาลำบาก

    คัมภีร์ทิพย์มาลา กล่าวถึงลักษณะของวัณโรคที่บังเกิดแต่ภายใน เกิดเพื่อจตุธาตุและตรีสมุฎฐาน ระคนเข้ากันแล้วตั้งต่อมชั้นหรือเรียกว่าฝีวัณโรค ตามคัมภีร์นี้ได้แบ่งฝีวัณโรคออกเป็น ๑๙ ประการ มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป ฝีแต่ละอย่างก็จะมีลักษณะการเกิดที่แตกต่างกันแต่อาการที่ปรากฏก็จะคล้ายๆกันนอกจากนี้ยังได้บอกถึงตำรับยาที่จะนำมารักษาฝีเหล่านี้ด้วย 

คัมภีร์ไพจิตรมหาวงศ์  ลักษณะฝีภายนอก   ฝียอดเดี่ยวชนิดหงาย  ฝียอดเดี่ยวชนิดคว่ำ




ฝียอดเดี่ยว
ชนิดหงายประเภทที่ ๑ให้ร้อนหนาว คลุ้มคลั่ง ขนลุกชัน เนื้อเต้น ตาแดง
หงายประเภทที่ ๒ เกิดในเดือน ๕,,,,,๑๐เพื่อ  
ดี ลม เสมหะ  ระคนกัน ขึ้นในคอ กกหู รักแร้ คาง ไหล่อกซ้ายเมีย ขวาผู้

ชนิดคว่ำประเภทที่ ๑ ให้จับเชื่อมมึน หอบ สะอึก ชักมือกำ เท้ากำ
ชนิดคว่ำประเภทที่ ๒ เกิดในเดือน ๑๑,๑๒,,,,,
เพื่อ  ลม  น้ำเหลือง  กำเดา ระคนกัน ขึ้นกระหม่อม ลำตัว สันหลังใต้ศอก รักแร้ เป็นผื่น






ทิพย์มาลา

ฝีวัณโรค 
ฝีภายใน
๑๙ 
ประการ
.ฝีปลวกกิดที่อกหัวใจไปตามสันหลัง ผอม ไอ เหม็นคอ กิน นอนไม่ได้ 
อันตังพิการ
.ฝีกุตะณะราย  ให้แน่นในอกกลางคืน จับไข้ ปอดพิการ
.ฝีมานทรวง  ให้หายใจขัด ในทรวงเจ็บ แน่น ทั้งวันและคืน ไอ เสมหะเหนียว ปอดพิการ
.ฝีธนูธรวาต ให้เจ็บหน้าอกตลอดสันหลัง ปวดเมื่อยทุกข้อกระดูก ขัดอุจ/ปัส ท้องขึ้น ผอม /ปอด อัฏฐิ มังสังพิการ
.ฝีรากชอน ให้บวมตามเกลียวปัตคาด ไข้ ขนลุก ตัวแข็ง /ปัถวี มังสังพิการ
.ฝียอดคว่ำ ให้ปวดท้องน้อยถึงทวารหนัก หน้าสะโพก ไข้ /ปัถวี มังสัง พิการ
.ฝีรวงผึ้ง ให้แน่นชายตับ  ให้ตัว ตา หน้า ปัสเหลือง
.ฝีมะเร็งทรวง ให้ถ่ายเป็นมูกเลือด บิด ปวดเสียด แน่น จุกแดก ไอ หอบ ผอม เมื่อยกระดูก
.ฝีธรสูตรให้เจ็บปวดสันหลัง จุกแดก เมื่อย เสียด ผอม
๑๐.ฝีธนูทวน  ให้ฟกบวมตามเส้นสัณฑะฆาต ตึงหลัง ลุกนั่งไม่ได้ ท้องบวม 
๑๑.ฝีสุวรรณเศียร เกิดที่สมองกระดูก ขึ้นดอกหูหนู รากถึงหัวใจ ตามืด หูตึง ปวดหัวมาก ร้อน ตา หู กระหม่อม
๑๒.ฝีทันตะกุฏฐัง(ขวา)/ทันตะมุนลัง (ซ้าย)  บังเกิดในกรามเม็ดข้าโพด แตกออกเป็นดอกลำโพง เปี่อยลาม
๑๓.ฝีทันตะมูลา เกิดที่ แก้มซ้าย และขวาเหมือนปูนกัด ฟกบวมออกมาเหมือนดอกลำโพง
๑๔.ฝีราหูกลืนจันทร์ เกิดใต้ลิ้น เหมือนดวงจันทร์ อ้าปากเห็นครึ่งในลำคอ

๑๕.ฝีฟองสมุทร์ เกิดในคอ ,ต้นขากรรไกรเพื่อวาโย กลืนไม่ได้เป็นหนองปวดมากสบัดร้อน/หนาวเชื่อมมัว ร้อนศรีษะเป็นยาปะยะโรค(รักษาได้)

๑๖.ฝีครีบกรต/แรด  เกิดตามครีบชิวหา(ลิ้น) เท่าเม็ดถั่วเขียว แข็งเหมือนหูดแดง ลิ้นแข็ง แก่แล้วเปื่อยลามทะลุ คางเป็นหนองไหล เหม็นเหมือนศพ แก้ยังอ่อน
๑๗.ฝีอุระคะวาต เกิดตามกระดูกสันหลังข้างใน กระดูกบนถึงด้านล่างจากลมสุนทรวาต พัดไฟ น้ำไม่เสมอ จกเสียดถ่าย ๒-๓ แล้วหายไปขัดอุจ/ปัส ลงดุจบิดนอนไม่หลับกินไม่ได้ ตาแดง บวม ร้อน
๑๘.อัคนีสันทวาต เกิดต้นขั้วกระเพาะปัสสาวะ  เพราะวาโยพัดไม่สะดวกล้มฟกช้ำบวม 

๑๙.ฝีดาวดาษฟ้า น้ำลาย เสมหะ โลหิตระคน เกิดเป็นเม็ดขึ้นภายใน  ตับ   ปอด  หัวใจ  ไส้ใหญ่  ไส้น้อย เจ็บตรงที่เป็น บวมเท้า ถ่ายเป็นเลือดเน่าบวมหนองรักษายาก



หมายเหตุ ในการอ่านสรุปคัมภีร์ ควรอ่านเนื้อหาในหนังสือทั้งหมดก่อนอย่างน้อย ๑ รอบ แล้วมาอ่านสรุปจะทำให้เข้าใจ ภาพรวมทั้งหมดยิ่งขึ้น
ตัวอย่างข้อสอบในคัมภีร์

ข้อ 1. บางทีจับให้เซื่อมมึน บางทีให้ร้อนในกระหายน้ำ หอบ สอึก บางทีให้จุกเสียด ข้อมือกำ เท้างอ มือสั่น 
 บางทีให้ปวดแสบปวดร้อน เป็นกำลัง เป็นลักษณะของ 
                 1.   ฝียอดเดียวชนิดคว่ำประเภทที่ 3                   2.   ฝียอดเดียวชนิดคว่ำประเภทที่ 4
                 3.   ฝียอดเดียวชนิดหงายประเภทที่ 1                 4.   ฝียอดเดียวชนิดหงายประเภทที่ 2
ข้อ 2.    ฝีที่มักขึ้นที่กระหม่อม กำด้น สันหลัง ขาทั้งสองข้าง ใต้ศอก ใต้รักแร้ ไหล่ทั้งสอง เป็นฝีชนิดใด
                 1.   ชนิดคว่ำประเภทที่ 1                   2.   ชนิดคว่ำประเภทที่ 2
                 3.   ชนิดหงายประเภทที่ 1                 4.   ชนิดหงายประเภทที่ 2
ข้อ 3.   ฝียอดเดียวคว่ำประเภทที่ 4 ถ้าเกิดในเดือน 11- เดือน 4 เนื่องจากเหตุใด
                 1.   ดี ลม เสมหะ ระคนกัน                        2.   ลม น้ำเหลือง กำเดา ระคนกัน
                 3.   ดี น้ำเหลือง โลหิตระคนกัน                 4.   โลหิต ลม เสมหะ ระคนกัน
ข้อ 4.   " อุปปาติกะวัณโรค" บังเกิดด้วยอาโปธาตุ คือฝีชื่ออะไร
                 1.   ฝีมานทรวง                   2.   ฝีกุตะณะราย
                 3.   ฝีมะเร็งทรวง                 4.   ฝีดาวดาษฟ้า
ข้อ 5.   คัมภีร์ทิพย์มาลา ได้กล่าวถึงลักษณะฝีไว้กี่ประการ
                 1.   10 ประการ                 2.   15 ประการ
                 3.   17 ประการ                 4.   19 ประการ
ข้อ 6.  ลักษณะฝียอดเดียวชนิดหงาย 2 ถ้าบังเกิดในเดือน 5-6-7-8-9-10 เกิดเพื่ออะไร
              1.   เพื่อลม น้ำเหลือง กำเดาระคนกัน              2.   เพื่อ ดี ลม เสมหะระคนกัน
              3.   เพื่อ ดี โลหิต เสมหะระคนกัน                   4.   ไม่มีข้อใดถูก
ข้อ 7.  คัมภีร์ทิพย์มาลา กล่าวถึงอะไร
              1.   ลักษณะของอติสาร                   2.   ลักษณะของฝีภายใน
              3.   ลักษณะของฝีภายนอก              4.   ลักษณะของฝีกาฬ
ข้อ 8.  ฝีหนึ่งเกิดใต้ลิ้น สัณฐานดังดวงจันทร์ อ้าปากออกเห็นหนึ่งลับอยู่ในลำคอ ไม่เห็นครึ่งหนึ่ง ให้ฟก    
บวมเป็นกำลัง กินข้าวกินน้ำมักให้ สำลักทางจมูก ถ้าแก่แดงดังผลอุทุมพร ฝีนั้นชื่ออะไร
               1.   ฝีฟองสมุทรร์               2.   ฝีทันตมูลา
               3.   ฝีครีบกรด                    4.   ฝีราหูกลืนจันทร์
ข้อ 9.   แรกเป็นมีอาการให้ยอกเสียด หายใจขัดในทรวงอก เจ็บหน้าอกทั้งกลางวันและกลางคืน เสมหะ
     เหนียว ซูบผอมให้แน่นหน้าอกเป็น กำลัง
               1.   ฝีวัณโรคชื่อฝียอดคว่ำ               2.   ฝีวัณโรคชื่อฝีรากชอน
               3.   ฝีวัณโรคชื่อฝีธนูทวน               4.   ฝีวัณโรคชื่อฝีมารทรวง
ข้อ 10.    ฝีที่มักขึ้นที่กระหม่อม กำด้น สันหลัง ขาทั้งสองข้าง ใต้ศอก ใต้รักแร้ ไหล่ทั้งสอง เป็นฝีชนิดใด 
                1.   ชนิดคว่ำประเภทที่ 1                  2.   ชนิดคว่ำประเภทที่ 2
                3.   ชนิดหงายประเภทที่ 1                4.   ชนิดหงายประเภทที่ 2
ข้อ 11.    ฝียอดเดียวคว่ำประเภทที่ 4 ถ้าเกิดในเดือน 11-เดือน 4 เนื่องจากเหตุใด
                1.   ดี ลม เสมหะ ระคนกัน                       2.   ลม น้ำเหลือง กำเดา ระคนกัน
                3.   ดี น้ำเหลือง โลหิตระคนกัน                4.   โลหิต ลม เสมหะระคนกัน
ข้อ 12.    "อุปปาติกะวัณโรค" บังเกิดด้วยอาโปธาตุ คือฝีชื่ออะไร
                 1.   ฝีมานทรวง                    2.   ฝีกุตะณะราย
                 3.   ฝีมะเร็งทรวง                 4.   ฝีดาวดาษฟ้า
ข้อ 13.    ฝีหนึ่งเมื่อจะบังเกิด ทำให้เจ็บปวดสันหลัง ให้เมื่อย ให้จุกแดกเป็นกำลัง ให้เสียดในอุทร ให้  
ซูบผอม บริโภคอาหารมิได้ คือฝีอะไร
                 1.   ฝีธนูทวน                       2.   ฝีธรสูตร
                 3.   ฝีสุวรรณเศียร                 4.   ฝีมะเร็งทรวง
14.   ฝีภายในข้อใด  เมื่อจะบังเกิดให้บวมเป็นลำขึ้นไปตามเกลียวปัตฆาต  ให้สะบัดร้อนสะท้านหนาว
ให้ตัวแข็งกระด้าง  จะลุกนั่งให้ยอกเสียว  ไหวตัวไม่ได้
             ก. ฝีธนูทวน                                              ข. ฝีธนูธรวาต
                ค. ฝีธรสูตร                                             ง. ฝีรากชอน
15.   ฝีภายในข้อใด  เมื่อจะบังเกิดให้ตึงแน่นในทรวง  กระทำพิษกลางคืนมากกว่ากลางวัน  จับสะบัด
 ร้อนสะท้านหนาว  บริโภคอาหารไม่ได้   นอนไม่หลับ
             ก. ฝีปลวก                                           ข. ฝีกุตะณาราย
             ค. ฝีมานทรวง                                    ง. ฝีธนูธรวาต
16.   ฝีภายในข้อใด  เมื่อจะบังเกิดให้ปวดอยู่ที่ท้องน้อย  ล่วงลงไปถึงทวารหนัก  ให้ปวดไปถึงหน้าตะโพก
ให้จับเป็นเวลา  สะบัดร้อนสะท้านหนาว  ให้ปวดแต่กลางคืน  กลางวันคลายลงบ้าง
             ก. ฝีธนูทวน                                              ข. ฝียอดคว่ำ
                ค. ฝีธรสูตร                                             ง. ฝีอัคนีสันทวาต
17.    ฝีภายในข้อใด  เกิดขึ้นตามกระดูกสันหลังข้างใน  ให้เจ็บในอกและชายสะบัก  จับสะบัดร้อนสะท้าน
หนาว  บางทีให้บวมตั้งแต่ไหล่ถึงเอว  ให้เจ็บทุกข้อทุกกระดูกสันหลังด้านนอก  รู้ไม่ถึงย่อมเสียเป็นอันมาก
ให้รักษาแต่ยังอ่อน
             ก. ฝีมะเร็งทรวง                                                      ข. ฝีอุระกะวาต
                ค. ฝีธรสูตร                                                            ง. ฝีธนูธรวาต
18.   ฝีภายในข้อใด  กระทำให้เจ็บในลำคอเป็นกำลัง  กลืนข้าวกลืนน้ำไม่ได้  ทำพิษให้สะบัดร้อนสะท้าน
หนาว  ดุจไข้จับ  เป็นยาปะยะโรค
                ก. ฝีทันตะมูลา                                                    ข. ฝีครีบกรด

                ค. ฝีฟองสมุทร                                                     ง. ฝีราหูกลืนจันทร์