วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

การสะตุ

การสะตุ  หมายถึง
      การทำให้ตัวยามีฤทธิ์อ่อนลง หรือ ทำให้พิษของตัวยาน้อยลง หรือทำให้ตัวยานั้นสะอาดขึ้น หรือทำให้ตัวยานั้นสะอาดปราศจากเชื้อโรค หรือ ทำให้ตัวยานั้นสลายตัวลง เช่น เกลือเมื่อสะตุแล้ว จะละเอียดลง ผสมยาง่ายขึ้น และฤทธิ์อ่อนลง เป็นต้น
๑.การสะตุเหล็ก
Ø เอาเหล็กมาครางด้วยตะไบ นำผงเหล็กที่ได้ มาใส่ในฝาละมี หรือหม้อดิน
Ø บีบน้ำมะนาวลงไปให้ท่วมผงเหล็ก    ตั้งไฟให้แห้ง
Ø ทำให้ได้  7 - 8  ครั้ง จนผงเหล็กกรอบดีแล้ว      จึงนำไปใช้ปรุงยา
๒.การสะตุสารส้ม
Ø เอาหม้อดินตั้งบนเตาไฟให้ร้อนจัด
Ø นำสารส้มมาตำให้ละเอียด แล้วเทใส่หม้อดิน ปิดฝาไว้
Ø เมื่อสารส้มละลายฟูขาวดีแล้วยกลงจากเตา   จึงนำมาใช้ปรุงยาได้
๓. การสะตุดินสอพอง
Ø เอาหม้อดินตั้งบนเตาไฟให้ร้อนจัด
Ø นำดินสอพองมาตำให้ละเอียด แล้วเทใส่หม้อดิน  ปิดฝาไว้
Ø เมื่อดินสอพองสุกดีแล้วยกลงจากเตา   จึงนำมาใช้ปรุงยาได้
๔. การสะตุน้ำประสานทอง
Ø เอาหม้อดินตั้งบนเตาไฟให้ร้อนจัด
Ø นำน้ำประสานทองมาตำให้ละเอียด แล้วเทใส่หม้อดิน  ปิดฝาไว้
Ø เมื่อน้ำประสานทองละลายฟูขาวดีแล้ว  ยกลงจากเตา   จึงนำมาใช้ปรุงยาได้
Ø น้ำประสานทอง  เป็นพิษต่อเซลล์ทุกชนิด
Ø การบริโภคติดต่อกันนาน จะทำให้ทางเดินอาหารอักเสบ เกิดการทำลายเนื้อเยื่อของตับและไต ทำให้มีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด อาเจียน ท้องเดิน ผมร่วง โลหิตจางและชัก
๕. การสะตุมหาหิงคุ์
Ø นำมหาหิงคุ์มาใส่ภาชนะไว้
Ø เอาใบกะเพราแดงใส่น้ำต้มจนเดือด  เทน้ำใบกะเพราแดง ต้มลงละลายมหาหิงคุ์
Ø แล้วนำมากรองให้สะอาด จึงนำมาใช้เป็นยาได้
๖. การสะตุรงค์ทอง
Ø ทำความสะอาดใบข่าเช็ดให้แห้ง
Ø ทำความสะอาดใบบัวเช็ดให้แห้ง 
Ø ชั่งรงค์ทองจำนวน 100 กรัม นำมาตำหรือบดให้ละเอียด
Ø เอาใบข่าวางบนใบบัวเรียงให้เป็นระเบียบ
Ø นำรงค์ทองที่ตำละเอียด มาใส่บนใบข่าที่จัดวางเรียบร้อยแล้ว 
Ø ห่อรงค์ทอง เป็นรูปสี่เหลี่ยม  ใช้ไม้กลัดเพื่อยึดขอบให้เรียบร้อย
Ø นำรงค์ทองที่ห่อไว้แล้ว ย่างไฟบนตะแกรง ประมาณ 1 ชั่วโมง
Ø เมื่อย่างได้ที่ นำลงจากตะแกรง   แกะใบบัวและใบข่าออกผึ่งไว้ให้เย็น และแห้ง
Ø จะได้รงค์ทองสีน้ำตาลแดง เป็นแผ่นเนื้อเดียวกัน
๗. การสะตุยาดำ
Ø นำยาดำใส่ในหม้อดินหรือกระทะเหล็ก เติมน้ำเล็กน้อย
Ø ยกขึ้นตั้งไฟจนยาดำนั้นกรอบดี  ยกลงจากเตา
Ø ทิ้งไว้ให้เย็น นำมาใช้ปรุงยาได้
๘. การสะตุเกลือ
Ø เอาหม้อดินตั้งบนเตาไฟให้ร้อนจัด
Ø นำเกลือมาตำให้แหลกละเอียด แล้วเทใส่หม้อดิน  ปิดฝาไว้
Ø เมื่อเกลือสุกและแห้งดีแล้ว ยกลงจากเตา
Ø ตั้งทิ้งไว้ให้เย็น ตักใส่ขวดโหลแก้วปิดฝา 
๙. การสะตุเปลือกหอย
Ø นำเปลือกหอยใส่ในหม้อดิน
Ø ตั้งไฟไปเรื่อยๆ จนเปลือกหอยนั้นสุกดีเป็นสีขาว  เผาจนเป็นผง  หรือนำมาตำให้ละเอียดแล้วร่อนเอาผงที่ละเอียดมาปรุงเป็นยา
หอยชนิดต่างๆที่ใช้ทำยารักษาโรค 
๑) หอยกาบ 
๒) หอยขม  
๓) หอยแครง  
๔) หอยจุ๊บแจง  
๕) หอยตาวัว  
ประโยชน์  ขับลมในลำไส้  ล้างลำไส้  แก้กะษัย  ขับนิ่ว  ขับปัสสาวะ  แก้ไตพิการ  บำรุงกระดูก 
๑๐. การสะตุหัวนกแร้ง
Ø หัวนกกา หนัง กระดูก กีบ ไส้เดือน หรืออวัยวะของสัตว์ที่ไม่มีพิษต่าง ๆ   นำสิ่งที่จะสะตุ ใส่ในหม้อดินปิดฝา
Ø ยกขึ้นตั้งไฟจนกรอบดี แล้วจึงยกลงจากเตา
Ø ทิ้งไว้ให้เย็น นำมาใช้ปรุงยาได้
๑๑. การสะตุหรือ ฆ่าหัวงูเห่า
Ø หัวงูทับทาง อวัยวะของสัตว์ที่มีพิษ นำสิ่งที่จะสะตุใส่ลงในหม้อดิน ปิดฝาให้สนิท   ยาแนวด้วยดินสอพอง  ผสมน้ำพอข้น
Ø สุมด้วยไฟแกลบ หรือถ่านไว้ตลอดคืน

Ø ทิ้งไว้ให้เย็น นำมาใช้ปรุงยาได้

การฆ่าฤทธิ์ชาดก้อน (การฆ่าชาดก้อน)

วัตถุส่วนประกอบและอุปกรณ์

1.   ชาดก้อน นำมาบดให้ละเอียด (ชาดผง)
2.   น้ำมะกรูด (หรือน้ำมะนาว)
3.   ฝาหม้อดิน
4.   ไม้พาย (ขนาดเล็ก)
5.   เตาถ่าน
6.   ขวดโหลแก้ว

ขั้นตอนการทำ 

1.   นำฝาหม้อดินตั้งบนเตาไฟ ให้ร้อนจัด เอาชาดผงใส่ในหม้อดินพอสมควร


2.   บีบน้ำมะกรูด ครั้งที่ 1 ให้ชุ่มชาดผง ตั้งไฟ คนไปเรื่อย ๆ จนแห้ง ทำครบ 3 ครั้ง ชาดผงจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดงอมดำ (สีเข้มกว่าเดิม)

3.   ตั้งทิ้งไว้ให้เย็น ขูดออกจากฝาหม้อดิน เก็บใส่ไว้ในขวดโหลแก้ว ปิดฝา

หมายเหตุ...   ชาดก้อนที่ได้จากการฆ่าฤทธิ์แล้ว มีลักษณะสีม่วงดำ เกล็ดเงาๆ จะหายไป เนื้อเป็นผงละเอียด

เภสัชกรรมภาคปฎิบัติ

การสอบในสาขาเภสัชกรรมไทยนั้นแบ่งการสอบเป็น ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ เป็นการสอบภาคทฤษฎี เป็นการสอบแบบปรนัย มีข้อสอบทั้งหมด ๑๐๐ ข้อ ให้เวลาสอบ ๓ ชั่วโมง หลังจากสอบผ่านทฤษฎีแล้ว จึงมีสิทธิสอบในภาคปฏิบัติต่อ ในวันนี้ จะนำเสนอในส่วนของการปฏิบัติ การทำยาในส่วนของการสะตุ

การสะตุ
การสะตุ  หมายถึง
        
การทำให้ตัวยามีฤทธิ์อ่อนลง หรือ ทำให้พิษของตัวยาน้อยลง หรือทำให้ตัวยานั้นสะอาดขึ้น หรือทำให้ตัวยานั้นสะอาดปราศจากเชื้อโรค หรือ ทำให้ตัวยานั้นสลายตัวลง เช่น เกลือเมื่อสะตุแล้ว จะละเอียดลง ผสมยาง่ายขึ้น และฤทธิ์อ่อนลง ดินสอพอง เมื่อสะตุแล้ว ดินสอพองจะแห้งขึ้น สะอาดขึ้น เป็นต้น
1.
การสะตุดินสอพอง นำดินสอพองใส่หม้อดิน ปิดฝาสุมไฟจนสุกดี เมื่อสะตุแล้วดินสอพองจะแห้งขึ้น สุกและปราศจากเชื้อโรค
ดูวิธีการทำ สะตุดินสอพอง คล๊กไปที่ลิงค์ข้างล่างนี้ได้เลย 
http://www.youtube.com/watch?v=y4vmd_ET79M



2. การสะตุเกลือ จะทำให้เกลือละเอียดขึ้น ผสมยาง่ายขึ้น และมีฤทธิ์อ่อนลง
ดูวิธีการสะตุเกลือ คลิกที่ลิ้งค์ข้างล่างนี้ 
http://youtu.be/Ke-Tsxa9NZI


3. การสะตุยาดำ นำยาดำใส่ในหม้อดินหรือกระทะเหล็ก เติมน้ำเล็กน้อย ยกขึ้นตั้งไฟจนยาดำนั้นกรอบดี  ยกลงจากเตาทิ้งไว้ให้เย็น นำมาใช้ปรุงยาได้
ดูวิธีการสะตุยาดำ


4. การสะตุน้ำประสานทองหรือสารบอแรกซ์ หรือผงแซ หรือโซเดียมบอเรต เอาหม้อดินตั้งบนเตาไฟให้ร้อนจัด นำน้ำประสานทองมาตำให้ละเอียด แล้วเทใส่หม้อดิน  ปิดฝาไว้ เมื่อน้ำประสานทองละลายฟูขาวดีแล้ว  ยกลงจากเตา   จึงนำมาใช้ปรุงยาได้
** น้ำประสานทอง  เป็นพิษต่อเซลล์ทุกชนิด การบริโภคติดต่อกันนาน จะทำให้ทางเดินอาหารอักเสบ เกิดการทำลายเนื้อเยื่อของตับและไต ทำให้มีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด อาเจียน ท้องเดิน ผมร่วง โลหิตจางและชัก
วัตถุส่วนประกอบและอุปกรณ์
1.  
น้ำประสานทอง
2.  
กระทะเหล็กหรือดินเผา
3.  
ตะหลิว
4.  
เตาถ่าน
5.  
ขวดโหลแก้ว
ขั้นตอนการทำ
1.  
เอากระทะเหล็ก (หรือหม้อดินเผา)  ตั้งไฟให้ร้อนจัด
2.  
นำน้ำประสานทองมาตำให้ละเอียด แล้วโรยลงในกระทะบาง ๆ ให้ทั่วกระทะ จนน้ำประสานทองฟูเป็นแผ่นขาว มีลักษณะคล้ายแผ่นข้าวเกรียบ
3.   
ตักออกมาใส่ขวดโหลแก้ว ทิ้งไว้ให้เย็นก่อนปิดฝาขวดโหล
หม้อดินจะต้องให้ร้อนที่สุด

 เมื่อโดนความร้อน น้ำประสานทองเริ่มละลายเป็นน้ำ และ เริ่มฟูขึ้นเรื่อย ๆ จนเกือบเต็มหม้อดิน ต้องคอยระวังอย่าให้ไฟแรงจะทำให้ไหม้ 


 เมื่อน้ำประสานทองฟูเต็มที่และแห้งดีแล้ว ยกลงจากเตา ตั้งทิ้งไว้ให้เย็นและนำไปชั่งน้ำหนักหลังการสะตุ น้ำประสานทองที่ได้จากการสะตุ จะเป็นแผ่น และผงเนื้อเบา สีขาวขุ่น
5. การสะตุรงทอง
วัตถุส่วนประกอบและอุปกรณ์

1.   รงค์ทอง
2.   น้ำมะนาว
3.   ใบตอง (ใบพลู ใบบัวหลวง ใบข่า อย่างใดอย่างหนึ่ง)
4.   เตาถ่าน
5.   ตะแกรง
6.   ขวดโหลแก้ว

ขั้นตอนการทำ
1   นำรงค์ทองมาบดให้ละเอียด บดกับน้ำมะนาว ปั้นเป็นก้อน แล้วห่อด้วยใบตอง 7 ชั้น
2.  นำไปปิ้งไฟให้กรอบ
3.  ตั้งทิ้งไว้ให้เย็น เก็บใส่ไว้ในขวด ปิดฝา
    
หรือ นำรงค์ทอง มาบดให้ละเอียด ใส่ลงในกะทะ คั่วไฟจนกรอบ อย่าให้ไหม้ ก็ใช้ได้เช่นกัน


1.   ทำความสะอาดใบข่าเช็ดให้แห้ง


2.   ทำความสะอาดใบบัวเช็ดให้แห้ง 


3.   ชั่งรงค์ทองจำนวน 100 กรัม
นำรงค์ทองมาตำให้ละเอียด  


5.   เอาใบข่าวางบนใบบัว เรียงให้เป็นระเบียบ


6.   นำรงค์ทองที่ตำละเอียด มาใส่บนใบข่าที่จัดวางเรียบร้อยแล้ว


7.  ห่อรงค์ทอง เป็นรูปสี่เหลี่ยม


8.   ใช้ไม้กลัดเพื่อยึดขอบให้เรียบร้อย


9.  นำรงค์ทองที่ห่อไว้แล้ว ย่างไฟบนตะแกรง ประมาณ 1 ชั่วโมง


10.   เมื่อย่างได้ที่ นำลงจากตะแกรง


11.   แกะใบบัวและใบข่าออกผึ่งไว้ให้เย็นและแห้ง


12.   จะได้รงค์ทองสีน้ าตาลแดงเป็นแผ่นเนื้อเดียวกัน

ข้อมูลอ้างอิง
ตำราแพทย์แผนโบราณทั่วไป สาขาเภสัชกรรม โดยกองการประกอบโรคศิลปะ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
เอกสารและภาพประกอบจาก www.samunpri.com
http://herbaltibbosodh.blogspot.com/2012/08/blog-post_27.html
ขอบคุณ วีดีโอจาก yayathaithai



วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ธาตุในร่างกาย

คำว่า “กิมิชาติ” หรือ “ พยาธิ ” ในที่นี้ออกเสียงว่า พะ – ยาด หรือหนอน หมายถึงสิ่งมีชีวิตประเภทปาราสิต  ( parasite ) ที่ดำรงชีวิตอยู่ได้โดยการแย่งและดูดซึมสารอาหารจากร่างกาย และสืบพันธุ์ในร่างกายของคนและสัตว์ บ้างก็ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อร่างกายที่มันอาศัยอยู่ เพียงขอแบ่งปันอาหารเท่านั้น และอาหารที่เรากินเข้าไปนั้น 3 คำแรกนำไปเลี้ยงพยาธิในตัวเรานั่นเอง แต่ก็มีบางชนิดหรือบางกรณีที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ ซึ่งอาจรุนแรงถึงชีวิตได้ ถ้าไม่รักษา               ความหมายในพจนานุกรม  น. ชื่อสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังซึ่งอย่างน้อยในระยะหนึ่งของชีวิตจะเป็นปรสิตอยู่ในมนุษย์และสัตว์ ชนิดตัวแบน เช่น พยาธิใบไม้ พยาธิตัวตืด ชนิดตัวกลมหรือหนอนพยาธิ เช่น พยาธิไส้เดือน พยาธิเส้นด้าย พยาธิแส้ม้า
ความหมายอื่นของคำว่า พยาธิ อ่านว่า [พะยาทิ] น. ความเจ็บไข้ เช่น โรคาพยาธิ ชาติชราพยาธิ. (ป. พฺยาธิ, วฺยาธิ; ส. วฺยาธิ)
 กิมิชาติประจำกาย
                 กุมารกุมารีอายุ  ๕-๖  ขวบขึ้นไป  พ้นตานซางเจ้าเรือนและซางจรแล้ว  จึงบังเกิดเป็นลักษณะตานโจร    ด้วยการบริโภคอาหารต่างๆที่ไม่เคย  ทำให้บังเกิดโรคต่างๆ  บังเกิดหมู่กิมิชาติ  ๘๐  จำพวก  และหมู่หนอน อาศัยกินอยู่ภายในกายกุมารกุมารี แลสัตว์ทั้งหลายทุกตัวสัตว์มิได้เว้นครั้นว่ากิมิชาติทั้งหลายเหล่านี้เจริญ ขึ้นเมื่อใดแล้ว ก็ย่อมกระทำเบียดเบียนสัตว์แลมนุษย์ให้บังเกิดโรคแปรปรวนเป็นประการต่าง ๆ



  กิมิชาติ (กิมิชาติ์)  ๘๐ จำพวก ที่อาศัยเกาะกินอยู่ในร่างกายเรานี้มีชื่อเรียกต่างๆ กันดังนี้
 (๑) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ภายในกระเพาะอาหาร มี ๗ ชนิดคือ กะตะ โอตะกะ คันทุปา ตาลหิระ สุจิมุขะ ปวัตนันคุ และสุกะตะ
(๒) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในสมอง กระดูก มี ๒ ชนิดคือ ยาวะ และ โสภา
(๓) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ที่ม้าม มี ๒ ชนิดคือ กะตะ และ ราตวัตถา
(๔) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในหัวใจ มี ๔ ชนิดคือ ทะนันตะ มหาทะนันตะ โลหิตะ และ มหาโลหิตะ
(๕) กิมิชาติเอาศัยเกาะกินอยู่ในปิตตังและเสมหัง มี ๓ ชนิดคือ นิละกะ อุปวะ และลามุขุ
(๖) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในกระบอกตา มี ๓ ชนิดคือ มาณะ ตะกา และ ณะวะ
(๗) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในบุพโพ (น้ำเหลือง) มี ๓ ชนิดคือ มัญชุ มุขะ และมิกขะละ
(๘) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในตับ มี ๓ ชนิดคือ วระณะ ตะณะ และสวะระ
(๙) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในพุง มี ๖ ชนิดคือ อวิชา อะธิวิชา วัตธา สิธา ทสะหะ และมุนขะ
(๑๐) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในมันเหลว มี ๒ ชนิดคือ พิมันชา และเลมขะ
(๑๑) กิมะชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในทวารเบื้องต่ำ (ทวารหนัก เบา) มี ๓ ชนิดคือ กิททา ภะยะ และปาลาตะ
(๑๒) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่กลางลำตัว มี ๔ ชนิดคือ โลหะมุขะ มหาโลหะมุขะ มุนะชา และมหามุนะชา
(๑๓) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในปอด มี ๖ ชนิดคือ เสตะ โลหิตะ จะวะกาล สิวาจา อัคคะ และมหาอัคคะ
(๑๔) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในลำไส้น้อยและลำไส้ใหญ่ มี ๖ ชนิดคือ วะระสิมหา วะระนะตา มหาวะระนะตา สิบปา มหาสิบปา และสันตะอันตา
(๑๕) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในมันข้น มี ๓ ชนิดคือ สุธาชะ สิเนหะชา และมหาสิเนหะชา
(๑๖) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในบริเวณส่วนครึ่งล่างของร่างกาย ตั้งแต่สะดือถึงปลายเท้าเรียกว่า เบื้องต่ำอโธคะทวาร มี ๕ ชนิดคือ วิสรรหา สิวาระ เตชันตะ สิวะรา และมหาสิวะรา
(๑๗) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในผม มี ๒ ชนิดคือ พะละวา และมหาพะละวา
(๑๘) กิมิชาติอาศัยเกาะกินน้ำมูกอยู่ในจมูก (ฆานะ) มี ๓ ชนิดคือ ณะหาปัตระ ฉละมุคะ และสัตมุคะ
(๑๙) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในลิ้น (ชิวหา) มี ๓ ชนิดคือ กาละ มุกขา และมันนะเปละ
(๒๐) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ใต้เล็บมือเล็บเท้า มี ๓ ชนิดคือ เลหะ ราคะ และอะวัณณะ
(๒๑) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในเนื้อและเส้นเอ็น มี ๓ ชนิดคือ กันนะ รัชชะกะ และโลหิตะ
(๒๒) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในคอ มี ๒ ชนิดคือ รัมมะหา และมหารัมมะหา


 กิมิชาติประจำกาย
                 กุมารกุมารีอายุ  ๕-๖  ขวบขึ้นไป  พ้นตานซางเจ้าเรือนและซางจรแล้ว  จึงบังเกิดเป็นลักษณะตานโจร    ด้วยการบริโภคอาหารต่างๆที่ไม่เคย  ทำให้บังเกิดโรคต่างๆ  บังเกิดหมู่กิมิชาต  ๘๐  จำพวก  และหมู่หนอน อาศัยกินอยู่ภายในกายกุมารกุมารี แลสัตว์ทั้งหลายทุกตัวสัตว์มิได้เว้นครั้นว่ากิมิชาติทั้งหลายเหล่านี้เจริญขึ้นเมื่อใดแล้ว ก็ย่อมกระทำเบียดเบียนสัตว์แลมนุษย์ให้บังเกิดโรคแปรปรวนเป็นประการต่าง ๆ

นอกจาก พยาธิ ๘๐ จำพวกนี้แล้วยังมี พยาธิที่เกิดขึ้นในกุมารและกุมารีอีกซึ่งจะกล่าวในตอนต่อไป มีผลต่อสุขภาพรวมถึงวิธีป้องกันและการรักษา

วันอังคารที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

พยาธิในตัวเรา

คำว่า “กิมิชาติ” หรือ “ พยาธิ ” ในที่นี้ออกเสียงว่า พะ – ยาด หรือหนอน หมายถึงสิ่งมีชีวิตประเภทปาราสิต  ( parasite ) ที่ดำรงชีวิตอยู่ได้โดยการแย่งและดูดซึมสารอาหารจากร่างกาย และสืบพันธุ์ในร่างกายของคนและสัตว์ บ้างก็ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อร่างกายที่มันอาศัยอยู่ เพียงขอแบ่งปันอาหารเท่านั้น และอาหารที่เรากินเข้าไปนั้น 3 คำแรกนำไปเลี้ยงพยาธิในตัวเรานั่นเอง แต่ก็มีบางชนิดหรือบางกรณีที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ ซึ่งอาจรุนแรงถึงชีวิตได้ ถ้าไม่รักษา                                    ความหมายในพจนานุกรม  น. ชื่อสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังซึ่งอย่างน้อยในระยะหนึ่งของชีวิตจะเป็นปรสิตอยู่ในมนุษย์และสัตว์ ชนิดตัวแบน เช่น พยาธิใบไม้ พยาธิตัวตืด ชนิดตัวกลมหรือหนอนพยาธิ เช่น พยาธิไส้เดือน พยาธิเส้นด้าย พยาธิแส้ม้า
ความหมายอื่นของคำว่า พยาธิ อ่านว่า [พะยาทิ] น. ความเจ็บไข้ เช่น โรคาพยาธิ ชาติชราพยาธิ. (ป. พฺยาธิ, วฺยาธิ; ส. วฺยาธิ)
 กิมิชาติประจำกาย
                 กุมารกุมารีอายุ  5-6  ขวบขึ้นไป  พ้นตานซางเจ้าเรือนและซางจรแล้ว  จึงบังเกิดเป็นลักษณะตานโจร    ด้วยการบริโภคอาหารต่างๆที่ไม่เคย  ทำให้บังเกิดโรคต่างๆ  บังเกิดหมู่กิมิชาติ  80  จำพวก  และหมู่หนอน อาศัยกินอยู่ภายในกายกุมารกุมารี แลสัตว์ทั้งหลายทุกตัวสัตว์มิได้เว้นครั้นว่ากิมิชาติทั้งหลายเหล่านี้เจริญ ขึ้นเมื่อใดแล้ว ก็ย่อมกระทำเบียดเบียนสัตว์แลมนุษย์ให้บังเกิดโรคแปรปรวนเป็นประการต่าง ๆ



  กิมิชาติ (กิมิชาติ์)  ๘๐ จำพวก มีชื่อเรียกต่างๆ กันดังนี้
 (๑) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ภายในกระเพาะอาหาร มี ๗ ชนิดคือ กะตะ โอตะกะ คันทุปา ตาลหิระ สุจิมุขะ ปวัตนันคุ และสุกะตะ
(๒) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในสมอง กระดูก มี ๒ ชนิดคือ ยาวะ และ โสภา
(๓) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ที่ม้าม มี ๒ ชนิดคือ กะตะ และ ราตวัตถา
(๔) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในหัวใจ มี ๔ ชนิดคือ ทะนันตะ มหาทะนันตะ โลหิตะ และ มหาโลหิตะ
(๕) กิมิชาติเอาศัยเกาะกินอยู่ในปิตตังและเสมหัง มี ๓ ชนิดคือ นิละกะ อุปวะ และลามุขุ
(๖) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในกระบอกตา มี ๓ ชนิดคือ มาณะ ตะกา และ ณะวะ
(๗) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในบุพโพ (น้ำเหลือง) มี ๓ ชนิดคือ มัญชุ มุขะ และมิกขะละ
(๘) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในตับ มี ๓ ชนิดคือ วระณะ ตะณะ และสวะระ
(๙) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในพุง มี ๖ ชนิดคือ อวิชา อะธิวิชา วัตธา สิธา ทสะหะ และมุนขะ
(๑๐) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในมันเหลว มี ๒ ชนิดคือ พิมันชา และเลมขะ
(๑๑) กิมะชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในทวารเบื้องต่ำ (ทวารหนัก เบา) มี ๓ ชนิดคือ กิททา ภะยะ และปาลาตะ
(๑๒) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่กลางลำตัว มี ๔ ชนิดคือ โลหะมุขะ มหาโลหะมุขะ มุนะชา และมหามุนะชา
(๑๓) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในปอด มี ๖ ชนิดคือ เสตะ โลหิตะ จะวะกาล สิวาจา อัคคะ และมหาอัคคะ
(๑๔) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในลำไส้น้อยและลำไส้ใหญ่ มี ๖ ชนิดคือ วะระสิมหา วะระนะตา มหาวะระนะตา สิบปา มหาสิบปา และสันตะอันตา
(๑๕) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในมันข้น มี ๓ ชนิดคือ สุธาชะ สิเนหะชา และมหาสิเนหะชา
(๑๖) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในบริเวณส่วนครึ่งล่างของร่างกาย ตั้งแต่สะดือถึงปลายเท้าเรียกว่า เบื้องต่ำอโธคะทวาร มี ๕ ชนิดคือ วิสรรหา สิวาระ เตชันตะ สิวะรา และมหาสิวะรา
(๑๗) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในผม มี ๒ ชนิดคือ พะละวา และมหาพะละวา
(๑๘) กิมิชาติอาศัยเกาะกินน้ำมูกอยู่ในจมูก (ฆานะ) มี ๓ ชนิดคือ ณะหาปัตระ ฉละมุคะ และสัตมุคะ
(๑๙) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในลิ้น (ชิวหา) มี ๓ ชนิดคือ กาละ มุกขา และมันนะเปละ
(๒๐) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ใต้เล็บมือเล็บเท้า มี ๓ ชนิดคือ เลหะ ราคะ และอะวัณณะ
(๒๑) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในเนื้อและเส้นเอ็น มี ๓ ชนิดคือ กันนะ รัชชะกะ และโลหิตะ
(๒๒) กิมิชาติอาศัยเกาะกินอยู่ในคอ มี ๒ ชนิดคือ รัมมะหา และมหารัมมะหา


 กิมิชาติประจำกาย
                 กุมารกุมารีอายุ  5-6  ขวบขึ้นไป  พ้นตานซางเจ้าเรือนและซางจรแล้ว  จึงบังเกิดเป็นลักษณะตานโจร    ด้วยการบริโภคอาหารต่างๆที่ไม่เคย  ทำให้บังเกิดโรคต่างๆ  บังเกิดหมู่กิมิชาต  80  จำพวก  และหมู่หนอน อาศัยกินอยู่ภายในกายกุมารกุมารี แลสัตว์ทั้งหลายทุกตัวสัตว์มิได้เว้นครั้นว่ากิมิชาติทั้งหลายเหล่านี้เจริญขึ้นเมื่อใดแล้ว ก็ย่อมกระทำเบียดเบียนสัตว์แลมนุษย์ให้บังเกิดโรคแปรปรวนเป็นประการต่าง ๆ

นอกจาก พยาธิ ๘๐ จำพวกนี้แล้วยังมี พยาธิที่เกิดขึ้นในกุมารและกุมารีอีกซึ่งจะกล่าวในตอนต่อไป มีผลต่อสุขภาพรวมถึงวิธีป้องกันและการรักษา

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ประวัติการแพทย์แผนไทย(4)



        ต่อมาเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. ๒๔๑๑ มีพระราชประสงค์ ที่จะพัฒนาการแพทย์แบบดั้งเดิมของบรรพบุรุษให้ก้าวหน้าทันสมัย และมีมาตรฐานที่เชื่อถือได้ ดังนั้นใน พ.ศ. ๒๔๑๓ สองปีหลังขึ้นครองราชย์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ชำระตำราแพทย์แผนไทยให้ตรงกับของดั้งเดิม ซึ่งก่อนหน้านี้ กระจัดกระจาย และคัดลอกกันมาจนผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับเดิมมาก และจดเป็นหลักฐานไว้ในหอพระสมุดหลวง ตำราที่ชำระแล้วนี้เรียกว่า ตำราเวชศาสตร์ ฉบับหลวง ในสมัยนั้น หมอฝรั่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมิชชันนารี ได้เข้ามาตั้งโรงพยาบาลแผนตะวันตกกันมาก และได้รับความนิยมจากประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวซึ่งทรงโปรดการแพทย์แบบดั้งเดิม ได้มีพระราชหัตถเลขาแสดงความห่วงใยไว้ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๓ ความตอนหนึ่งว่า
"...ขอเตือนว่าหมอฝรั่งนั้นดีจริง แต่ควรให้ยาไทสูญหรือหาไม่ หมอไทควรจะไม่ให้มีต่อไปภายหน้า หรือควรมีไว้บ้าง ถ้าว่าส่วนตัวฉันเองสมัคกินยาไท แลยังวางใจหรืออุ่นใจในหมอไทมาก ถ้าหมอไทจะรักษาแบบฝรั่งหมด ดูจะเยือกเย็นเหมือนเหนอื่น ไม่เหนพระเหนสงฆ์เลยเหมือนกัน แต่ตัวฉันอายุมากแล้ว เหนจะไม่ได้อยู่จน เหนหมอไทหมดดอก คนภายหน้าจะพอใจอย่างฝรั่งกันทั่วไป จะไม่เดือดร้อนเช่นฉันดอกกระมัง เป็นแต่ลองเตือนดูตามหัวเก่าๆ ทีหนึ่งเท่านั้น..."

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การแพทย์แผนไทยเจริญก้าวหน้ามาก ได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง โรงศิริราชพยาบาล (ปัจจุบัน เรียกกันทั่วไปว่า โรงพยาบาลศิริราช) ใน พ.ศ. ๒๔๓๐ เพื่อเป็นสถานพยาบาลและบำบัดโรค ทั้งแบบแผนเดิม และแบบแผนตะวันตก จัดตั้งโรงเรียนแพทยากรขึ้น และจัดพิมพ์ ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ซึ่งมีเนื้อหาของแพทย์แผนเดิมและแพทย์แผนตะวันตก ใน พ.ศ. ๒๔๓๒ เพื่อใช้ในโรงเรียน แต่จัดพิมพ์ได้เพียง ๓ เล่มเท่านั้นก็ล้มเลิกไป ต่อมา ใน พ.ศ. ๒๔๔๐ ได้โปรดเกล้าฯ ให้ยกโรงเรียนแพทยากรขึ้นเป็น โรงเรียนราชแพทยาลัย และยังคงให้เปิดสอนการแพทย์ทั้ง ๒ แบบ คือ แผนเดิม และแผนตะวันตก ใน พ.ศ. ๒๔๔๔ กรมพยาบาลได้จัดพิมพ์ตำราแพทย์ศาสตร์ เป็นเล่มๆ ต่อจากตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ที่ยกเลิกไป โดยการรวบรวมตำราทั้งแผนโบราณ ที่ตรวจสอบแล้ว เช่น คัมภีร์ปฐมจินดา คัมภีร์ธาตุอภิญญา คัมภีร์ธาตุบรรจบ ตำราแพทย์ฝรั่งที่สอนกันอยู่ในโรงเรียน และในปีเดียวกันนี้ มีการผลิตยาตำราหลวงเป็นครั้งแรก  จำนวน ๘ ขนาน



พระยาประเสริฐศาสตร์   ธำรง (หมอหนู)

ใน พ.ศ. ๒๔๕๐ มีการจัดพิมพ์ ตำราแพทย์ศาสตร์วรรณา โดย พระยาประเสริฐศาสตร์ธำรง (หมอหนู) ได้รวบรวม และเรียบเรียงจากพระคัมภีร์โบราณ ที่ตรวจสอบแล้วหลายเล่ม

 พระยาพิศนุประสาทเวช (หมอคง  ถาวรเวท)

 และตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ฉบับหลวง มี ๒ เล่ม โดย พระยาพิศนุประสาทเวช (หมอคง) ได้รวบรวม และเรียบเรียงจากตำราแพทย์ไทยโบราณหลายเล่ม ตำราแพทยศาสตร์สงเคราะห์ ฉบับหลวงทั้ง ๒ เล่มนี้ รัฐประกาศให้ใช้เป็นตำราหลวง ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๕๑ พระยาพิศนุประสาทเวชเห็นว่า ตำรานี้ยากแก่การศึกษา จึงคัดเอาเฉพาะที่จำเป็น แล้วเขียนขึ้นใหม่ให้ง่ายขึ้น จัดพิมพ์เป็น ๓ เล่ม ให้ชื่อว่า ตำราแพทย์ศาสตร์สังเขป หรือ ตำราเวชศึกษา ต่อมาได้มีประกาศให้ใช้ตำราทั้ง ๓ เล่มนี้ เป็นตำราหลวงเช่นกัน ใน พ.ศ. ๒๔๕๘ หลังจาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตแล้ว ๕ ปี จึงมีการยกเลิกการสอนแพทย์แผนไทยในโรงเรียนราชแพทยาลัย และยกเลิกการจ่ายยาไทย ให้ผู้ป่วยในโรงศิริราชพยาบาล ต่อมามีการออก พระราชบัญญัติควบคุมการประกอบโรคศิลปะ ปีพุทธศักราช ๒๔๖๖ ซึ่งทำให้การแพทย์แผนไทย พ้นจากระบบการแพทย์ของประเทศไทย และการแพทย์แบบตะวันตก เข้ามาแทนที่อย่างสมบูรณ์

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช การแพทย์แผนโบราณได้รับการฟื้นฟูและพัฒนาในทุกๆ ด้าน และเรียกชื่อใหม่ว่า "การแพทย์แผนไทย" แทน "การแพทย์แผนโบราณ" จนคุ้นเคยกันในปัจจุบัน ใน พ.ศ. ๒๕๔๒ มีการตราพระราชบัญญัติคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พุทธศักราช ๒๕๔๒ พร้อมทั้งได้จัดตั้งหน่วยงาน เรียกว่า "สถาบันการแพทย์แผนไทย" ขึ้นตามพระราชบัญญัติดังกล่าว  ต่อมา มีการจัดระบบการบริหารจัดการ ภายในกระทรวงสาธารณสุขใหม่ โดยได้จัดตั้งกรมใหม่ขึ้น "กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก" ขึ้น และได้ให้สถาบันการแพทย์แผนไทย มีฐานะเป็นกองหนึ่งในกรมดังกล่าว ทำให้การแพทย์แผนไทยได้รับการฟื้นฟู คุ้มครอง ส่งเสริม จนก้าวหน้าขึ้น ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ขอขอบคุณ ขอมูลจาก

ประวัติการแพทย์แผนไทย(3)

สมัยรัตนโกสินทร์

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ แห่งราชวงศ์จักรี ได้โปรดเกล้าฯ ให้มีการรวบรวมตำราต่างๆ ครั้งใหญ่ จากหมอหลวง หมอเชลยศักดิ์ และหมอที่เป็นพระภิกษุสงฆ์ ทั่วพระราชอาณาจักร โดยให้ พระพงษ์อำมรินทรราชนิกูล พระราชโอรส ในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นนายกองผู้รวบรวม
ตำราแพทย์และตำรายาพระโอสถ ที่รวบรวมขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๕ และมีการตรวจชำระอย่างดีแล้วนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานบางส่วนให้จารึกลงบนหินอ่อนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างยาวราว ๓๐ เซนติเมตร ประดิษฐานไว้ที่วัดราชโอรสาราม ใน พ.ศ. ๒๓๖๔ สองปีหลังจากอหิวาตกโรคระบาดครั้งใหญ่ ที่กรุงเทพฯ จารึกตำรายาบนหินอ่อน ซึ่งประดับบนกำแพงพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ และที่ศาลารายหลังเล็กที่ปลูกติดกับกำแพงแก้ว หน้าพระอุโบสถ ยังคงปรากฏอยู่จนปัจจุบันนี้
ตำรายาที่จารึกไว้บนแผ่นหินอ่อน ประดับที่ผนังด้านนอกบนกำแพงพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ วัดราชโอรสาราม กรุงเทพฯ

แผ่นศิลาที่จารึกตำรายา ณ วัดราชโอรสาราม

ตำราแพทย์และตำรายาพระโอสถ ที่รวบรวมขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๕ และมีการตรวจชำระอย่างดีแล้วนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานบางส่วนให้จารึกลงบนหินอ่อนรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างยาวราว ๓๐ เซนติเมตร ประดิษฐานไว้ที่วัดราชโอรสาราม ใน พ.ศ. ๒๓๖๔ สองปีหลังจากอหิวาตกโรคระบาดครั้งใหญ่ ที่กรุงเทพฯ จารึกตำรายาบนหินอ่อน ซึ่งประดับบนกำแพงพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ และที่ศาลารายหลังเล็กที่ปลูกติดกับกำแพงแก้ว หน้าพระอุโบสถ ยังคงปรากฏอยู่จนปัจจุบันนี้

ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เสด็จขึ้นครองราชย์ ได้โปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามครั้งใหญ่ ใน พ.ศ. ๒๓๗๕ และโปรดเกล้าฯ ให้พระยาบำเรอราชแพทยา พระราชโอรส ในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทำหน้าที่สืบหาตำรายา และตำราลักษณะโรคทั้งปวง มาจารึกไว้บนแผ่นศิลา ติดไว้ตามศาลาราย มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า ผู้ถวายตำรับยาต้องสาบานตนว่า ยาขนานนั้น ตนได้ใช้มาและไม่ปิดบัง แล้วให้พระยาบำเรอราชแพทยาตรวจดูอีกครั้ง ถ้าเห็นว่าดี ก็ให้จารึกไว้ โดยให้จารึกชื่อเจ้าของตำรับยากำกับไว้ด้วย จารึกเกี่ยวกับการแพทย์แผนไทยนี้ แบ่งออกเป็นหมวดต่างๆ ๔ หมวด ได้แก่
๑. หมวดเวชศาสตร์
เป็นจารึกเกี่ยวกับโรคต่างๆ ว่าด้วยสมุฏฐานของการเกิดโรค พร้อมระบุตำรับยาต่างๆ ที่ใช้แก้โรคนั้นๆ ซึ่งมีจารึกไว้ถึง ๑,๑๒๘ ขนาน
๒. หมวดเภสัชศาสตร์
เป็นจารึกว่าด้วย สรรพคุณของเครื่องยาสมุนไพรแต่ละชนิด ทั้งที่เป็นของไทยและของเทศ ส่วนที่ใช้ประโยชน์ และวิธีการใช้ประโยชน์ มีจารึกไว้ ๑๑๓ ชนิด

             การย่อยขนาดตัวยาสมุนไพร โดยใช้ครกตำและหินบดยาของโรงศิริราชพยาบาล  
 (ปัจจุบันคือ โรงพยาบาลศิริราช)
๓. หมวดหัตถศาสตร์ (การนวด)
เป็นจารึกแผนภาพของโครงสร้างร่างกายมนุษย์ แสดงที่ตั้งของเส้นที่ใช้นวด ๑๔ ภาพ และจารึกเกี่ยวกับการนวดแก้ขัดยอก แก้ปวดเมื่อย และแก้โรคต่างๆ อีก รวม ๖๐ ภาพ

๔. หมวดอนามัย (ฤๅษีดัดตน)
เป็นวิธีการบริหารร่างกายหรือดัดตนสำหรับแก้ปวดเมื่อย จารึกเป็นรูปฤๅษีดัดตนในท่าต่างๆ มี ๘๐ ท่า แต่ละท่ามีคำอธิบายประกอบ

ปัจจุบัน จารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามเหล่านี้ มีการรวบรวมจัดพิมพ์เป็นตำรา ซึ่งยังคงใช้เป็นตำราต้นแบบ ในการศึกษาวิชาการแพทย์แผนไทย ในปัจจุบัน
 
ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก : สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ / เล่มที่ ๓๓ / เรื่องที่ ๘ การแพทย์แผนไทย / ประวัติการแพทย์แผนไทย