วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สรุปคัมภีร์วิถีกุฏฐโรค


พระคัมภีร์วิถีกุฏฐโรค
โรคที่เกิดขึ้นกับผิวหนัง ได้แก่ ฝี,โรคเรื้อน และกุฏฐโรค อันเป็นโรคพยาธิ คือ
ตัวกิมิชาติเบียดเบียนในร่างกาย ในกระดูกในชิ้นเนื้อ ให้ปรากฎอาการแสดงออกต่างกัน
เกิดในชิ้นเนื้อ เรียก โรคเรื้อน รักษายากนัก แต่พอมีโอกาสหาย หากเกิดในกระดูกเรียก กุฏฐัง
เป็นอติสัยโรครักษายากนัก กล่าวถึงแหล่งที่เกิดและลักษณะของโรค
สาเหตุ
แหล่งที่เกิดมี ๗ ประการ เกิดจากกองธาตุทั้ง ๔  และเกิดจาก  สัมพันธ์ชาติตระกูล, สามัคคีหลับนอน, เกิดเป็นอุปปาติกะ
กุฏฐโรคบังเกิดแต่กองธาตุ
๑.เกิดแต่กองปถวีธาตุให้เมื่อยกระดูก เส้นเอ็นหนังสากชาดุจมดต่อยหนาดังแรดได้ ๑ เสีย ๓
๒.เกิดแต่กองอาโปธาตุ  ให้เสียวในเนื้อ เส้นเอ็น เริ่มผุดคล้ายเกลื้อน ให้ผิวขาวนวลดุจน้ำเต้า
๓.เกิดแต่กองเตโชธาตุ  ให้ผุดแดงเป็นเม็ดเหมือนประดงเพลิง ลามไปหู แก้ม  หน้าผาก ให้หนาขึ้น
๔.เกิดแต่กองวาโยธาตุ  ให้เนื้อแข็งเป็นข้อขอดเป็นเม็ด  ให้ชา  ให้ผิวหนังเหมือนผิวมะกรูดเป็น อสาทิยโรค ได้ ๑ เสีย ๑๐
ระยะท้ายให้แตกเป็นน้ำเหลือง  บวมทุกข้อกระดูก นิ้วมือนิ้วเท้า
๕. เกิดแต่สัมพันธ์ตระกูล คือเกิดแต่กรรมพันธุ์
๖. เกิดด้วยสามัคคีรส คือเกิดจากผู้ที่กินอยู่หลับนอนด้วย
๗. บังเกิดเป็นอุปปาติกะ เกิดขึ้นเอง โดยหาสาเหตุไม่ได้ และธาตุต่างๆก็ไมได้วิปริตแปรปรวน
ลักษณะโรคเรื้อนต่างๆ ๙จำพวก
.เรื้อนกวาง เกิดที่ ข้อมือ  ข้อเท้า กำด้นต้นคอ  ให้เป็นน้ำเหลืองลามออกไป
๒.เรื้อนมูลนก ผุดเป็นวงตามผิวหนังสัณฐานคล้ายกลากพรรนัย คันทั่วตัว
๓.เรื้อนวิมาลา  เกิดที่  หู กำด้น ต้นคอ ให้คันดุจมะเร็งไร ยิ่งเกายิ่งคัน
.เรื้อนหูด ผุดเป็นตุ่ม ทั่วทั้งตัว แล้วแตกออกเปื่อยเน่าดังซากศพ  เป็นพยาธิกามโรค
๕.เรื้อนเกล็ดปลา หน้าลามต้นคอลามเป็นเกล็ดไปทั่วทั้งตัว ผิวดำ
๖.เรื้อนบอน ผุดเป็นรูปรุ มองไม่ค่อยเห็น ขาวๆแดงๆในเนื้อรำไร
๗.เรื้อนหิด มักขึ้นทั้งตัวดุจเป็นกลาก
๘.เรื้อนดอกหมาก ผุดขาวๆคล้ายดอก หมากเหงื่อออกคันน้ำเหลืองซึม
๙.เรื้อนมะไฟ ผุดเป็นเกล็ดแดงขอบขาวเท่าผลมะไฟ

หมายเหตุ ในการอ่านสรุปคัมภีร์ ควรอ่านเนื้อหาในหนังสือทั้งหมดก่อนอย่างน้อย ๑ รอบ แล้วมาอ่านสรุปจะทำให้เข้าใจ ภาพรวมทั้งหมดยิ่งขึ้น

ตัวอย่างข้อสอบในคัมภีร์วิถีกุฏโรค

ข้อ 1.   ชื่อของโรคเรื้อนที่เรียกตามลักษณะอาการของโรค คัมภีร์วิถีกุฎโรคมีหลายชื่อได้แก่ข้อใด
                 1.   เรื้อนวิมาลา เรื้อนหูด เรื้อนบอน เรื้อนดอกหมาก เรื้อนมะไฟๆ เป็นต้น
                 2.   เรื้อนกุฎฐัง เรื้อนกวาง เรื้อนกระดูก เรื้อนหูหนาตาเล่อ เรื้อนหิดๆ เป็นต้น
                 3.   เรื้อนเกล็ดปลา เรื้อนมะเฟือง เรื้อนมะไฟ เรื้อนมูลนก เรื้อนดอกหมากๆ เป็นต้น
                 4.   ไม่มีข้อใดถูก
ข้อ 2.   ลักษณะกุฎโรคที่เกิดขึ้นแล้วมีผิวนวลดุจน้ำผิวน้ำเต้า ซึ่งชาวโลกสมมุติว่า เรื้อนน้ำเต้า เกิดจากกองธาตุอะไร
              1.   ปถวีธาตุ               2.   อาโปธาตุ
              3.   วาโยธาตุ              4.   เตโชธาตุ
ข้อ 3. 
 ให้เนื้อแข็งเป็นข้อขอดเป็นเม็ด  ให้ชา  ให้ผิวหนังเหมือนผิวมะกรูด เท่าผลพุทรา ผลมะกรูด สมมุติว่าเป็นเรื้อนมะกรูด  ตาย 10 ส่วน ได้ 1 ส่วนเกิดจาก
                 1.   เกิดแต่กองปถวี                                    2.   เกิดแต่กองอาโป
                 3.   เกิดแต่กองวาโย                                   4.   เกิดแต่กองเตโช           
4. โรคเรื้อน  มีแหล่งที่เกิดที่ใดได้บ้าง
             ก. ชิ้นเนื้อ                                               ข. กระดูก
                ค. เลือด                                                 ง. ข้อ ก. และข้อ ข. ถูก
5. กุฏฐัง  คือโรคที่เกิดในส่วนใด
             ก. ชิ้นเนื้อ                                              ข. กระดูก
                ค. เลือด                                               ง. ข้อ ก. และข้อ ข. ถูก
6.  สาเหตุการเกิดของโรคเรื้อน  คือข้อใด
             ก. บังเกิดแต่ชาติสัมพันธ์ตระกูล                 ข. บังเกิดด้วยสามัคคีรส
             ค. บังเกิดเป็นอุปปาติกะ                               ง. ถูกทุกข้อ
7.  ลักษณะอาการเมื่อแรกผุดขึ้นมานั้น เป็นรูปรุๆ  มิใคร่จะมองเห็น  ถึงแม้จะเห็นก็เห็นแต่ขาวๆ แดงๆ  อยู่ในเนื้อรำไร   เป็นอาการของเรื้อนชนิดใด
             ก. เรื้อนบอน                                               ข. เรื้อนหิด
             ค. เรื้อนมะไฟ                                             ง. เรื้อนกวาง
8.  ลักษณะอาการเมื่อแรกผุดขึ้นมานั้น เป็นแว่นเป็นวงตามผิวหนัง  สีขาวนุงๆ ขอบนูน  มีสัณฐานดังกลากพรรนัย  ทำให้คัน  ถ้าแก่เข้าลามไปทั้งตัว   หายบ้าง  ไม่หายบ้าง
             ก. เรื้อนกวาง                                                    ข. เรื้อนมูลนก
             ค. เรื้อนวิมาลา                                                 ง. เรื้อนเกล็ดปลา

วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สรุปคัมภีร์ไพรจิตร+ทิพย์มาลา


       คัมภีร์ไพจิตรมหาวงศ์ ได้กล่าวถึงลักษณะและประเภทของฝี ได้แบ่งฝีออกเป็น ๒ ประเภทคือ ฝีชนิดคว่ำและหงาย เป็นเม็ดยอดเดียว เกิดภายนอก ในตำแหน่งต่างๆกัน ที่ด้านหน้าและหลังของร่างกาย และยังได้ให้คำแนะนำแพทย์ด้วยว่า การรักษาฝีให้หายนั้นต้องให้รีบรักษาตั้งแต่เริ่มเป็น คือในช่วงที่หัวฝียังอ่อนอยู่ ช่วง ๑-๓ วันแรก แต่หลังจาก ๖ วันไปแล้ว ฝีจะแตกก็อาจเป็นอันตรายได้เนื่องจากรักษาลำบาก

    คัมภีร์ทิพย์มาลา กล่าวถึงลักษณะของวัณโรคที่บังเกิดแต่ภายใน เกิดเพื่อจตุธาตุและตรีสมุฎฐาน ระคนเข้ากันแล้วตั้งต่อมชั้นหรือเรียกว่าฝีวัณโรค ตามคัมภีร์นี้ได้แบ่งฝีวัณโรคออกเป็น ๑๙ ประการ มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป ฝีแต่ละอย่างก็จะมีลักษณะการเกิดที่แตกต่างกันแต่อาการที่ปรากฏก็จะคล้ายๆกันนอกจากนี้ยังได้บอกถึงตำรับยาที่จะนำมารักษาฝีเหล่านี้ด้วย 

คัมภีร์ไพจิตรมหาวงศ์  ลักษณะฝีภายนอก   ฝียอดเดี่ยวชนิดหงาย  ฝียอดเดี่ยวชนิดคว่ำ




ฝียอดเดี่ยว
ชนิดหงายประเภทที่ ๑ให้ร้อนหนาว คลุ้มคลั่ง ขนลุกชัน เนื้อเต้น ตาแดง
หงายประเภทที่ ๒ เกิดในเดือน ๕,,,,,๑๐เพื่อ  
ดี ลม เสมหะ  ระคนกัน ขึ้นในคอ กกหู รักแร้ คาง ไหล่อกซ้ายเมีย ขวาผู้

ชนิดคว่ำประเภทที่ ๑ ให้จับเชื่อมมึน หอบ สะอึก ชักมือกำ เท้ากำ
ชนิดคว่ำประเภทที่ ๒ เกิดในเดือน ๑๑,๑๒,,,,,
เพื่อ  ลม  น้ำเหลือง  กำเดา ระคนกัน ขึ้นกระหม่อม ลำตัว สันหลังใต้ศอก รักแร้ เป็นผื่น






ทิพย์มาลา

ฝีวัณโรค 
ฝีภายใน
๑๙ 
ประการ
.ฝีปลวกกิดที่อกหัวใจไปตามสันหลัง ผอม ไอ เหม็นคอ กิน นอนไม่ได้ 
อันตังพิการ
.ฝีกุตะณะราย  ให้แน่นในอกกลางคืน จับไข้ ปอดพิการ
.ฝีมานทรวง  ให้หายใจขัด ในทรวงเจ็บ แน่น ทั้งวันและคืน ไอ เสมหะเหนียว ปอดพิการ
.ฝีธนูธรวาต ให้เจ็บหน้าอกตลอดสันหลัง ปวดเมื่อยทุกข้อกระดูก ขัดอุจ/ปัส ท้องขึ้น ผอม /ปอด อัฏฐิ มังสังพิการ
.ฝีรากชอน ให้บวมตามเกลียวปัตคาด ไข้ ขนลุก ตัวแข็ง /ปัถวี มังสังพิการ
.ฝียอดคว่ำ ให้ปวดท้องน้อยถึงทวารหนัก หน้าสะโพก ไข้ /ปัถวี มังสัง พิการ
.ฝีรวงผึ้ง ให้แน่นชายตับ  ให้ตัว ตา หน้า ปัสเหลือง
.ฝีมะเร็งทรวง ให้ถ่ายเป็นมูกเลือด บิด ปวดเสียด แน่น จุกแดก ไอ หอบ ผอม เมื่อยกระดูก
.ฝีธรสูตรให้เจ็บปวดสันหลัง จุกแดก เมื่อย เสียด ผอม
๑๐.ฝีธนูทวน  ให้ฟกบวมตามเส้นสัณฑะฆาต ตึงหลัง ลุกนั่งไม่ได้ ท้องบวม 
๑๑.ฝีสุวรรณเศียร เกิดที่สมองกระดูก ขึ้นดอกหูหนู รากถึงหัวใจ ตามืด หูตึง ปวดหัวมาก ร้อน ตา หู กระหม่อม
๑๒.ฝีทันตะกุฏฐัง(ขวา)/ทันตะมุนลัง (ซ้าย)  บังเกิดในกรามเม็ดข้าโพด แตกออกเป็นดอกลำโพง เปี่อยลาม
๑๓.ฝีทันตะมูลา เกิดที่ แก้มซ้าย และขวาเหมือนปูนกัด ฟกบวมออกมาเหมือนดอกลำโพง
๑๔.ฝีราหูกลืนจันทร์ เกิดใต้ลิ้น เหมือนดวงจันทร์ อ้าปากเห็นครึ่งในลำคอ

๑๕.ฝีฟองสมุทร์ เกิดในคอ ,ต้นขากรรไกรเพื่อวาโย กลืนไม่ได้เป็นหนองปวดมากสบัดร้อน/หนาวเชื่อมมัว ร้อนศรีษะเป็นยาปะยะโรค(รักษาได้)

๑๖.ฝีครีบกรต/แรด  เกิดตามครีบชิวหา(ลิ้น) เท่าเม็ดถั่วเขียว แข็งเหมือนหูดแดง ลิ้นแข็ง แก่แล้วเปื่อยลามทะลุ คางเป็นหนองไหล เหม็นเหมือนศพ แก้ยังอ่อน
๑๗.ฝีอุระคะวาต เกิดตามกระดูกสันหลังข้างใน กระดูกบนถึงด้านล่างจากลมสุนทรวาต พัดไฟ น้ำไม่เสมอ จกเสียดถ่าย ๒-๓ แล้วหายไปขัดอุจ/ปัส ลงดุจบิดนอนไม่หลับกินไม่ได้ ตาแดง บวม ร้อน
๑๘.อัคนีสันทวาต เกิดต้นขั้วกระเพาะปัสสาวะ  เพราะวาโยพัดไม่สะดวกล้มฟกช้ำบวม 

๑๙.ฝีดาวดาษฟ้า น้ำลาย เสมหะ โลหิตระคน เกิดเป็นเม็ดขึ้นภายใน  ตับ   ปอด  หัวใจ  ไส้ใหญ่  ไส้น้อย เจ็บตรงที่เป็น บวมเท้า ถ่ายเป็นเลือดเน่าบวมหนองรักษายาก



หมายเหตุ ในการอ่านสรุปคัมภีร์ ควรอ่านเนื้อหาในหนังสือทั้งหมดก่อนอย่างน้อย ๑ รอบ แล้วมาอ่านสรุปจะทำให้เข้าใจ ภาพรวมทั้งหมดยิ่งขึ้น
ตัวอย่างข้อสอบในคัมภีร์

ข้อ 1. บางทีจับให้เซื่อมมึน บางทีให้ร้อนในกระหายน้ำ หอบ สอึก บางทีให้จุกเสียด ข้อมือกำ เท้างอ มือสั่น 
 บางทีให้ปวดแสบปวดร้อน เป็นกำลัง เป็นลักษณะของ 
                 1.   ฝียอดเดียวชนิดคว่ำประเภทที่ 3                   2.   ฝียอดเดียวชนิดคว่ำประเภทที่ 4
                 3.   ฝียอดเดียวชนิดหงายประเภทที่ 1                 4.   ฝียอดเดียวชนิดหงายประเภทที่ 2
ข้อ 2.    ฝีที่มักขึ้นที่กระหม่อม กำด้น สันหลัง ขาทั้งสองข้าง ใต้ศอก ใต้รักแร้ ไหล่ทั้งสอง เป็นฝีชนิดใด
                 1.   ชนิดคว่ำประเภทที่ 1                   2.   ชนิดคว่ำประเภทที่ 2
                 3.   ชนิดหงายประเภทที่ 1                 4.   ชนิดหงายประเภทที่ 2
ข้อ 3.   ฝียอดเดียวคว่ำประเภทที่ 4 ถ้าเกิดในเดือน 11- เดือน 4 เนื่องจากเหตุใด
                 1.   ดี ลม เสมหะ ระคนกัน                        2.   ลม น้ำเหลือง กำเดา ระคนกัน
                 3.   ดี น้ำเหลือง โลหิตระคนกัน                 4.   โลหิต ลม เสมหะ ระคนกัน
ข้อ 4.   " อุปปาติกะวัณโรค" บังเกิดด้วยอาโปธาตุ คือฝีชื่ออะไร
                 1.   ฝีมานทรวง                   2.   ฝีกุตะณะราย
                 3.   ฝีมะเร็งทรวง                 4.   ฝีดาวดาษฟ้า
ข้อ 5.   คัมภีร์ทิพย์มาลา ได้กล่าวถึงลักษณะฝีไว้กี่ประการ
                 1.   10 ประการ                 2.   15 ประการ
                 3.   17 ประการ                 4.   19 ประการ
ข้อ 6.  ลักษณะฝียอดเดียวชนิดหงาย 2 ถ้าบังเกิดในเดือน 5-6-7-8-9-10 เกิดเพื่ออะไร
              1.   เพื่อลม น้ำเหลือง กำเดาระคนกัน              2.   เพื่อ ดี ลม เสมหะระคนกัน
              3.   เพื่อ ดี โลหิต เสมหะระคนกัน                   4.   ไม่มีข้อใดถูก
ข้อ 7.  คัมภีร์ทิพย์มาลา กล่าวถึงอะไร
              1.   ลักษณะของอติสาร                   2.   ลักษณะของฝีภายใน
              3.   ลักษณะของฝีภายนอก              4.   ลักษณะของฝีกาฬ
ข้อ 8.  ฝีหนึ่งเกิดใต้ลิ้น สัณฐานดังดวงจันทร์ อ้าปากออกเห็นหนึ่งลับอยู่ในลำคอ ไม่เห็นครึ่งหนึ่ง ให้ฟก    
บวมเป็นกำลัง กินข้าวกินน้ำมักให้ สำลักทางจมูก ถ้าแก่แดงดังผลอุทุมพร ฝีนั้นชื่ออะไร
               1.   ฝีฟองสมุทรร์               2.   ฝีทันตมูลา
               3.   ฝีครีบกรด                    4.   ฝีราหูกลืนจันทร์
ข้อ 9.   แรกเป็นมีอาการให้ยอกเสียด หายใจขัดในทรวงอก เจ็บหน้าอกทั้งกลางวันและกลางคืน เสมหะ
     เหนียว ซูบผอมให้แน่นหน้าอกเป็น กำลัง
               1.   ฝีวัณโรคชื่อฝียอดคว่ำ               2.   ฝีวัณโรคชื่อฝีรากชอน
               3.   ฝีวัณโรคชื่อฝีธนูทวน               4.   ฝีวัณโรคชื่อฝีมารทรวง
ข้อ 10.    ฝีที่มักขึ้นที่กระหม่อม กำด้น สันหลัง ขาทั้งสองข้าง ใต้ศอก ใต้รักแร้ ไหล่ทั้งสอง เป็นฝีชนิดใด 
                1.   ชนิดคว่ำประเภทที่ 1                  2.   ชนิดคว่ำประเภทที่ 2
                3.   ชนิดหงายประเภทที่ 1                4.   ชนิดหงายประเภทที่ 2
ข้อ 11.    ฝียอดเดียวคว่ำประเภทที่ 4 ถ้าเกิดในเดือน 11-เดือน 4 เนื่องจากเหตุใด
                1.   ดี ลม เสมหะ ระคนกัน                       2.   ลม น้ำเหลือง กำเดา ระคนกัน
                3.   ดี น้ำเหลือง โลหิตระคนกัน                4.   โลหิต ลม เสมหะระคนกัน
ข้อ 12.    "อุปปาติกะวัณโรค" บังเกิดด้วยอาโปธาตุ คือฝีชื่ออะไร
                 1.   ฝีมานทรวง                    2.   ฝีกุตะณะราย
                 3.   ฝีมะเร็งทรวง                 4.   ฝีดาวดาษฟ้า
ข้อ 13.    ฝีหนึ่งเมื่อจะบังเกิด ทำให้เจ็บปวดสันหลัง ให้เมื่อย ให้จุกแดกเป็นกำลัง ให้เสียดในอุทร ให้  
ซูบผอม บริโภคอาหารมิได้ คือฝีอะไร
                 1.   ฝีธนูทวน                       2.   ฝีธรสูตร
                 3.   ฝีสุวรรณเศียร                 4.   ฝีมะเร็งทรวง
14.   ฝีภายในข้อใด  เมื่อจะบังเกิดให้บวมเป็นลำขึ้นไปตามเกลียวปัตฆาต  ให้สะบัดร้อนสะท้านหนาว
ให้ตัวแข็งกระด้าง  จะลุกนั่งให้ยอกเสียว  ไหวตัวไม่ได้
             ก. ฝีธนูทวน                                              ข. ฝีธนูธรวาต
                ค. ฝีธรสูตร                                             ง. ฝีรากชอน
15.   ฝีภายในข้อใด  เมื่อจะบังเกิดให้ตึงแน่นในทรวง  กระทำพิษกลางคืนมากกว่ากลางวัน  จับสะบัด
 ร้อนสะท้านหนาว  บริโภคอาหารไม่ได้   นอนไม่หลับ
             ก. ฝีปลวก                                           ข. ฝีกุตะณาราย
             ค. ฝีมานทรวง                                    ง. ฝีธนูธรวาต
16.   ฝีภายในข้อใด  เมื่อจะบังเกิดให้ปวดอยู่ที่ท้องน้อย  ล่วงลงไปถึงทวารหนัก  ให้ปวดไปถึงหน้าตะโพก
ให้จับเป็นเวลา  สะบัดร้อนสะท้านหนาว  ให้ปวดแต่กลางคืน  กลางวันคลายลงบ้าง
             ก. ฝีธนูทวน                                              ข. ฝียอดคว่ำ
                ค. ฝีธรสูตร                                             ง. ฝีอัคนีสันทวาต
17.    ฝีภายในข้อใด  เกิดขึ้นตามกระดูกสันหลังข้างใน  ให้เจ็บในอกและชายสะบัก  จับสะบัดร้อนสะท้าน
หนาว  บางทีให้บวมตั้งแต่ไหล่ถึงเอว  ให้เจ็บทุกข้อทุกกระดูกสันหลังด้านนอก  รู้ไม่ถึงย่อมเสียเป็นอันมาก
ให้รักษาแต่ยังอ่อน
             ก. ฝีมะเร็งทรวง                                                      ข. ฝีอุระกะวาต
                ค. ฝีธรสูตร                                                            ง. ฝีธนูธรวาต
18.   ฝีภายในข้อใด  กระทำให้เจ็บในลำคอเป็นกำลัง  กลืนข้าวกลืนน้ำไม่ได้  ทำพิษให้สะบัดร้อนสะท้าน
หนาว  ดุจไข้จับ  เป็นยาปะยะโรค
                ก. ฝีทันตะมูลา                                                    ข. ฝีครีบกรด

                ค. ฝีฟองสมุทร                                                     ง. ฝีราหูกลืนจันทร์

วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ริดสีดวงทวาร



ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoid) เป็นภาวะที่มีการอักเสบของเส้นเลือดดำที่ไส้ตรง(ส้วงทวารหรือลำไส้ใหญ่ตอนปลายสุด) จนทำให้เส้นเลือดบริเวณนี้โป่งหรือพองออกมา ซึ่งถ้าเป็นมากๆ จะเห็นเหมือนเป็นติ่งเนื้อโผล่ออกมาทางทวารหนัก ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บๆคันๆ ในระยะแรกและจะเพิ่มอาการเจ็บปวดมากขึ้น การโป่งของเส้นเลือดนี้จะทำให้เกิดการเสียดสีกับอุจจาระ ในที่สุดก็จะเกิดเป็นแผลและมีเลือดออกขณะเบ่งหรือถ่ายอุจจาระ

สาเหตุของริดสีดวงทวารหนัก มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลให้เกิดก้อนริดสีดวงทวาร อาทิ ลักษณะนิสัยการถ่ายผิดปกติ (ท้องผูก หรือ ท้องเสียที่เป็นมานานเรื้อรัง) รับประทานอาหารที่มีเส้นใยน้อย การเพิ่มของความดันภายในช่องท้อง เช่นยกของหนัก  ตั้งครรภ์ กรรมพันธุ์ ไม่มีลิ้นในเส้นเลือดบริเวณทวารหนัก อายุ และความอ้วน การนั่งถ่ายเป็นเวลานานๆ  ชอบนั่งอ่านหนังสือเวลาถ่าย ห้าม กลั้นอุจจาระ และไม่ควรนั่งหรือเบ่งอุจจาระโดยไม่รู้สึกปวดท้องอยากถ่าย
ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoid)

โรคริดสีดวงทวารนี้แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
1.ริดสีดวงทวารภายใน (Internal Hemorrhoids) เกิดจากเส้นเลือดที่ใต้เยื่อบุผิวโป่งพองออก ขึ้นอยู่ภายในทวารหนัก ไม่สามารถ สัมผัสได้ โดยมากมักไม่มีอาการเจ็บปวด แต่สังเกตได้จากอาการเลือดสดๆ ไหลออกพร้อมๆ กับอุจจาระ  ริดสีดวงชนิดนี้จะไม่เจ็บปวดมาก เพราะที่ใต้เยื่อเมือกไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกปวด
2.ริดสีดวงทวารภายนอก (External Hemorrhoids) เป็นริดสีดวงทวารอีกชนิดหนึ่ง ที่คนเป็นกันมาก ซึ่งจะมีการโป่งพองของเส้นเลือดที่ผิวหนังบริเวณรอบทวารหนัก ซึ่งริดสีดวงทวารอย่างหลังนี้ผู้ที่เป็นจะเจ็บมากเวลาที่มีการอักเสบ และภาวะเส้นเลือดอุดตันอาจมีเลือดออกเวลาเบ่งอุจจาระเพราะตรงบริเวณรอบทวารหนักจะมีเส้นประสาทรับความรู้สึกอยู่เต็มไปหมด อุจจาระแข็งๆ หรือการเพิ่มระดับแรงดันในช่องท้องขึ้น ก็จะทำให้เกิดการปริแตกหรือฉีกขาดของหลอดเลือดดำ ทำให้เกิดเลือดออกมาเป็นเลือดสดๆ ได้

ริดสีดวงแบ่งตามความรุนแรงของโรคเป็น 4 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 – มีอาการถ่ายเป็นเลือด อุจจาระออกมาพร้อมเลือด (บางคนก็ไม่มีอาการนี้) แต่คลำที่ทวารหนักแล้วเจอก้อน แต่ไม่มีการยื่นออกมานอกขอบทวาร
ระยะที่ 2 -- ริดสีดวงยื่นออกมานอกขอบทวาร ขณะถ่ายอุจจาระและเลื่อนกลับเข้าไปในทวารหนัก หลังถ่ายอุจจาระ
ระยะที่ 3 -- ริดสีดวงยื่นออกนอกขอบทวาร ขณะถ่ายอุจจาระ และหลังถ่ายอุจจาระต้องดันกลับเข้าไปในทวารหนัก
ระยะที่ 4 – ริดสีดวงทวารยื่นออกนอกทวารหนักตลอดเวลาไม่สามารถดันกลับเข้าไปได้

อาหารแสลง ที่ควรงด ของหมักดอง หน่อไม้ เนื้อวัว อาหารทะเล ข้าวเหนียว ของเค็ม ของเผ็ด  หอม กระเทียม ขิงสด พริกไทย พริก เหล่านี้อาจทำให้ท้องผูก ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และคาเฟอีน เช่น สุรา เบียร์ ไวน์ กาแฟ ชา น้ำอัดลม เพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ อุจจาระแข็ง และถ่ายลำบาก
การดูแลปฏิบัติตนเพื่อบรรเทาอาการโรคริดสีดวงทวารหนัก
1. ควรนั่งแช่น้ำอุ่น 10-15 นาที วันละ 3 ครั้ง เพื่อช่วยลดอาการปวด การอักเสบ และช่วยทำความสะอาดบริเวณที่เป็นโรค
2. ควรหลีกเลี่ยงอาการท้องผูก หรือท้องเสียเรื้อรัง ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งของริดสีดวงทวารหนักทั้งเป็น สาเหตุของการเบ่ง และทำให้อุจจาระแข็ง ซึ่งมีวิธีแก้ไขอาการท้องผูกดังนี้ กินอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ และเมล็ดธัญพืช เพื่อช่วยให้อุจจาระนุ่มขึ้น ควรดื่มน้ำ อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว หรือ 2 ลิตรอย่าสม่ำเสมอ ละเว้นของแสลง         
3. ควรหลีกเลี่ยงการขัดถูบริเวณทวารหนักอย่างรุนแรง เพราะจะยิ่งระคายเคืองริดสีดวงทวาร
4. ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยเพิ่มกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำให้ถ่ายอุจจาระได้ง่าย
                 
นอก จากนี้ ผู้ป่วยควรสำรวจและสังเกต ตนเองว่าตนเองมีพฤติกรรมที่เสี่ยงในการส่งเสริมทำให้ท้องผูกหรือปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคริดสีดวงทวารหนัก เช่น ชอบอ่านหนังสือในห้องสุขา การถ่ายอุจจาระบนส้วมชักโครก การยกของหนักๆ การนั่งหรือยืนท่าใดท่าหนึ่งติดต่อกันนานๆ การกลั้นอุจจาระ เป็นต้น ซึ่งถ้าพบและแก้ไขสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ก็จะช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างมาก  
การป้องกัน ขับถ่ายให้เป็นเวลา ไม่ทำให้ท้องผูก  กินอาหารที่มีกาก  เช่นผักและผลไม้  ดื่มน้ำมากๆ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก  www.healthdd.info/โรคริดสีดวงทวารหนักคือ/
http://dpc10.ddc.moph.go.th/nana/doc06.html