วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ความจริงของคอลลาเจน

คอลลาเจนในชั้นผิวหนัง    
ภาพแสดงโครงสร้างคอลลาเจน
สรุป คือ คอลลาเจนเป็นโปรตีนในผิวหนังที่ทำให้ผิวเต่งตึง เมื่ออายุมากขึ้น คอลลาเจนจะเสื่อม ดังนั้นควรบริโภคคอลลาเจนเข้าไปทดแทน ข้อมูลนี้เป็นความจริงเพียงบางส่วนเท่านั้น หากเรา ต้องการให้ร่างกายมี Collagen เพียงพอ เราต้องดูแลรักษาร่างกาย ตามข้อแนะนำที่กล่าวในบล็อกที่แล้ว แม้จะเป็นวิธีการง่ายๆ แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่ชอบเท่าใดนัก มักอ้างว่าไม่มีเวลา ไม่สะดวก และไม่อยากทำอย่างต่อเนื่อง อยากได้ทางลัด ทางสบาย หรือวิธีการสำเร็จรูป จึงเป็นจุดอ่อนให้ผู้ผลิตสินค้าเพื่อสุขภาพทั้งหลายเอามาใช้ 
เป็นเรื่องจริงที่ เมื่ออายุมากขึ้น คอลลาเจนในร่างกายและผิวหนังจะเสื่อมสภาพไป ร่างกายสร้างคอลลาเจนได้น้อยลง จึงเป็นเหตุให้ผิวหนังเหี่ยวย่น แต่ข้อมูลเรื่องการบริโภคคอลลาเจนจากแหล่งอื่นจะเสริมสร้างคอลลาเจนในร่างกายได้นั้น เป็นข้อมูลที่ต้องใช้วิจารณาน และต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ก่อนที่จะเชื่อคำโฆษณาและคล้อยตามข้อความนั้นๆ             
 การกินคอลลาเจนร่างกายจะได้รับกรดอะมิโนซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการสร้างโปรตีนทุกชนิด รวมทั้ง
คอลลาเจนด้วย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ากรดอะมิโนที่ได้รับจะถูกนำไปสร้างเป็นคอลลาเจน
ในผู้สูงอายุร่างกายมีการสร้างคอลลาเจนที่ผิวหนังน้อยลง ไม่ได้เป็นเพราะขาดกรดอะมิโนที่เป็นวัตถุดิบในการสร้าง แต่เป็นเพราะกลไกต่างๆ ในการสร้างคอลลาเจนเสื่อมไปตามอายุ การกินกรดอะมิโนเพิ่มขึ้นจึง แทบจะไม่ "ช่วยเสริมสร้าง" คอลลาเจนในผิวหนังเลย 
             คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่เกิดจากกรดอะมิโนเพียงไม่กี่ชนิดเรียงตัวซ้ำไปซ้ำมา  จะเห็นว่า 1 ใน 3 ของ กรดอะมิโนที่ประกอบเป็นคอลลาเจน คือ ไกลซีน โพรลีนและไฮดรอกซีโพรลีนรวมกัน ซึ่งกรดอะมิโนทั้งสามนี้ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้เองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องรับจากภายนอกอีก ที่เหลือซึ่งมีโอกาสที่จะเป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นเพียง 8 ใน 20 หรือประมาณครึ่งหนึ่ง ดังนั้นเมื่อคำนวณออกมาจะเห็นว่าชนิดและปริมาณของกรดอะมิโนที่จำเป็นมีสัดส่วนน้อยมากในคอลลาเจน แต่กลับอุดมไปด้วยกรดอะมิโนที่ไม่จำเป็น ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับมากขึ้นก็เพียงขับถ่ายออกไปเท่านั้น แล้วจะยอมจ่ายเงินแพงๆ เพื่อบริโภคกันไปทำไม

            อย่างไรก็ตามคอลลาเจนไม่ได้ไร้ประโยชน์เสียทีเดียว ในทางการแพทย์แผ่นคอลลาเจนเป็นวัสดุที่เหนียว ยืดหยุ่น และอุ้มน้ำได้ดี เป็นคุณสมบัติที่เหมาะสำหรับใช้ปิดปากแผล ใช้เป็นลิ้นหัวใจเทียม หรือใช้ในการศัลกรรมอวัยวะต่างๆ รวมทั้งเพื่อเสริมความงาม ในอุตสาหกรรมอาหารใช้คอลลาเจนในการเพิ่มเนื้อสัมผัสให้อาหาร โดยใช้คอลลาเจนที่ผ่านความร้อนเป็นเวลานานจนโปรตีนเสียสภาพ หรือที่เรียกว่า เจลลาติน ซึ่งเราเองก็บริโภคกันมานานในฐานะขนมชนิดหนึ่ง 

ดูแลผิวพรรณ


คอลลาเจนจะเสื่อมไปตามวัย

ดูแลผิวพรรณอย่างไร เพื่อชะลอการสูญเสีย Collagen
การดูแล ผิวพรรณ เพื่อชะลอการสูญเสีย
Collagen ควรปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
1.หลีกเลี่ยง ไม่ให้ถูก แสงแดด โดยเฉพาะ เวลา 10.00-16.00 น.
​เนื่องจากเป็นช่วงที่ มีแสงUV แรงที่สุด หรืออาจใช้ครีมกันแดด ช่วยในกรณี ที่ต้องทำงานตากแดดทุกครั้ง
2. รับประทานอาหารที่มี วิตามิน เกลือแร่ และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่สำคัญ ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง และรสจัด ผลการวิจัยสำหรับคนที่ทานอาหารรสจัดเกินไป จะมีผลต่อการทำลายระดับ Collagen ในชั้นผิว
3.ดื่มน้ำเปล่า อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว (ถ้ามากเกินไปทำให้ไตทำงานหนัก)  เนื่องจากน้ำเป็นองค์ประกอบหลักสำคัญ ของโครงสร้างผิว น้ำจะช่วยทำให้ ผิวมีความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น
4.หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์สำหรับล้างหน้า ที่มีฤทธิ์เป็นด่าง เพราะจะเป็นสาเหตุ ทำให้ผิวแห้ง และควรใช้มอยเจอร์ไรเซอร์หลังล้างหน้า เพื่อปกป้องให้ผิวชุ่มชื้นด้วย
5.หลีกเลี่ยงบุหรี่  เพราะบุหรี่จะเป็นตัว ขัดขวางไม่ให้ออกซิเจนไปเลี้ยง เซลส์ผิวหนัง  ทำให้ผิวหนังถูกทำลาย และ เสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ และเป็นสาเหตุให้เกิดริ้วรอย
6. ออกกำลังกาย ทุกวัน เป็นประจำ จะช่วยทำให้ระบบหมุนเวียนเลือดดีขึ้น ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงเซลส์ผิวได้ดี นอกจากนี้ ยังช่วยคลายเครียด ซึ่งเป็นสาเหตุหลัก ของการเกิดริ้วรอย
7.ฝึกนั่งสมาธิ หรือเล่นโยคะ ซึ่งจะช่วยพัฒนา และเสริมสร้างร่างกาย และจิตใจให้แข็งแรง
8.ไม่นอนดึก พักผ่อนให้เพียงพอ หลับสนิทอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง
9.หลีกเลี่ยง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เพราะจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ มีผลต่อ ระบบเลือด ระบบย่อยอาหาร และทำให้กระดูกบางลง
10.หลีกเลี่ยงสถานที่ ก่อเกิดมลภาวะเสีย เช่น ตามท้องถนน หรือตามโรงงาน ซึ่งนับเป็นภัยอันตราย ที่ก่อให้เกิดการทำลาย เซลล์ผิว เพราะสภาวะดังกล่าวก่อให้เกิดอนุมูลอิสระสูง และเป็นสาเหตุ ทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย
11.เลิกพฤติกรรมที่มีผล ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น เช่น การขยี้ตา การขมวดคิ้ว ยักคิ้ว นั่งเอามือเท้าคาง และการลดความอ้วน แบบรวดเร็ว ก็เป็นสาเหตุทำให้เกิด ริ้วรอยได้เช่นกัน

ปัจจัยสำคัญที่มีผล ต่อการทำงานของเซลล์ผิว  และต่อมต่าง ๆ ได้แก่ ฮอร์โมนและวิตามิน ก็มีผลต่อความชรา เนื่องจาก ธรรมชาติของร่างกายนั้น เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ระดับฮอร์โมนจะลดลงตามอายุ ทำให้ การควบคุมการทำงานของเซลส์ผิว และต่อมต่าง ๆ ลดลง ทำให้ดูแก่ชรา เร็วยิ่งขึ้นนั่นเอง


นอกจากกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนแล้ว เราควรป้องกันการเสื่อมสลายของคอลลาเจนภายในชั้นผิวด้วย
เราละเลยการป้องกันการเสื่อมสลายของคอลลาเจนเดิมที่มีอยู่แล้วจึง ทำให้ไม่ว่าจะเติมคอลลาเจนเข้าไปเท่าไร คอลลาเจนที่มีอยู่แล้วในผิวก็จะหายไปเรื่อยๆ เหมือนดั่งการเติมน้ำเข้าไปในถังที่ก้นถังรั่วนั้นเอง ดังนั้น เราต้องหลีกเลี่ยงภาวะที่ทำให้เราสูญเสียคอลลาเจนไปพร้อมๆกัน เช่นเว้นจากเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสม ไม่สูบบุรี่ หลีกเลี่ยงสภาวะที่มีฝุ่นและควันพิษต่างๆ รวมทั้งแสงแดดจัดๆ  ซึ่งจะทำลายผิวได้มาก และเป็นสาเหตุให้ผิวพรรณแห้งหยาบกร้าน และเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร

คอลลาเจน เป็นโปรตีนที่มีขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ที่ร่างกายสร้างขึ้น ผิวหนังและลำไส้เล็ก ย่อมไม่สามารถดูดซึมได้อย่างแน่นอนหากต้องการให้ร่างกายมีคอลลาเจนอย่างเพียงพอ มีเพียงการบำรุงรักษากลไกของร่างกายที่ทำหน้าที่สร้างคอลลาจนเท่านั้น 
การบำรุงรักษานั้นเพียงแค่รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอเท่านั้นเอง 

คอลลาเจน Collagen

                               
              สายคอลลาเจน triple helix.                             คอลลาเจน ไฟเบอร์
คอลลาเจน Collagen

Collagenหรือ คอลลาเจน  คือ โปรตีนที่อยู่ในชั้น ใต้ชั้นหนังแท้เป็นโปรตีนสำคัญช่วยประสานโครงสร้าง ของเซลล์ผิว เรียกว่าคอลลาเจน ไฟเบอร์ (Collagen Fiber) ให้ความตึง กับผิวหนังชั้นหนังแท้ ทำหน้าที่เสริมความเรียบตึงของผิวหนัง ทำให้ผิวแข็งแรง และเรียบเนียน

คอลลาเจน Collagen เป็นสารที่คัดหลั่งมาจากเซลล์ของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (connective tissue cells) โปรตีนซึ่งเป็นส่วนประกอบหลัก ของชั้นผิวหนัง ผิวหนังส่วนนอก คอลลาเจน มีลักษณะโครงสร้างครบ 3 สาย (triple helix) ลักษณะพันเป็นเกลียวโดยมีพันธะของเปปไทด์ในสาย ขดกันเป็น โครงร่าง 3 มิติและอยู่ในสภาพชีวภาพ พร้อมจะทำปฏิกิริยาภายในชั้นผิวของร่างกาย

“คอลลาเจนมีส่วนในการป้องกันอวัยวะในร่างกายและเชื่อมอวัยวะต่างๆให้อยู่ด้วยกัน ช่วยให้โครงสร้างของร่างกายแข็งแรงและยืดหยุ่นได้ดี ช่วยให้ข้อต่อต่างๆขยับเคลื่อนไหวไปมาไม่ติดขัด โดยเฉพาะข้อต่อในการรับน้ำหนักเคลื่อนไหวในอิริยาบถต่างๆเช่น เดิน วิ่ง และยังช่วยให้ผิวพรรณเกิดความชุ่มชื่น เสริมความเรียบตึงให้กับผิวหนังให้ผิวดูเรียบเนียบกระชับ คนเราจะมีคอลลาเจนหนาแน่นในวัยเด็ก และจะค่อยๆเสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา เมื่ออายุมากขึ้นเส้นใยก็จะเสื่อมสลายและทำให้ชั้นผิวหนังยุบตัวลง อันเป็นสาเหตุของความเหี่ยวย่น ริ้วรอยและความชราของผิวพรรณ”

ข้อเท็จจริงประการแรก คอลลาเจนไม่ได้มีเพียงชนิดเดียวแต่ เท่าที่ค้นพบในปัจจุบันแบ่งได้เป็น 29 ชนิด แต่ละชนิดก็เป็นองค์ประกอบของเนื้อเยื่อแบบต่างๆ อยู่ในอวัยวะ ตามส่วนต่างๆของร่างกาย อวัยวะภายในร่างกายเอง ก็มีคอลลาเจนเป็นส่วนประกอบอยู่มาก ได้แก่ ผังผืด (Fascia), กระดูกอ่อน (cartilage), เส้นเอ็น (ligaments), ข้อต่อ (tendons), กระดูก (bone)ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมเซลล์ทุกๆ เซลล์ในร่างกายไว้ด้วยกัน ทำให้เกิดเป็นเนื้อเยื่อ คอลลาเจนจึงมีปริมาณถึง 1 ใน 3 ของโปรตีน เพราะเป็นโครงสร้างในส่วนที่มีความยืดหยุ่นของร่างกาย
สารคอลลาเจนที่เป็นส่วนประกอบหลักของชั้นผิวมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า เคราติน Keratin ซึ่งเป็นเพียง1 ใน 29 ชนิดของคอลลาเจนเท่านั้น
เคราติน มีหน้าที่เป็นโครงสร้างของผิว และทำให้ผิวเต่งตึง อีลาสติน จะมีหน้าที่เสริม ความยืดหยุ่นให้กับผิว  ต้านทานริ้วรอยแห่งวัยบนชั้นผิวที่เกิดขึ้นซึ่งทั้งคู่จะทำงานร่วมกัน

ข้อเท็จจริงประการที่สองคือ การดูดซึมโปรตีนเข้าสู่ร่างกายจำเป็นต้องผ่านกระบวนการย่อยก่อน โปรตีนทุกชนิดจะถูกเอนไซม์หลายชนิดในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กย่อยสลาย จากโปรตีนที่เป็นสายยาวจะถูกเอนไซม์ตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เหลือเพียงหน่วยย่อยที่เล็กที่สุด คือ กรดอะมิโนแล้วร่างกายจึงดูดซึมกรดอะมิโนเพื่อนำไปประกอบกันขึ้นใหม่เป็นโปรตีนที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ 
คอลลาเจนเองก็ต้องถูกย่อยจนกลายเป็นกรดอะมิโน ไม่เหลือสภาพความเป็นคอลลาเจน ไม่แตกต่างจากโปรตีนชนิดอื่นๆ คอลลาเจนไม่ได้ถูกดูดซึมไปทั้งเส้นแล้วตรงไปประกอบเข้าเป็นผิวหนัง
คอลลาเจนของสัตว์แต่ละชนิดล้วนแตกต่างกัน สังเกตได้ง่ายๆ จากเนื้อหมู เนื้อไก่ และเนื้อปลาทะเลน้ำลึก หอยเป๋าฮื้อ จะมีลักษณะและความยืดหยุ่นแตกต่างกัน ดังนั้นความแตกต่างของคอลลาเจนในสัตว์แต่ละชนิดจึงทำให้ ไม่สามารถนำคอลลาเจนจากสัตว์อื่นๆ มาทดแทน หรือรวมเป็นองค์ประกอบในโครงสร้างผิวหนังของคน


ดังนั้นเมื่อคอลลาเจนไม่สามารถรับจากภายนอกได้ ไม่สามารถรับจากสัตว์อื่นๆ ได้ หากต้องการให้ร่างกายมีคอลลาเจนอย่างเพียงพอ มีเพียงการบำรุงรักษากลไกของร่างกายที่ทำหน้าที่สร้าง คอลลาจนเท่านั้น การบำรุงรักษานั้นเพียงแค่รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอเท่านั้นเอง วัตถุดิบที่จำเป็นในการสังเคราะห์คอลลาเจน เราได้รับอย่างเพียงพอจากอาหารอยู่แล้ว การออกกำลังกายเป็นการกระตุ้นให้กลไกการสร้างคอลลาเจนทำงาน และการพักผ่อนช่วยให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายสึกหรอช้าลง แค่นี้ก็ทำให้ดูอ่อนกว่าวัยไปหลายปีแล้วละค่ะ บล็อกต่อไปจะเป็นการดูแลผิวพรรณเพื่อชะลอการสูญเสียคอลลาเจนค่ะ
             

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

"หมอ"


ผู้ที่จะเป็นหมอ   


“ว่ากันว่าศัลยแพทย์มือหนึ่ง เขาไม่กลัวที่จะผ่าไส้ติ่ง แต่เขากลัวแค่ว่าไอ้ที่จะผ่าอยู่น่ะ ไม่ใช่ไส้ติ่ง
ดังนั้นเรื่องของเรื่องคือ ขั้นตอนการรักษาไม่ใช่ประเด็น แต่การวินิจฉัยให้ถูกต้องต่างหากที่ยาก"


ไม่ใช่ว่าแค่ท่องจำได้เก่ง ก็จบหมอได้ ... เปิดหนังสือก็รักษาคนไข้ได้  คนไข้ หลายคนมาด้วยอาการเดียวกัน แต่ป่วยกันคนละโรคก็เป็นได้  ฉะนั้นเรื่องที่ยากที่สุดของหมอก็คือการวินิจฉัยโรคนั่นเอง
ส่วนทักษะในการตรวจร่างกายนั้น ก็คงต้องขึ้นกับประสบการณ์ และความใฝ่รู้ของหมอคนนั้นเอง  ฐานความรู้ที่ดี จะทำให้ตั้งคำถามที่ดี และนำไปสู่การประมวลข้อสรุปที่แม่นยำได้ 
พอได้ข้อมูลจากการฟังที่ถี่ถ้วนแล้ว ก็ต้องมาถึงเวลาตั้งคำถาม กับคนป่วย คำถามที่หมอถามจะเป็นแนวทางสำหรับการสืบหาว่า คนป่วยเป็นโรคอะไร
ดูๆไปมันก็เหมือนง่าย...หมอก็ซักถาม แล้วก็ฟัง จากนั้นตรวจร่างกาย แล้วก็ใช้ความรู้ที่พอจะมีอยู่ในสมอง ประมวลข้อมูลเพื่อหาจุดบกพร่องของสุขภาพ หรืออาการเจ็บป่วยที่เป็น
ประสบการณ์ หรืออายุการทำงาน ไม่ได้สัมพันธ์กับทักษะในการตรวจร่างกาย เช่นการฟังเสียงเต้นของหัวใจ หรือจับชีพจรแล้วบอกได้ว่ามีโรคอะไรซ่อนอยู่นั้น ก็ไม่ใช่ว่าจะเที่ยงตรงเสมอไป แต่อาจเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า การเจ็บป่วยนั้นไปในแนวทางใด
....เนื่องจากการให้ประวัติอย่างแม่นยำนั้น มันจำเป็นต้องอาศัยความสามารถในการสื่อสารจากตัวคนป่วยด้วย เพื่อที่เขาจะได้บอกได้ถูกต้องว่าตัวเองมีอาการอะไรให้ชัดเจน แต่บางครั้ง คนป่วยเองก็มีทักษะในการใช้ภาษา เพื่อจะสื่อความได้ไม่ดีเท่าไรนัก ซึ่งแน่นอนว่ามันทำให้การซักถามประวัติอาการ เกิดความไขว้เขวได้มาก
หลังจากซักประวัติการป่วยเสร็จ ก็มาถึงการตรวจร่างกายคนป่วย ซึ่งก็ไม่ใช่จะมานั่งตรวจกันตั้งแต่เส้นผม ยังเล็บเท้า แต่ตรวจหาสิ่งผิดปกติ จากประสาทสัมผัส ที่เห็น ได้กลิ่น ได้ยิน ได้สัมผัส ซึ่งก็ต้องมาจากการประมวลข้อมูลจากการพูดคุยนั่นแหละ

วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

รักษาสิวด้วยแผนไทย


 รักษาสิวด้วยแผนไทย-เริ่มที่กระษัย
 กระษัย คือ ภาวะเสื่อมโทรมของร่างกายก่อนป่วย ภาวะของกระษัยที่สัมพันธ์กับสิวก็ได้แก่:
 -มีอาการเหนื่อยเพลียเรื้อรัง-ท้องผูกเรื้อรัง-ลิ้นเป็นฝ้าขาว-ปากเป็นแผลบ่อย ๆ-นอนกระสับกระส่าย หลับไม่สนิท
 เหล่านี้เป็นภาวะกระษัยที่ตรวจเท่าไหร่ แพทย์โรงพยาบาลก็บอกว่ายังไม่เป็นโรค แต่นี่คือ ภาวะกระษัยที่มักจะเกิดขึ้นควบคู่กับสิว ฝ้า กระกำเริบ  หรือเกิดจากสมุฏฐานอาโปธาตุพิการพิกัดสมุฏฐานโลหิตและดี รวมถึงการทำพิษให้โลหิตพิการ เกิดการอักเสบ ส่งผลให้เกิดฝีหนอง หรือสิวหนองชนิดต่าง ๆ
ก่อนอื่นต้องหาสมุฏฐานการเกิดสิว 
๑. อายุสมุฏฐาน(ในคัมภีร์เวชศึกษา) การเกิดสิวสัมพันธ์กับช่วงอายุประมาณ ๘ -๒๕  ปี จะมีโอกาสเป็นสิวมากกว่าวัยอื่น แบ่งเป็น ๒ ช่วง คือปฐมวัย ตอนปลาย อายุระหว่าง ๘-๑๖ ปี โลหิตเป็นเจ้าเรือนเสมหะยังเจือ
และมัชฌิมวัยอายุ ๑๖- ๓๒ ปี สมุฎฐานอาโป โลหิต ๒ วาโย ๑  แผนไทยบอกว่าเป็นช่วงเลือดจะไปลมจะมา
๒. ฤดูสมุฏฐาน ฤดูหนาวเป็นฤดูที่ธาตุน้ำกำเริบ  น้ำในอากาศมีน้อยลง แถมไม่ใช่หนาวสม่ำเสมอ แต่เป็นอาการหนาว ๆ ร้อน ๆ ภาวะเช่นนี้ผิวหน้าของคนเราปรับตัวไม่ทันในแง่ของการขับเหงื่อและการเก็บรักษาความชื้น ผลก็คือต่อมไขมันสร้างมากบ้างน้อยบ้าง ความไม่สม่ำเสมอของการสร้างน้ำมันทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะอุดตัน  จึงเป็นเหตุให้สิวกำเริบ
๓. กาลสมุฏฐาน  โมงยามที่ผันเปลี่ยนก็ทำให้ธาตุในตัวผันแปรไปด้วย  ตามคัมภีร์กล่าวว่า เมื่อยามสองต่อยามสามเป็นเวลาที่ธาตุน้ำกำเริบ นั่นคือ เวลาระหว่างสามทุ่มถึงตีสาม (ช่วงเวลาของสมุฏฐานอาโปพิกัดโลหิตและดี) ซึ่งปัจจุบันหนุ่มสาววัยทำงานยังกลับไม่ถึงบ้าน ทานอาหารดึกขึ้น และนอนก็ดึกตาม ยิ่งส่งผลให้ธาตุน้ำกำเริบยิ่งขึ้น
๔. อาชีวสมุฏฐาน ที่กล่าวมาข้างต้นเกี่ยวชีวิตของคนวัยทำงาน ครอบคลุมสาเหตุของสิว ทั้งกาลสมุฏฐานและอาชีวสมุฏฐานไปพร้อมกัน
๕. อาหารสมุฏฐาน เราก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาจากอาหารที่เรากิน  อาหารสามารถจำแนกเป็นธาตุทั้งสี่ดังที่รู้กันอยู่  อาหารกลุ่มที่เร่งเร้าให้เกิดสิวคืออาหารรสมัน รสหวาน และรสเผ็ดร้อน อาหารจานด่วนเป็นต้น
 “ รักษาสิว  ต้องปรับที่อาโปธาตุ” โบราณว่าไว้ รักษาสิวต้องแก้ด้วยรสเปรี้ยว รสเปรี้ยวยังแบ่งเป็น เปรี้ยวฝาด เปรี้ยวเค็ม และเปรี้ยวขม  ขอแต่ให้มีรสเปรี้ยวนำเป็นอันว่าใช้ได้
   “เริ่มต้นจากการคั้นน้ำดื่ม ใช้ฝรั่ง ส้ม  มะนาวนั่นแหละครับ เหมาะแล้วสำหรับปรับธาตุอาโป หรือใช้ตรีผลาก็ได้
                        “ทีนี้ มีสูตรแต้มสิวด้วยาไทย “ดินสอพองกับมะนาวไงล่ะครับ”
                        “ดินสอพอง(ต้องสะตุก่อน)มีรสเย็น คลุกกับน้ำมะนาวมีรสเปรี้ยว เย็นกับเปรี้ยวแก้สิวอักเสบได้ดีนักแล
หลักการรักษาตามแนวทางการแพทย์แผนไทย
การรักษา ขับพิษในเลือดและน้ำเหลือง ปรับอาโปธาตุ พิกัดโลหิตและดี ควบคู่กับการรักษาธาตุดินในที่นี้คือ โลมา(ขน รูขุมขน) และตะโจ(ผิวหนัง) ที่เกิดสิว

วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

พฤติกรรมทำให้เกิดสิว





สิวนั้นสามารถรักษาได้ ในทางการแพทย์แผนไทย มีแนวคิดว่า สิวเกิดจากปิตตะพิการ “แล้วปิตตะคืออะไร” ปิตตะ คือ ความร้อน เป็นสิ่งที่ให้ความอบอุ่นกับร่างกาย ความหิวความกระหาย ความเปล่งปลั่ง สดชื่น เมื่อกระทำโทษจะทำให้เกิดอาการหลาย ๆ รูปแบบ รวมถึงทำพิษให้โลหิตพิการ เกิดการอักเสบ ส่งผลให้เกิดฝีหนอง หรือสิวหนองชนิดต่าง ๆ ดังนั้นหลักการรักษาตามแนวทางการแพทย์แผนไทย คือ ปรับปิตตะหรือความร้อนภายในร่างกาย
 แล้วจะมีวิธีรักษาได้อย่างไรได้บ้าง? การรักษาสิวต้องควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยน การใช้ชีวิตประจำวันของเราด้วย
1. รับประทานสมุนไพรที่มีรสชาติขม เย็น หรือจืด ในทางการแพทย์แผนไทย อาหารและสมุนไพรรสขมเย็น หรือจืด มีคุณสมบัติในการรักษาโรคทางปิตตะ สามารถระงับธาตุไฟในร่างกายได้ มีสรรพคุณในการระงับน้ำเหลืองเสียต่าง ๆ ที่ไหลออกจากร่างกายได้ แก้โลหิตพิการ ตัวอย่างเช่น บอระเพ็ด รากปลาไหลเผือก กระดอม ฯลฯ แต่สมุนไพรบางชนิดอาจเป็นพิษเมื่อรับประทานเป็นระยะเวลานาน ดังนั้นการรับประทานผักผลไม้ที่มีรสขม เย็น หรือจืดที่หาได้ง่ายจึงเป็นหนทางที่ปลอดภัยกว่า เช่น ฟัก บวบ มะระ ย่านาง บัวบก เห็ด ยอดสะเดา เป็นต้น หรือรับประทานเป็นผักหลาย ๆ ชนิดจิ้มน้ำพริกรับประทานจะดีมาก
2. ขับถ่ายทุกวัน การขับถ่ายไม่ว่าจะเป็นปัสสาวะหรืออุจจาระ เป็นการนำความร้อนส่วนเกินออกจากร่างกาย ดังนั้นผู้ที่มีอาการท้องผูกบ่อย ๆ จะมีปัญหาความร้อนอยู่ภายใน ส่งผลให้เกิดสิวได้ การขับถ่ายเป็นประจำทุกวันจึงช่วยให้ปิตตะของร่างกายสมดุล แนะนำให้รับประทานอาหารรสหวานที่มีฤทธิ์ระบาย เช่น น้ำลูกพรุน องุ่น กล้วย มะละกอ ส้มหวานต่างๆ แก้วมังกร เป็นต้น
3. นอนหลับให้เพียงพอ หลายคนยังเข้าใจผิดในเรื่องของการนอน ถ้าคุณนอนตีหนึ่งตีสองแล้วมาตื่นตอนเที่ยงวันเป็นการนอนที่ผิด ร่ายกายของคนเราจะมีการฟื้นฟูสภาพร่างกาย คล้าย ๆ กับการชาร์ตแบตเตอร์รี่ร่างกาย โดยปกติคนเราจะหลับได้ดีในภาวะที่มืดสนิท โดยเฉพาะในช่วงสี่ทุ่ม-ตีสอง ถ้าเราได้หลับสนิทในช่วงเวลานี้ ร่างกายก็จะได้พักผ่อนและฟื้นฟูสภาพร่างกายได้เต็มที่ สามารถกำจัดพิษในร่างกายได้สมบูรณ์ ทำให้ธาตุไฟในร่างกายไม่กำเริบ สังเกตได้ว่าคนที่ชอบนอนดึก มักมีภาวะร้อนใน หรือแผลในปากบ่อยๆ
4. ดื่มน้ำให้เพียงพอ หลายคนคงได้ยินเรื่องการดื่มน้ำว่าควรดื่มน้ำเยอะๆ อย่างน้อยวันละ 7-8 แก้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่หลายคนเข้าใจผิดมักจะดื่มน้ำทีเดียวครั้งละมาก ๆ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เพราะร่างกายเรามีการรักษาสมดุลของปริมาณน้ำ การดื่มน้ำมากเกินไปในแต่ละครั้งก็จะทำให้ร่างกายปัสสาวะบ่อยขึ้น ร่างกายขับน้ำออกโดยไม่ทันได้ดูดซึมเข้าร่างกายอย่างเต็มที่ และที่ร้ายกว่านั้น คือ การดื่มน้ำเยอะ ๆ ในมื้อของอาหาร จะมีผลทำให้น้ำย่อยเจือจาง ทำให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อย ท้องอืด การขับถ่ายผิดปกติ และส่งผลต่อธาตุไฟในร่างกายภายหลัง ดังนั้นเราควรดื่มน้ำพอดับกระหาย เน้นจิบบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงน้ำเย็น หรือน้ำอัดลม
 5. ออกกำลังกาย ออกกำลังกายให้เหงื่อออกบ้าง เน้นการเดิน โยคะ หรือฤๅษีดัดตน เพราะไม่กระทบการเทือนต่อร่างกายมากเกินไป แพทย์แผนไทย ถือว่าร่างกายเป็นสิ่งที่ต้องทะนุถนอม
6. รักษาความสะอาดของผิวกาย ใบหน้า เสื้อผ้าและเครื่องใช้ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับผิวและใบหน้าของตนเอง อย่าล้างหน้าบ่อยเกินไป เพราะอาจทำให้ผิวแห้งและขาดความชุ่มชื้น หมั่นซักทำความสะอาดเสื้อผ้า หมอน และที่นอน
7. ปรับสภาพจิตใจ การปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้ก็ช่วยปรับสภาวะปิตตะในร่างกายได้ เช่น การเล่นสนุกสนานกับเด็ก ๆ คุยกับเพื่อนที่ถูกคอ ดมกลิ่นอาหารดีๆที่กำลังหุงต้ม พยายามรื่นเริงกับสิ่งที่ทำให้เบิกบานใจ เช่น เครื่องแต่งกายสวยๆ ดอกไม้ อัญมณีต่างๆ อาบน้ำเย็นที่มีกลิ่นหอมชื่นใจ ฟังดนตรี ดูมโหรีที่ไพเราะ นั่งชมวิวทิวทัศน์ มีลมพัดเอื่อยๆ รวมความคือการรักษาโรคปิตตะต้องใช้ความเย็น ความสนุก ความแจ่มใส ความพอใจและความร่าเริง แม้จะมียาที่มีสรรพคุณดีเพียงใด การปฏิบัติตัวของเราก็สำคัญมากเช่นกัน  
การที่ปิตตะกระทำโทษนั้นตามโบราณได้บอกไว้อีกว่า เกิดจากการรับประทานของเผ็ดจัด รับประทานเกลือมาก อาหารไม่ย่อย ตากแดดมาก เสพกามคุณมาก กินอาหารบางอย่างที่เป็นพิษกับปิตตะเช่น นมข้น สุรา หรือของรสเปรี้ยว ดังนั้นอาหารหรือพฤติกรรมเหล่านี้จึงควรหลีกเลี่ยง ถ้าปฏิบัติได้ตามนี้เรื่องสิวก็จะไม่เป็นปัญหากับเราอีกต่อไป
ขอขอบคุณ 
แหล่งที่มาของข้อมูล

ฝ้าและสาเหตุการเกิด


เรื่องของฝ้าและสาเหตุหลักของการเกิดฝ้า
ฝ้า (Melasma) มีลักษณะเป็นจุดเป็นแผ่นเป็นปื้นสีน้ำตาล เกิดบนใบหน้าบริเวณโหนกแก้ม หน้าผาก จมูก เหนือริมฝีปากด้านบนและคาง
กระบวนการสร้างเม็ดสีผิว ... รู้จัก เมลานิน
สารเมลานิน (Melanin) หรือเม็ดสีสร้างจากเซลล์ผิวหนังที่เรียกว่าเมลาโนโชต์ (melanocyte) เป็นเซลล์ที่เจริญมาจากเซลล์ระบบประสาท ซึ่งแทรกตัวอยู่ในชั้นหนังกำพร้าส่วนล่างสุด โดยเซลล์เมลาโนไซต์หนึ่งเซลล์จะแตกแขนงเป็นร่างแหเล็กๆ ยื่นไปสัมผัสเซลล์ผิวหนังประมาณ 35 เซลล์ จึงทำให้มีการผลิตเม็ดสีมารวมกันใต้ผิวหนัง มีลักษณะเป็นแผ่นปื้น ที่เรียกว่า "เป็นฝ้า" นั่นเอง
เมลานินทำหน้าที่กรองรังสีที่จะมาทำอันตรายเซลล์ผิวหนัง โดยมีความสามารถกรองรังสี UV โดยรังสี UVA ทำให้เกิดผิวสีแทน ฝ้า กระ เป็นสาเหตุเร่งการชราภาพของผิวหนัง ทำให้เกิดรอยเหี่ยวย่น ฉะนั้นเวลาซื้อกันแดดให้ดูว่าป้องกัน UVA ด้วย และ รังสี UVB ทำให้ผิวไหม้ และเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งผิวหนัง
การสร้างเม็ดสีเมลานิน(melanin pigment) ในบริเวณผิวหนังทำงานผิดปกติ และส่งเม็ดสีขึ้นมาบนผิวหนังด้านบนเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้ความเข้มของสีผิวไม่สม่ำเสมอและมองเห็นได้จากภายนอก โดยมีสาเหตุจากการเผชิญหน้ากับแสงแดดจัดๆติดต่อกันเป็นเวลานานและบ่อยครั้ง อนุมูลอิสระภายในร่างกายที่เพิ่มมากขึ้น การกินยาคุมกำเนิดและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศ การได้รับรังสีUV และ UVBจากแสงแดด และมลภาวะ โดยฝ้าดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่สีน้ำตาลอ่อนๆ ไปจนถึงสีน้ำตาลเข้ม และอาจมีขนาดเล็กๆ เป็นจุดไปจนถึงปื้นขนาดใหญ่ได้ หากปราศจากการดูแลรักษาที่เหมาะสม ฝ้าอาจมีสีเข้มและมีขนาดใหญ่มากขึ้นได้

พบว่าคนที่มีอายุมากกว่า 25 ปี จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นฝ้ามากขึ้น เนื่องจากกระบวนการทำงานของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผิวหนังด้อยประสิทธิภาพลงทำให้ไม่สามารถต่อสู้กับปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่การเกิดฝ้าได้ ด้วยการเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวและการอ่อนแอลงของผิว ทำให้กระบวนการทำงานของผิวเสียสมดุลจนนำไปสู่การผลิตเม็ดเซลล์ผิวเมลานินที่ผิดปกติ และเกิดเป็นฝ้าในที่สุด

โดยทั่วไปแล้วฝ้าแบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่

1. ฝ้าแบบตื้น (Epidermal) จะอยู่ในระดับผิวหนังกำพร้า (ผิวหนังชั้นนอก) มักมีลักษณะเป็นสีน้ำตาลขอบชัด เกิดได้ง่าย และสามารถรักษาให้หายได้เร็ว และอีกชนิดคือ
2. ฝ้าแบบลึก (Dermis) จะมีอาการผิดปกติ อยู่ในชั้นที่ลึกกว่าชนิดแรก โดยจะเกิด ฝ้า ในระดับที่ลึกกว่าผิวหนังกำพร้า จะเกิดความผิดปกติในระดับชั้นผิวหนังแท้ มีลักษณะเป็นสีม่วงๆ อมน้ำเงิน ขอบเขตไม่ชัด เหมือนเป็นจ้ำๆ รักษาได้ยากกว่า ฝ้าชนิดตื้น และไม่ค่อยหายขาด
3. แบบผสม คือมีทั้งสองแบบปนกันอยู่ในผิวเดียวกัน
การแยกชนิดของฝ้านั้นจะมีประโยชน์ ต่อการรักษา ทำให้สามารถประเมินได้ว่าจะรักษาได้ผลดีมากน้อยเพียงใด