วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2557

ขึ้น-ลงบันไดกับข้อเข่าเสื่อม

จะเห็นได้ว่า การขึ้นลงบันไดโดยเฉพาะการลงบันไดนั้น มิใช่วิธีออกกำลังกายที่ดีสำหรับผู้ที่ข้อเข่าเสื่อมเพราะกำลังของกล้ามเนื้อไม่เพียงพอที่จะประคองข้อเข่าไว้ให้มั่นคงเวลาก้าวลง ถึงแม้ว่าการก้าวขึ้นบันไดมีผลเสียน้อยกว่าการก้าวลง แต่ในกรณีที่ข้อเข่าเสื่อมอยู่แล้วอาจเกิดผลเสียเช่นเดียวกับการก้าวลงบันไดด้วย จากการเสียดสีทำลายกระดูกอ่อนภายในข้อ และที่สำคัญคือ เมื่อเดินขึ้นบันไดแล้ว ย่อมต้องลงบันไดด้วย เมื่อเข้าใจกลไกของการขึ้นลงบันไดแล้ว สิ่งที่ควรปฏิบัติคือ ควรหลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันได หรือเดินขึ้นลงบนทางลาดหรือที่ต่ำโดยไม่จำเป็นเพราะจะทำให้ข้อเข่ายิ่งอักเสบและเสื่อมเร็วขึ้น ในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรหาผ้าพันยึดรัดข้อเข่าไว้เมื่อต้องเดินขึ้นลงบันได อาจเดินขึ้นทางบันไดแต่ลงชั้นล่างโดยใช้ลิฟต์ การนั่งยองๆ เป็นอีกท่าหนึ่งที่ควรหลีกเลี่ยง แต่อาจใช้เป็นท่าทดสอบว่า ข้อเข่าติดขัดในท่างอหรือไม่ 

 วิธีที่ดีที่สุดคือ การออกกำลังกายบริหารกล้ามเนื้อบริเวณข้อเข่าให้แข็งแรง กล้ามเนื้อที่สำคัญคือ กล้ามเนื้อเหยียดข้อเข่าที่ด้านหน้าของต้นขา ซึ่งกระดูกสะบ้าฝังตัวอยู่ในเอ็นของกล้ามเนื้อนี้บริเวณหัวเข่า โดยเริ่มจากนั่งหรือนอนเหยียดหัวเข่าให้ตรง พยายามเกร็งกล้ามเนื้อด้านหน้าต้นขาให้กดเข่าลง เห็นกระดูกสะบ้าเคลื่อนที่ขึ้นและลงเมื่อผ่อนกล้ามเนื้อ ทำครั้งละประมาณ 5-10 ครั้งทุก 2 ชั่วโมง อาจบริหารกล้ามเนื้อด้วยวิธีนี้ในท่ายืนได้ วิธีการออกกำลังกายนี้ นอกจากช่วยทำให้ข้อเข่ามั่นคงกระชับขึ้นแล้ว ยังทำให้กระดูกอ่อนที่บุผิวกระดูกภายในข้อเข่าเสื่อมช้าลง เพราะเป็นการช่วยให้อาหาร และออกซิเจนดูดซึมเข้ากระดูกอ่อนได้เร็วขึ้น

การออกกำลังกล้ามเนื้อด้านหน้าต้นขา ยังอาจใช้ถุงทรายถ่วงที่ปลายเท้าเพื่อต้านแรงเหยียดข้อเข่าอีก โดยอาศัยหลักการเล่นกล้ามสร้างให้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ขึ้น แต่ทั้งนี้การเล่นกล้ามนั้นต้องใช้น้ำหนักมากที่สุดที่ขาจะยกได้ กล้ามเนื้อจึงจะโตและแข็งแรงกว่าปกติได้

นอกจากข้อเข่าเสื่อมตามวัยแล้ว ข้อเข่าเสื่อมจึงมีสาเหตุได้ 2 สาเหตุใหญ่ คือ การใช้ข้อเข่ามากเกินไป เช่น น้ำหนักมากไป ขึ้นลงบันไดมากไป วิ่งมากไป และการใช้ข้อเข่าน้อยเกินไป เช่น นั่งเฉยๆ เข้าเฝือกนานเกินไป ดังนั้น การปฏิบัติตนให้ถูกต้องย่อมป้องกันข้อเข่าเสื่อมได้

วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2557

กินเป็น..ไม่ป่วย

กินอย่างไรจะไม่ป่วย? ในภูมิปัญญาแห่งแพทย์แผนไทย
ฉบับย่อ เหมาะสำหรับแพทย์แผนไทย หรือผู้กำลังศึกษาวิชาแพทย์แผนไทยนำไปใช้แนะนำผู้ป่วย เมื่อป่วยไข้ ไม่ให้กินผิดสำแดง หรือแนะนำทั่วไปเพื่อสุขภาพที่ดี

ทำไมเราต้องกิน เพราะร่างกายต้องการอาหารใหม่ นำไปสร้างพลังงานเพื่อเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ นั่นคือความรู้แต่สมัยเรียนชั้นประถมของเราทุกคน และในทางการแพทย์แผนไทยก็ได้กล่าวถึงเรื่องอาหารไว้ว่า เครื่องอาหาร (ส่วนประกอบ และส่วนปรุงรส) บอกสรรพประโยชน์
รสอาหารบอกสรรพคุณ ถ้ากินถูกส่วนถูกรส ก็จะไม่ป่วยไข้ ถ้ากินผิด เรียกกินอาหารผิดสำแดง ด้วยไปขัดกับโรคหรืออาการที่เป็นอยู่ ทั้งที่รู้และยังไม่รู้ว่าเป็น 
สรรพรสของพืชผัก บอกสรรพประโยชน์
พืชผักรส ฝาด,หวาน,มัน,เค็ม,เปรี้ยว,ขม,ร้อน,เย็น แต่ละรสบอกแต่ละสรรพประโยชน์
ฝาด/สมาน,หวาน/บำรุงเนื้อ,มัน/บำรุงเส้น,เค็ม/รักษาเนื้อ,เปรี้ยว/ลดเสลด/บำรุงโลหิต,ขม/บำรุงน้ำดี/ตับ,
ร้อน/ช่วยขับลม,เย็น/ไปดับร้อนภายใน

สรรพรสของอาหารบอกสรรพคุณ
อาหารรสร้อน ช่วยขับลม/อาหารรสเย็น ช่วยดับร้อน/อาหารรสกลมกล่อม กินได้ทั้งร้อนและเย็น

สรรพรสขัดกับโรค (พืชผักที่มีรสแสลงกับโรค)
1. รสเปรี้ยว,หวาน,มัน,เค็มแสลงกับ  - ผู้ป่วยโรคทางน้ำ เช่นเลือดมีตะกันน้ำตาล ตะกันไขมันมาก   

2. แสลง รสร้อน - ผู้ป่วยโรคทางไฟ เช่น โรคทางต่อมไร้ท่อ (อพัทธะปิตตะ) โรคทางตับ (พัทธะปิตตะ) ตัวร้อน  
3. แสลงรสขม,รสเย็น - ผู้ป่วยโรคทางลม เช่น ท้องอืดเฟ้อ เรอเหม็นเปรี้ยว ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว หทัยวาตะ

สรรพรสที่เหมาะกับเวลา
อาหารรสเปรี้ยวร้อน กินมื้อเช้า ถึง มื้อสาย   

อาหารรสเย็น/ขม/กลมกล่อม เหมาะกินมื้อกลางวัน ถึง มื้อบ่าย 
อาหารรสร้อน หรือเผ็ดร้อน กินมื้อเย็น ถึง มื้อค่ำจะดี
สรรพรสที่เหมาะกับอากาศ
  ลมร้อนมา ให้กินเย็น/ขม/กลมกล่อม

  ลมฝนมา ให้กินร้อน/เผ็ดร้อน   
  ลมหนาวมา ให้กินเปรี้ยวร้อน
ยามเช้าสาย กินเปรี้ยวร้อน ยามกลางวันถึงบ่าย กินเย็น ขม กลมกล่อม ยามเย็นค่ำ กินร้อนเผ็ดร้อน

พืชผักรสร้อน ส่วนใหญ่มีกลิ่นฉุน มักมีน้ำมันหอมระเหย เหมาะทำอาหารรสร้อน เหมาะทางลม
พืชผักรสเย็น ส่วนใหญ่เติบโตริมน้ำชายคลอง หรือมีลักษณะชุ่มฉ่ำน้ำ เหมาะทำอาหารรสเย็น เหมาะทางร้อน
พืชผักรสเปรี้ยว ปรุงอาหารเปรี้ยวนำ เหมาะทางน้ำ แต่ไม่ป่วยด้วยโรคทางน้ำ

อาหารรส เปรี้ยว,หวาน,มัน,เค็ม เหมาะกับอาการอ่อนเพลีย ผอมแห้งแรงน้อย ผู้ป่วยฟื้นไข้
อาหารรสร้อน เหมาะกับผู้สูงวัย วาตะหรือลมกำเริบ กินดียามแดดร่มลมตก หรือ ยามฟ้าฝนมา
อาหารเย็น กลมกล่อม เหมาะกับอาการร้อนใน เป็นไข้กำเดาทุกชนิด กินดียามเข้าร้อน

อาหารดิบ อาหารคาวมาก อาหารหมักดอง (หมายรวมถึง หน่อไม้ดอง, ผักดอง, กิมจิ, นมเปรี้ยวปลาร้า, น้ำปลา, ซีอิ้วทุกชนิด, เต้าหู้ยี้, ขนมปังทุกชนิด,ฯลฯ) ไม่ควรกินยามป่วยไข้ไม่สบาย ไม่เหมาะกับประเทศสมุหฐานร้อนชื้นอย่างประเทศไทย กินไข่เป็ดรสเย็นชุ่ม ดีกว่าไข่ไก่รสอุ่นร้อน ไม่เหมาะกับประเทศสมุหฐานของเรา เนื้อสัตว์ทุกชนิด โดยเฉพาะเนื้อหมู/เนื้อไก่ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่ทำแบบอุตสาหกรรมอาหารผลิตปริมาณมากๆ เลี้ยงด้วยอาหารสัตว์ที่ทำมาจากกากถั่วเหลือง GMO ยาปฎิชีวนะที่ฉีดให้กับสัตว์เลี้ยงในโรงเรือนแบบปิด เลี้ยงมากๆ ล้วนไม่ดีต่อร่างกาย อาหารกึ่งสำเร็จรูป/ขนมถุงขบเคี้ยวทุกชนิดที่ทำปริมาณมากๆแบบอุตสาหกรรม ควรงดบริโภค กลับไปหาบรรพบุรุษกันเถอะ กินแบบท่าน อย่ารักความสบายจนเจ็บป่วย อย่าอ้างเรื่องไม่มีเวลา อย่าอ้างเรื่องทำอาหารไม่เป็นไม่อร่อย อย่าอ้างเรื่องความสะดวกสบาย กินอาหารไทยแท้ ต้ม ยำ ตำ แกง ไม่กินของผัด ของทอด อาหารต่างชาติทุกประเทศ กินไม่มีมื้อ หิวแล้วถึงกิน ถ้ากินเช้า เวลาอาหารจะลงตัวพอดี เช้า กลางวัน เย็น ถ้าไม่กินเช้า ให้กินเมื่อหิวเท่านั้น ไม่กินน้ำเมื่อกินข้าว ให้เพียงจิบนิดหน่อยหลังอาหารแล้วเท่านั้น กระหายถึงดื่มน้ำ ตามความต้องการของร่างกาย ไม่ดื่มน้ำเย็น ไอศครีม เครื่องดื่มเย็นทุกชนิด ชาเขียว น้ำอัดลม กาแฟเย็น เอาน้ำเย็นออกจากตู้เย็น ใช้แค่แช่อาหารพืชผักเท่านั้น 
ปู่ย่าตายาย ของเราไม่มีอาหารแบบเรา มีแต่อาหารแบบท่าน กลับไปหาท่านทำอย่างท่าน อายุยืนแบบท่านไม่ป่วยด้วยโรคแบบเรา 

ขอกราบเคารพบูชา บรรพชนแพทย์แผนไทยทุกๆท่าน กราบบูชาด้วยบทความนี้
บทความรู้แห่งบรรพชนโดย นายคมสัน ทินกร ณ อยุธยา (แพทย์แผนไทย)
สำหรับเผยแพร่ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ด้วยอยากให้คนไทยไม่ป่วยไข้

วันพุธที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557

ผงฟู...ไม่ใช่แค่ทำขนม


เบกกิ้งโซดา (Baking Soda) ชื่อทางเคมี โซเดียมไบคาร์บอเนต (Sodium Bicarbonate) แต่คุณแม่บ้านรู้จักดีในนามของ "ผงฟู" ไม่ได้แค่ช่วยทำให้ขนมขึ้นฟู เท่านั้น เพราะแท้จริงแล้วยังใช้ประโยชน์งานบ้านอื่นๆ อีกมากมาย

เบกกิ้งโซดา มีฤทธิ์เป็นด่างอ่อนๆ มีความสามารถขจัดคราบบนพื้นผิวต่างๆ ได้นุ่มนวล และปลอดภัยต่อการใช้ ส่วนใหญ่สามารถนำไปใช้ประโยชน์หลักๆ 3 อย่าง คือใช้เป็นสารฟอกขาวในการซักผ้า ใช้ขจัดคราบสกปรกบนพื้นผิว และใช้ดับกลิ่นในที่ต่างๆ ได้อีกด้วย มาดูคุณประโยชน์อื่นของเบกกิ้งโซดากัน

1.       น้ำยาล้างสารพิษจากผักและผลไม้ นำเบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำ 10 ลิตร แช่ผักผลไม้ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า 2 ครั้ง สามารถลดสารพิษได้ 90%
2.       น้ำยาดับกลิ่นปาก ผสมเบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนโต๊ะ ในน้ำ 1 แก้ว ดับกลิ่นหอมกลิ่นกระเทียมได้ ถ้าใช้เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำ 1 แก้ว และผสมเกลือ 1 ช้อนโต๊ะใช้เป็นน้ำยาบ้วนปากได้
3.       ขัดฟันให้ขาว นำเบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชาผสมน้ำมะนาว 1/2 ช้อนชา ใช้แปรงสีฟันจุ่มแล้วขัดฟันเบาๆ บ้วนน้ำเปล่าจนสะอาด คราบชากาแฟจะหายไป (ห้ามทำเวลาป่วย เพราะมะนาวใกรดสูงอาจทำลายเคลือบฟันได้)
4.       น้ำยาล้างคราบในกาน้ำชาที่เป็นโลหะ ใส่น้ำลงในกาน้ำชาแล้วเติมเบกกิ้งโซดาลงไป 2 ช้อนโต๊ะ บีบน้ำมะนาวลงไปครึ่งลูก ต้มราวๆ 15 นาที ขัดและล้างจะสะอาดง่าย
5.       ครีมลบรอยขูดขีดเครื่องครัว ละลายเบกกิ้งโซดา 4 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำ 1 ลิตร ทำความสะอาดเครื่องคัวที่ทำด้วยฤอร์ไมก้า สเตนเลส พลาสติก โครเมี่ยม (ยกเว้นอะลูมิเนียม) ริ้วรอยจะเลือนหายไป
6.       น้ำยาทำความสะอาดเครื่องสุขภัณฑ์ เทเบกกิ้งโซดา 1/2 กล่องลงในถังนำหลังชักโครก ทิ้งไหว้ 1 คืนแล้วค่อยกดชักโครก ถังและชักโครกสะอาดและปราศจากกลิ่น
7.       ยาดับกลิ่นท่อและแก้ท่อตัน แทเบกกิ้งโซดาลงไปในท่อ 1 ถ้วยก่อนแล้วใส่เกลือแกงลงไป 1/4 ถ้วย ตามด้วยน้ำร้อน ท่อจะไม่ตันและกลิ่นสะอาดอีกด้วย
8.       น้ำยาทำความสะอาดเตาไมโครเวฟ นำเบกกิ้งโซดา 4 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำอุ่น 1 ลิตร นำผ้ามาชุบแล้วเช็ดทำความสะอาดภายใน คราบสกปรกจะเช็ดออกง่าย
9.       น้ำยาดับกลิ่นพรม ผสมเบกกิ้งโซดา 1/2 ถ้วยกับแป้งข้าวโพด 1/2 ถ้วย หยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นโปรดลงไป 15 หยด ใส่ขวดสเปรย์ฉีดบนพื้นพรมก่อนนอนทิ้งไว้จนเช้า กลิ่นพรมจะสะอาดสดชื่น
10.    น้ำยาซักผ้า ใส่ผงเบกกิ้งโซดา 1/2 ถ้วยในเครื่องซักผ้าพร้อมกับน้ำยาซักผ้า จะทำให้ผ้าขาวและสีจะสดขึ้น
11.    คราบเหลืองบนเสื้อขาว คราบที่เกิดจากการเก็บผ้าไว้ในตู้เป็นเวลานานๆ หรือมีฝุ่นจับ ให้นำผ้าไปต้มน้ำโดยใส่ผงเบกกิ้งโซดา 1/2 ถ้วย แล้วจึงนำมาซักด้วยวิธีธรรมดา คราบสกปรกจะหายไป แล้วคุณก็จะได้เสื้อขาวปิ้งเหมือนใหม่กลับคืนมา
12.    ทำความสะอาดเส้นผม ผสมเบกกิ้งโซดาหนึ่งช้อนชาเข้ากับแชมพูสระผมตามปกติของคุณ เพื่อช่วยขจัดสารตกค้างจากผลิตภัณฑ์แต่งผม (วิธีนี้จะดีเป็นพิเศษกับผมเส้นเล็ก)
13.    ขัดผิวหน้า ผสมเบกกิ้งโซดาครึ่ง ช้อนชาเข้ากับเคลนเซอร์ของคุณ เพื่อทำเป็นสครับขัดผิวหน้า โดยนวดลงบนผิวหน้าที่เปียกหมาดๆ เป็นแนววงกลม แล้วล้างน้ำออก คุณสามารถขัดซ้ำได้ถ้าจำเป็น และถ้าคุณอยากจะกำราบสิวไปด้วย ก็ผสมยาแอสไพรินบดเป็นผงลงไปหนึ่งเม็ด เพราะมีส่วนผสมของกรดซาลิไซลิก ที่ช่วยต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรียได้
14.    ทำความสะอาดแปรง เปิดน้ำอุ่นลงในอ่างล้างหน้า แล้วเติมเบกกิ้งโซดาลง ไปสองถึงสามช้อนโต๊ะ แช่หวีและแปรงลงในส่วนผสมนั้นเป็นเวลาสองสามนาที เพื่อขจัดสารตกค้างที่ติดอยู่ออกไป ล้างน้ำให้สะอาด แล้วอย่าลืมผึ่งหวีและแปรงให้แห้งสนิทจริง ๆ
15.    ช่วยทำให้หนังหุ้มเล็บนุ่มขึ้น เติมเบกกิ้งโซดาประมาณหนึ่งหยิบมือลงในชามน้ำอุ่น แล้วแช่มือไว้ในนั้นเป็นเวลาสองสามนาที ก่อนจะล้างน้ำให้สะอาด ก็จะช่วยให้หนังหุ้มเล็บนุ่มขึ้นได้

16.    ผ่อนคลายความปวดเมื่อย แช่เท้าลงในน้ำอุ่นที่ผสมเบกกิ้งโซดา จะช่วยให้ผ่อนคลายจากความปวดเมื่อยได้ดี หลังเดินหรือยืนมาแล้วทั้งวัน
*********************************************

วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2557

ลมผิดเดือน (อาการวัยทอง)

ลมผิดเดือน ( อาการวัยทอง )

เข้าหน้าร้อน แต่ลมฝนมา เข้าหน้าฝน แต่ลมหนาวมา ลมมาผิดเดือน โบราณหมายเปรียบ
กับอาการหมดประจำเดือน ที่เป็นทั้งหญิงและชายถึงแม้จะไม่มีระบบประจำเดือนเช่นหญิงก็ตาม หมอไทยกล่าวไว้ว่า มีเชื้อเพศหญิงสถิตในหญิง มีเชื้อเพศชายสถิตในชาย และยังกล่าวอีกว่าในความเป็นชายก็มี ความเป็นหญิงแทรกอยู่ ในความเป็นหญิงก็มีความเป็นชายแทรกอยู่ เนื่องแต่เรามาจากพ่อและแม่ ปัจจุบันคือเรื่องของฮอร์โมนเพศนั่นเอง

ลมผิดเดือนโดยปกติมักเกิดขึ้นกับปัจฉิมวัย(วัยสุดท้าย)โดยเริ่มนับแต่อายุ 32 จนสิ้นอายุขัย เป็นวัย ที่ลมกำเริบได้ง่าย รวมถึงลมผิดเดือนด้วย แต่จะเกิดขึ้นในช่วงอายุเท่าใด จะเกิดขึ้นเมื่อใด จะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ แต่หากเกิดลักษณะของอาการจะเป็นเช่นนี้


1. ร้อนๆหนาวๆ เนื่องแต่กำเดาระส่ำระส่ายกำเริบ
2. บางทีตัวรุมๆเหมือนจะมีไข้ เนื่องแต่กำเดาอุ่นกายกำเริบ
3. ท้องอืดพอง อาหารไม่ย่อย กินได้น้อยลง เนื่องแต่กำเดาย่อยหย่อน
4. ผิวแห้งเหี่ยวไม่สดใสเต่งตึง เนื่องแต่กำเดาเสื่อมโทรม
5. ไม่สบายเนื้อสบายตัว อึดอัดบอกไม่ถูก หงุดหงิดง่าย จู้จี้ผิดปกตินิสัย
6. ใจร้อน ใจเร็วขึ้นกว่าปกติมาก
7. ชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอ เดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้า ความดันขึ้นๆลงๆไม่ค่อยเสถียร
8. เหนื่อยอ่อนเพลียง่ายถึงแม้ไม่ได้ทำกิจกรรมใดมากเกินไป
9. ปวดเมื่อยไปตามเนื้อตามตัว
10. วิงเวียนหน้ามืด ตาลาย ทรงตัวไม่อยู่
11. กลัดกลุ้มคิดมาก คิดเองคนเดียว วิตกกังวลสูง
12. นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย พลิกไปพลิกมา
13. ในเพศชายอาจเสื่อมสมรรถนะทางเพศชั่วคราว


ในอาการทั้งหมดไม่จำเป็นต้องเป็นทุกอาการตามกล่าว แต่ละคนจะมีอาการต่างๆกันไป และในการบำบัดรักษานั้น หมอไทยรักษาทั้งกายและใจตามอาการที่ต่างกันนั้น
ทางกาย รุอารมณ์ให้สงบ รุกำเดาอุ่นกายลง รุเถาดานในช่องท้อง รุเลือดให้สะอาด ล้อมกองหทัยวาตะ ล้อมลมสูงให้ลงล่าง ล้อมลมในช่องท้อง ล้อมเลือดให้บริบูรณ์ รักษาเชื้อเพศที่พร่องไปให้เพิ่มขึ้น รักษาให้กินได้นอนหลับสบายใจ
ทางใจให้ทำกิจกรรมมากขึ้น เช่น เรียนสิ่งที่น่าสนใจเพิ่มเติม ให้เข้ากลุ่มทางสังคม เช่น ไปเยี่ยมเพื่อนวัยเดียวกันบ่อยๆให้ปฏิบัติสงบใจด้วยตนเอง

ลมผิดเดือนเป็นเพียงอาการชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ได้ป่วยเจ็บ หายได้ และจะกลับเป็นใหม่ สลับกันไปมา
หมั่นดูแลรักษากายใจ และเมื่อมาตั้งสติให้มั่น พบแพทย์ถ้าอาการไม่ดีต่อเนื่อง หรือลองทำน้ำกระสายยากินดู เมื่อลมผิดเดือนเข้าดังนี้


น้ำกระสายยาหญิงวัยทอง
ส่วนประกอบ ว่านเปราะหอม/ว่านร่อนทอง/เถาเอ็นอ่อน/กาวเครือขาวสะตุ/ว่านชักมดลูกสะตุ/ดอกคำฝอย/ดอกคำแสด/ใบและดอกขี้เหล็ก/ใบบัวบก/เมล็ดถั่วเหลืองคั่วพอหอม/เถาบอระเพ็ด
วิธีทำ นำทั้งหมดลงต้มห้ามเคี่ยว แล้วกรองเติมน้ำตาลกรวดและเกลือเล็กน้อย
วิธีใช้ ดื่มต่างน้ำ3-5 วันแล้วหยุดหากอาการดีขึ้นให้ดื่มต่ออีก5-7วัน ไม่ดีขึ้นให้พบแพทย์

น้ำกระสายยาชายวัยทอง
ส่วนประกอบ กาวเครือแดงสะตุ/รากปลาไหลเผือกคั่วพอหอม/กำลังทั้งห้า/เถาบอระเพ็ด/ใบบัวบก/รากระย่อมสะตุ/ ดอกคำฝอย/ลูกเดือยคั่วพอหอม
วิธีทำ และวิธีใช้ เช่นเดียวกับน้ำกระสายยาหญิงวัยทอง

ลมผิดเดือนก็คืออาการของภาวะกระษัย ความเสื่ิอมไปตามอายุสังขาร เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เป็น
ธรรมชาติแห่งสรรพชีวิตเป็นปกติ ดูกายดูใจ ตามกายตามใจ อย่างรู้เท่าทัน แพทย์ช่วยได้เพียงครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง เราต้องทำเอาเองไม่มีคนช่วยได้

ขอกราบเคารพ บรมครูแพทย์แผนไทยทุกท่าน ด้วยบทความนี้
บทความรู้ดั้งเดิมโดย นายคมสัน ทินกร ณ อยุธยา (แพทย์แผนไทย)
สิงหาคม 2556 สำหรับเผยแพร่ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ด้วยอยากให้คนไทยไม่ป่วย

ประจำเดือนสตรี

คัมภีร์แพทย์แผนไทยแต่โบราณมาเล่มหนึ่งชื่อ "คัมภีร์มหาโชตรัตน์" กล่าวไว้ถึงเรื่อง "ประจำเดือนสตรี"
ความตอนหนึ่งกล่าวถึงเรื่อง โลหิตระดูปกติโทษ คือมีอาการผิดปกติทุกๆเดือนเหมือนกัน แต่หากมีอาการต่างไปจากเดิมเรียก โลหิตระดูทุจริตโทษ 
โลหิตระดูปกติโทษนั้น จะเกิดก่อนประจำเดือนมาสักสองสามวัน ตลอดจนอายุประจำเดือน และหลังประจำเดือนหมดแล้วสักสองสามวัน มีอาการต่างๆกันไปดังนี้

1. โลหิตระดูปกติโทษเกิดแต่หทัย จะมีอาการทางอารมณ์ ใจร้อนใจเร็ว โมโหง่าย กลัดกลุ้ม
2. โลหิตระดูปกติโทษเกิดแต่น้ำดีและตับ จะมีอาการตัวร้อนเป็นไข้ (ไข้ทับระดู) เสียดชายโครงขวา
ลงล่างสู่ท้องน้อย หรือหากเป็นมากจะเกิดซ่าไข้แดงๆตามผิวหนัง เกิดแต่เลือดร้อน เลือดเป็นพิษ
จะปวดหัว มึนหนักในศีรษะ
3. โลหิตระดูปกติโทษเกิดแต่เนื้อ จะมีอาการเป็นลมพิษตามเนื้อตัว เช่นเดียวกับการแพ้อาหาร กิน
อาหารผิดสำแดงนั่นเอง
4. โลหิตระดูปกติโทษเกิดแต่เส้นเอ็น จะมีอาการปวดเมื่อยไปตามเนื้อตามตัว เป็นไข้สะบัดร้อน
สะท้านหนาว จะปวดหัว
5. โลหิตระดูปกติโทษเกิดแต่กระดูก จะมีอาการปวดขัดตามข้อกระดูก 


คัมภีร์ว่าไว้โลหิตระดูปกติโทษเกิดแต่ลมทั้งหกจำพวกเป็นเหตุ แต่เหตุแห่งลมมาแต่ไฟ ต้องดับไฟเสียก่อนเกิดลม อาการจะบรรเทาลงเมื่อประจำเดือนมา ก่อนประจำเดือนจะเข้าให้ผ่อนร้อนลงเสียก่อน ให้กินอาหารรสเย็นหรือกินของขม รสอาหารต้องไม่จัดจ้าน เสริมด้วยการกินยาขม,ยาเขียว แต่เมื่อประจำเดือนมาให้หยุดของขมของเย็น,ของเปรี้ยว,หวาน,มัน,เค็ม เพราะจะยิ่งทำให้ระบบน้ำในกายกำเริบ และหากปวดประจำเดือนให้ลอง ทับเย็นแทนทับร้อนไปตรงอู่ของมดลูกก่อน หากไม่ดีขึ้นให้ทับร้อนอย่าง

เดียว 

ระดูปกติโทษและระดูทุจริตโทษ เป็นเหตุหนึ่งให้เกิดระดูขาวแทรกในเนื้อประจำเดือน หรือเกิดแทรกก่อนเนื้อประจำเดือนมา หากเกิดซ้ำเกิดซากจะเกิดตะกันในโพรงมดลูก(ซีส) ตามด้วยผังผืดมายึดรัดไว้ พอกพูนขึ้นๆกลาย
เป็นเนื้องอกและเนื้อร้ายในบันปลาย หมอไทยจึงรีบรักษาอาการตกระดูขาวให้หายขาดทันทีเมื่อตรวจพบ และรักษาจนเนื้อประจำเดือนมาเป็นปกติแดงเข้มใส สำแดงถึงความบริบูรณ์แห่งระบบสืบพันธ์และสุขภาพที่แข็งแรงหน้าตาผิวพรรณจะสดใสเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวล ไร้สิวฝ้าบนใบหน้า ส่วนระดูทุจริตโทษ เป็นความผิดปกติที่มากกว่า เช่นอาการประจำเดือนขาดโดยไม่มีการตั้งครรภ์ มดลูกแห้งติดแนบเข้ากระดูกสันหลัง ต้องพบแพทย์รีบรักษาแต่อาการที่เป็นมากที่สุดจากที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด คืออาการมดลูกลอย มดลูกเคลื่อนซ้าย-ขวา มดลูกลงต่ำ นั่นก็เป็นเหตุให้เกิดอาการดังข้างต้นก็ได้ ให้เปรียบมดลูกดั่งชิงช้าเมื่อชิงช้าแกว่งไปเป็นปกติที่ต้องแกว่ง
กลับ(กลับเข้าอู่คือที่ตั้ง) หากไม่กลับอาจค้างขึ้นบน ลงล่าง ไปซ้ายย้ายมาขวา ทำให้เกิดอาการต่างๆตามมาดังนี้

1. อาการมดลูกลอย คือเคลื่อนขึ้นบนจนไปเบียดระบบการย่อยและระบบทางเดินหายใจ เกิดอาการอืดเฟ้อ เรอ หายใจขัด หายใจตื้น หายใจสั้น เหนื่อยง่าย
2. อาการมดลูกตะแคงซ้าย-ขวา มีอาการเสียดช่องท้อง ปวดไหล่หลังใกล้ต้นคอ ปวดหัวเป็นลมปะกัง
(ไมเกรน) ขวาเบียดเข้าตับ ซ้ายเบียดเข้าม้าม
3. อาการมดลูกหย่อน ปวดปัสสาวะบ่อย ปวดหลังเข้ากระเบนเหน็บ
หมอไทยจะทำการบำบัดด้วยวิธีการดังนี้

รุ ตะกันในมดลูก ใช้ยาเช่น ไฟประลัยกัลป์ ขับตะกัน ขับเมือกสกปรก สิ่งคั่งค้างต่างๆ
ฟอกโลหิต ด้วยยาที่ทำมาจากสมุนไพรรสเค็มฝาด
ล้อม ตามอาการที่เกิด เช่นปวดท้องน้อย,ปวดหัว,ปวดหลังไหล่ก้านคอ เป็นต้น
รักษา นาบหม้อเกลือ/นวดโกยมดลูกให้กลับเข้าอู่/เผายา/พอกโคลนยา ฯลฯ

น้ำกระสายยาก่อนประเดือนเข้า (ทำทานเองได้)
ส่วนประกอบ 3คำ(คำฝอย,คำแสด,คำไทย) 2เถา(เถาวัลย์เปรียง,เถาคันแดง) 2มวก(เถามวกแดง
เถามวกขาว) ใบหญ้านาง,ใบขี้เหล็ก
วิธีทำ นำลงต้มแล้วกรอง
วิธีใช้ ครั้งละ 1 แก้ว 2 เวลาเช้า-เย็น ทานก่อนประจำเดือนมา 3-5 วัน


น้ำกระสายยาระหว่างประจำเดือนเข้า
ส่วนประกอบ ขิง/ข่า/ตะไคร้/ใบโหระพา/ใบกระเพรา/ใบสะระแหน่/ใบมะกรูด/ใบมะนาว/พริกไทยดำ/เทียนห้า
วิธีทำ นำลงต้มแล้วกรอง
วิธีใช้ ครั้งละ 1 แก้ว 3 เวลาหลังอาหารทันที


น้ำกระสายยาเมื่อประจำเดือนออก
ส่วนประกอบ คำไทย,คำฝอย,ฝางเสน,กล้วยน้ำหว้าดิบและสุกคละกัน,ทับทิมทั้งลูก
วิธีทำ นำลงต้มแล้วกรอง
วิธีใช้ ครั้งละ 1 แก้ว เช้า-เย็น ทานหลังประจำเดือนออกแล้ว 3-5 วัน

ปฏิบัติตัวดังนี้เพื่อประจำเดือนมาเป็นปกติ แดงสวยใส หน้าตาผิวพรรณสดชื่นเปล่งปลั่ง มีเลือดฝาด
ไร้สิวฝ้า ผ่องใสมีน้ำมีนวล
ต้มน้ำกระสายยาเข้า 3 หม้อตามสูตร กินตามลำดับ ก่อน ระหว่าง หลัง กินอาหารรสเย็นก่อนประจำเดือนมากินอาหารรสร้อน ในระหว่างประจำเดือนมา งดรสเปรี้ยว/หวาน/มัน/เค็ม/ของเย็นของขม กลับมากินอาหารรสเย็นอีกครั้งหลังประจำเดือนออก

ขอกราบเคารพบูชา บรมครูแพทย์แผนไทย ด้วยบทความนี้
บทความรู้ดั้งเดิมโดย นายคมสัน ทินกร ณ อยุธยา (แพทย์แผนไทย)
สิงหาคม 2556 สำหรับเผยแพร่ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ด้วยหวังให้คนไทยไม่ป่วย

ชาหมามุ่ย



ข้อมูลการใช้หมามุ่ยของหมอยาพื้นบ้านในการเป็น “ยาแฮงคนชาย” หรือการเป็น “ยากามะ” ประกอบกับมีรายงานการศึกษาวิจัยในคนของประเทศอินเดีย ในการเพิ่มคุณภาพของน้ำเชื้อเพศชายของ 

 "หมามุ่ย" เป็นพืชเถาตระกูลถั่ว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mucuna pruriens (L.) DC. ดอกเป็นช่อสีม่วงสวยมาก ใบเหมือนใบถั่วทั่วไป ยอดลวกน้ำพริกกินได้ แต่เมื่อแก่มีขนจะคัน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว ขนคันจะอยู่บริเวณฝัก ตามสรรพคุณความรู้ของหมอยาพื้นบ้าน เมล็ด ราก และหนอนในลำต้นของหมามุ่ยนั้น เชื่อว่าสามารถใช้เป็นยากระตุ้นกำหนัดได้ มีประสิทธิภาพในการช่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำเชื้อให้ดีขึ้นได้ นอกจากนี้ ยังมีผลทำให้ความดันโลหิตต่ำลง คลายเครียด และช่วยให้นอนหลับได้ลึกขึ้น
  การรับประทานในปริมาณมาก อาจมีผลเสียต่อร่างกาย โดยอาจทำให้เกิดประสาทหลอน เบื่ออาหาร ปวดมวนท้องได้ จึงไม่ควรรับประทานเกินกว่าที่มีการทดลอง คือ ครั้งละ 5 กรัม วันละ 3 เวลา โดยให้เริ่มรับประทานครั้งละน้อยๆ เสียก่อน เช่น รับประทานครั้งละ 1 ช้อนชา วันละ 2 ครั้ง
 ยังมีข้อควรระวังอื่นๆ เช่น ต้องเก็บในระยะแก่ ซึ่งสังเกตได้จากในส่วนผลจะมีรอยเส้นสีดำอยู่ การผลิตต้องสะอาดไม่มีการปนเปื้อน ไม่ควรเก็บไว้นาน และไม่ควรซื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีที่มาที่ไป เพราะอาจเกิดอันตรายได้


ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาถึงตำรายาโบราณ ที่มีหมามุ่ยอยู่ในตำรับด้วยนั้นมีด้วยกันหลายตำรับด้วยกัน 

อาทิ ตำรับตาเพ็ง จะนำเม็ดมาคั่ว ทิ้งให้เย็นแล้วบด หรือ กินทั้งเมล็ด โดยนำไปแช่น้ำก่อนแล้วค่อยเคี้ยวกินเช้า เย็น หรือ บดแล้วใช้ครั้งละ 1 ช้อนแกง โดยห่อผ้าขาวบาง แช่ในน้ำ 1 แก้ว นาน 30 นาที รับประทานเช้าเย็น ตำรับนี้ว่าไว้ว่า เสริมกำหนัดและเสริมแรงผู้ชาย จะออกฤทธิ์ใน 2-3 วัน ทำให้หลับสบาย จิตใจเบิกบานแจ่มใส แต่ห้ามกินต่างน้ำ หรือกินเยอะเกินไป


ตำรับพ่อประเดิม ส่างเสน หมอยาอำเภอฝาง ระบุว่า ให้เอาเม็ดหมามุ่ยแก่จัดมาตากแดดให้แห้งแล้วตำ เป็นผง ใช้น้ำผึ้งเป็น กระสาย ทำให้เป็นลูกกลอน กิน 3 เวลา 7 วัน ตำรับนี้ว่าไว้ว่า รักษาอาการนกเขาไม่ขัน เป็นยาบำรุงกำลัง



ตำรับพ่อกอยะ หมอยาบ้านต้นฮุงหัวฝาย ระบุว่า ให้ใช้เม็ดแก่จัดใส่ในหม้อนึ่งข้าว พอข้าวสุก เม็ดหมามุˆยก็สุกด้วย โดยกินครั้งละ 1 เม็ด พร้อมข้าว 3 เวลา


ตำรับพ่อพลายแสง บ้านสินชัย ระบุว่า ใช้รากหมามุ่ยตากแห‰ง 1 กิโลกรัม เมล็ดผักชี 3 ขีด เมล็ดผักกาด 5 ขีด นำทั้งหมดมาตำรวมกันเป็นผง ผสมน้ำผึ้งป่า หมักไว้ 3 เดือน แล้วใช้กินก่อนนอนทุกวัน โดยเวลากินให้กินในปริมาณขนาดเท่าผลมะเขือพวง จะแก้ปวดเมื่อย ช้ำใน


ตำรับหมอยาเมืองเลย ระบุว่า สามารถนำรากต้ม กินแก้ไอ ใช้เมล็ดตำเป็นผง พอกแก้พิษแมง ป่องกัดได้

สิว ฝ้า กระ

สิว ฝ้า กระ ร่องรอยแห่งอาการ

สิว คือของเสียบนใบหน้าซึ่งร่างกายพยายามจะขับออก ฝ้า คือภาวะเลือดเสียที่สำแดงออกบนใบหน้า
กระ คือร่องรอยแห่งกำเดาความเสื่อมไป สิว,ฝ้า,กระ คือภาวะปกติแห่งการขับของเสียอันเกิดแต่ความผิด ปกติของร่างกาย เป็นธรรมชาติของร่างกายและเป็นสิ่งที่ทุกคนเป็น "เป็นธรรมดา" คนแต่สมัยก่อนก็เป็นสิวเป็นมากก็ไปหาหมอ หมอสมัยก่อนก็รักษาสิวที่หมอมองว่าเป็นเหตุปกตินั้น มีภูมิรู้มากมายของหมอไทยในการบำบัดสิวไม่ใช่ให้หาย แต่ให้บรรเทาลงด้วยมองว่าเป็นธรรมดา การไม่มีสิวเสียอีกที่หมอไทยมองว่าผิดปกติ

สิวในทางการแพทย์แผนไทยแบ่งออกตามปิตตะเหตุ,วาตะเหตุ และเสมหะเหตุ รักษาที่ต้นทางแห่งสิว

ไม่ใช่ไปรักษาที่หัวสิวซึ่งเป็นปลายเหตุทั้งสิ้น สิวเป็นจากระบบภายในประทุออกภายนอก จึงรักษาที่ภายในกาย มิใช่ไปรักษาสิวบนใบหน้า ซึ่งทำได้เพียงหายชั่วคราว แผนไทยรักษาสิวแบบองค์รวมไม่ใช่แค่สิวบนใบหน้า แต่รักษาสมดุลทั้งร่างกาย นอกจากสิวจะยุบแล้วความสมบูรณ์ภายในจะสำแดงทางผิวให้ผ่องใสกว่าเดิม


สิวปิตตะเหตุุ สิวชนิดนี้มักเกิดแต่มัชฌิมวัยนับอายุเข้า 16-32 ปี ซึ่งเป็นวัยแห่งความร้อนหรือกำเดา ไอ

เปลวแห่งความร้อน หรือเกิดในวัยอื่นก็ได้แต่มีเหตุมาจากกำเดากายสูง เหตุที่ทำให้เกิดปิตตะกำเดามาจาก
๑ อายุสมุหฐานเข้าช่วงกลาง ความร้อนกำเริบได้ง่าย 

๒ ความวิตกกังวลทำให้เกิดความร้อน 
๓ กำเดาย่อยกำเริบ เกิดแต่ขบวนการเผาผลาญอาหาร 
๔ ภาวะอักเสบของอวัยวะน้อยใหญ่ 
๕ การหมักหมมของเสียในร่างกาย
๖ ท้องผูกเรื้อรัง ๗ เกิดจากกินของทอดของมันมาก


สิววาตะเหตุ สิวอันเกิดแต่ลมร้อนในกายพัดพาของเสียขึ้นบนแล้วสำแดงออกทางผิวหน้า มักเกิดแต่ระบบ
การย่อยอาหารเป็นเหตุ เมื่อลมในไส้-นอกไส้กำเริบมักดันขึ้นบน ดันโลหิตเสียขึ้นไปประทุออกบนใบหน้าเกิดภาวะอักเสบ


สิวเสมหะเหตุ สิวชนิดนี้มักเกิดแต่โลหิตระดูเสีย น้ำเหลืองเสีย โลหิตมีตะกันสกปรกมาก มักไปปรากฏบน

หน้า,แผ่นหลัง,ต้นแขนแต่ไม่ว่าสิวจะเกิดจากเหตุใดก็ตาม สิวมักไปปรากฏที่ส่วนบนสุดคือศีรษะและใบหน้า รวมถึงแผ่นหลัง ต้นแขน ตามความร้อนในกายที่ลอยสูงขึ้นเสมอไม่มียกเว้น เพราะความร้อนทำให้เกิดลมและเป็นลมร้อนเรียกลมตีขึ้นเบื้องสูง ลมนี้ไปดันโลหิตเสียให้วิ่งขึ้นบนเกิดภาวะอักเสบประทุเป็นสิว,ฝ้าบนใบหน้า ต้องดับร้อนเพื่อดับสิวเสมอ


หมอไทยรักษาเหตุแห่งสิว โดยหาเหตุเป็นปฐมในการรักษาซึ่งการรักษาจะแตกต่างกันไปตามเหตุนั้นๆ เหตุดับ
ผลย่อมดับตาม แต่ในที่นี้จักขอกล่าววิธีบำบัดสิวฝ้าแบบกลางๆพอให้เห็นแนวทางในการรักษาแบบหมอไทยยาไทย

ขั้นตอนการ หรือขับออก
๑. ขับกำเดาอุ่นกายลง ด้วยยาเขียว,ยาขม
๒. ขับตะกันของเสียในโลหิตออก ด้วยยาขับพิษ
๓. ขับอุจจาระเก่าในลำไส้ใหญ่ ด้วยยาธรณีสันฑฆาต
๔. ขับระดูขาวในสตรี ด้วยยาประสะไพล
๕. ขับอารมณ์ ด้วยพิกัดเกสรทั้งห้า

ขั้นตอนการล้อม
๑. ล้อมลมสูงลงล่าง ด้วยยาหอมเทพจิตร
๒. ล้อมโลหิต ด้วยยาบำรุงโลหิต
๓. ล้อมธาตุ ด้วยยาธาตุบรรจบ
๔. ล้อมตับ ด้วยยากล่อมนางนอน

ขั้นตอนการรักษา
๑. รักษากำเดา ด้วยยาเขียวหอม
๒. รักษาลม ด้วยยาขับลม
๓. รักษาน้ำเลือด ด้วยยาดองมะกรูด
๔. รักษาน้ำเหลือง ด้วยยาธรณีสัณฑฆาต
๕. รักษากระเพาะ ด้วยยาเกลือ
(รักษาไปตามเหตุแห่งสิวตามแพทย์วินิจฉัย)


หมอไทยจะนำดินสอพองมาหุงผสมด้วยลิ้นทะเลและเปลือกต้นกระแจะ แล้วผสมเกลือกับใช้น้ำต้อยเป็นกระสาย ให้คนไข้ใช้ทาที่หัวสิว ตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการรักษา อนึ่งในการวางยารุถ้าวางได้ถูกสมุหฐานสิวจะเริ่มยุบทันทีด้วยเหตุที่นำของเสียในร่างกายออก แต่แพทย์ควรล้อมและรักษาจนจบขั้นตอนเพื่อให้ร่างกายคนไข้แข็งแรง สมบูรณ์ สมกับเป็นการรักษาแบบองค์รวม สวยจากภายในสู่ภายนอก แล้วแนะนำให้คนไข้ไม่กินอาหารผัดทอดกินแต่อาหารต้ม,ยำ,ตำ,แกง ไม่กินเปรี้ยว,หวาน,มัน,เค็มมากนัก อย่าดับความร้อนด้วยน้ำเย็น อย่าให้ท้องผูกนาน
อย่าอารมณ์เสียเนื่องๆ ถ้าหิวให้กิน ไม่กินถ้าไม่หิว ดื่มเมื่อกระหาย ไม่ดื่มเพราะแค่ชื่นใจ กินแต่ของเย็น ขม เมื่อสิวฝ้ามาเยือน ลดเผ็ดร้อน นอนให้พอ นอนให้หลับ อย่าทำงานจนถึงอ่อนระโหยโรยแรง


สิวเกิดจากของเสีย อย่าสร้างเงื่อนไขให้เกิดของเสีย สิวก็จะหายอย่างทิ้งช่วงนาน แต่ถ้าไม่มีสิวโดยเฉพาะสตรี
ควรรีบพบแพทย์โดยเฉพาะหมอไทยด้วยอาจเกิดเหตุ โลหิตระดูทุจริตโทษขึ้นได้ ส่วนในชายหมอไทยบอกเชื้อเพศน้อยไม่ดี 


มองเสียว่าสิวฝ้าคือการขับของเสียออก คือการบ่งบอกว่ามีเหตุผิดปกติขึ้นภายในร่างกายแล้ว จะได้รีบรักษา
ก่อนที่จะเจ็บป่วยมาก เป็นสิ่งที่ดีที่มีการเตือนจากร่างกายเราเอง

สิวหายได้จากภายในเท่านั้น ไม่ใช่ไปรักษากันที่ภายนอกอย่างที่นิยมทำกันอยู่

ขอกราบเคารพบูชา บรรพชนแห่งแพทย์แผนไทยทุกๆท่านด้วยบทความนี้
บทความรู้ดั้งเดิมแห่งบรรพชนโดย นายคมสัน ทินกร ณ อยุธยา (แพทย์แผนไทย)