วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2557

คัมภีร์มุจฉาปักขันธิกา

คัมภีร์มุจฉาปักขันธิกา    หมายถึง  ตำราว่าด้วยอาการของโรคบุรุษและโรคสตรี รวมถึงยาสมุนไพรที่ใช้รักษาโรค


          ภาพนี้แสดงถึงสภาพความเป็นจริงของชีวิตและร่างกายที่ย่อมประสบกับความเสื่อมเป็นธรรมดา  ย่อมมีโรคภัยเบียดเบียนเป็นธรรมดา  สภาวะเช่นนี้เกิดแก่ทุกผู้ทุกนาม ทุกชนชั้นวรรณะ  พระพุทธเจ้าตั้งแต่ยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ
ได้ทรงมองเห็นสัจธรรมนี้แล้ว

คัมภีร์มุจฉาปักขันธิกา เรียกอีกชื่อว่า คัมภีร์ทุลาวสา ซึ่งกล่าวถึงโรค ๒๑ ประการ แยกเป็น ๘ จำพวก คือ
ทุลาวสา ๔ มุตฆาต ๔  มุตกิด ๔ (เรียกว่าทุลาวสา ๑๒)
สันฑฆาต ๔  องคสูตร ๔ ช้ำรั่ว ๔ อุปทม ๔  ไส้ด้วน ๔ (เรียกว่าปะระเมหะ ๒๐) 

อันอุจจาระธาตุลามกระคนด้วยมหาสันนิบาต และระคนไปในธาตุอภิญญาณ และอสุรินธัญญาณธาตุ หากรักษาไม่ถูกกับโรค ให้แปรไปเป็นปะระเมหะ ๒๐ ประการ เป็นเมือกมันเปลวไตและทุลาวสา คือปัสสาวะพิการต่างๆ รวมเรียกว่า ทุลาวสา ๓๒ อันประกอบด้วย ทุลาวสา ๑๒ จำพวก และปะระเมหะ ๒๐ จำพวก
พระคัมภีร์มุจฉาปักขันธิกา ว่าด้วยโรคเกี่ยวกับอาโป-เสมหะ กล่าวถึงลักษณะของมุตะกิดที่ผิดปกติ แสดงออกมาให้เห็นทางน้ำปัสสาวะ ในบุรุษและสตรี ที่เกิดความผิดปกติขึ้นในระบบทางเดินปัสสาวะ




ทางการแพทย์แผนไทยระบุว่า
ทุลาวสา มี ๔ จำพวก ( น้ำปัสสาวะชั่ว) ออกมาเป็นสีต่างๆ จะแสดงให้รู้ว่าธาตุใดพิการ ดังนี้
๑. ปัสสาวะออกมาเป็นสีขาว ขุ่นดังน้ำข้าวเช็ด
๒. ปัสสาวะออกมาเป็นสีเหลือง ดังน้ำขมิ้นสด
๓. ปัสสาวะออกมาเป็นโลหิตสดๆ แดงดังน้ำฝางต้ม
๔. ปัสสาวะออกมาเป็นสีดำ ดังน้ำคราม( น้ำครำ) 
อาการเหมือนทั้ง ๔ ให้ปวดหัวเหน่าเพราะมีอาการเกร็งอักเสบในช่องปัสสาวะ ให้แสบองคชาตมีการอักเสบในท่อปัสสาวะร่วมด้วย ให้สะบัดร้อนสะบัดหนาวเริ่มเป็นไข้เพราะอักเสบ และให้เป็นไปต่างๆ


ยารักษาโรคปัสสาวะที่มีสีต่างๆ

ตามคัมภีร์มุจฉาปักขันธิกา ว่าด้วยสีปัสสาวะ
อาการเหมือนกันให้ยาตามสีของปัสสาวะ เรียกทุลาวสา มี ๔ จำพวก ( น้ำปัสสาวะชั่ว) ดังนี้

ตำรับยาแก้ปัสสาวะสีขาว
แพทย์เอา การะบูร ๑ เทียนดำ ๑ ผลเอ็น ๑ อำพัน ๑ แห้ว ขิงแห้ง ๑ เสมอภาคทำผงละลายน้ำผึ้งรวงกิน แก้โรคปัสสาวะขาวดังน้ำเข้าเช็ด นั้นหายแล

ตำรับยาแก้ปัสสาวะเหลืองดังน้ำขมิ้น
เอาสมอไทย ๑ มหาหิงคุ์ ๑ สารส้ม ๑ สุพรรณถันแดง ๑ ยาทั้งนี้เอาสิ่งละ ๑ เทียนดำ ๑ บาท ดอกคำไทย ๒ บาท ทำผงละลายน้ำมะนาว แก้ปัสสาวะเหลืองแล

ตำรับยาแก้ปัสสาวะแดงดังน้ำฝางต้ม
เอาหัวแห้วหมู ๑ รากมะตูม ๑ รากเสนียด ๑ ใบสะเดา ๑ รากอังกาบ ๑ ผลเอ็น ๑ เกลือสินเธาว์ ๑ ทำผงละลายน้ำอ้อยแดง กินแก้ปัสสาวะแดงดีนักแล

ตำรับยาแก้ปัสสาวะดำดังน้ำคราม
เอารากหญ้านาง ๑ เถาวัลเปรียง ๑ …มาบ้า ๑ ฝาง ๑ แห้วหมู ๑ หัวหญ้าชันภาค ๑ แก่นขี้ (เหล็ก ๑) รากตะไคร้หางนาค ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ไพล ๑ รากหนามรอบตัว ๑ รากหวายขม ๑ เอาสิ่งละเสมอภาค ต้ม ๓ เอา ๑ กินแก้ปัสสาวะดำดังน้ำครามหาย
หมายเหตุ คำว่า ทุลาวสา ทุรวสา ทุระวะสา ทุราวสา มีความหมายเหมือนกัน
โดย ทางแพทย์สายพุทธ

เรียบเรียบโดย Admin
****************************************


ขับถ่ายปัสสาวะเพื่อสุขภาพที่ดี


14 วิธีขับถ่ายปัสสาวะเพื่อสุขภาพที่ดี 

1. อย่ากลั้นปัสสาวะ เมื่อรู้สึกปวดต้องไปปัสสาวะ 
2. เวลาปัสสาวะไม่ควรรีบร้อนเบ่งมาก เพราะอาจทำให้หูรูดปัสสาวะชำรุดได้ 
3. ควรถ่ายปัสสาวะให้เหลือน้อยที่สุดในหนึ่งครั้ง นั่นคือเมื่อรู้สึกถ่ายหมดแล้วให้เบ่งต่ออีกนิดหน่อย ปัสสาวะที่เหลือจะไหลออกมา 
4. ไม่ควรบังคับให้ตนเองถ่ายปัสสาวะบ่อย เพราะจะติดเป็นนิสัย เวลาที่เหมาะสมคือ 2-4 ชั่วโมงควรถ่ายปัสสาวะหนึ่งครั้ง 
5. ให้สังเกตการถ่ายปัสสาวะ และน้ำปัสสาวะของตนเองทุกครั้งว่า ต้องเบ่งมากผิดปกติหรือไม่ น้ำปัสสาวะพุ่งดีหรือไม่ ลำน้ำปัสสาวะมีขนาดเล็กลงกว่าเดิมหรือไม่ น้ำปัสสาวะมีสีเหลืองใสหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นอาการผิดปกติที่สามารถบอกโรคได้ 
6. หากจะล้างทำความสะอาดหลังปัสสาวะ อย่าให้บริเวณนั้นเปียกชื้น เพราะอาจเกิดเชื้อราได้ ทางที่ดีหลังปัสสาวะทุกครั้ง ควรซับให้แห้ง 
7. เมื่อปัสสาวะไม่ออก ต้องหาสาเหตุโดยการไปพบแพทย์ อย่าซื้อยาขับปัสสาวะมารับประทานเพราะจะเกิดอันตรายได้ 
8. เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน การบริหารอุ้งเชิงกรานโดยการขมิบ (ฝ่ายหญิงขมิบช่องคลอด ฝ่ายชายขมิบทวารหนัก) วันละ 100 ครั้ง จะช่วยป้องกันอาการปัสสาวะเล็ด 
9. ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 10 แก้ว หรือหนึ่งลิตร จะช่วยให้น้ำปัสสาวะใส มีจำนวนพอดีและป้องกันภาวะปัสสาวะอักเสบ 
10. ก่อนมีเพศสัมพันธ์ และหลังมีเพศสัมพันธ์ คุณผู้หญิงควรถ่ายปัสสาวะทิ้ง จะช่วยป้องกันการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ 
11. น้ำปัสสาวะจะต้องเป็นน้ำเท่านั้น ถ้ามีมูก หนอง น้ำเหลือง เลือดปนออกมา ถือว่าผิดปกติต้องไปพบแพทย์ 
12. การขับถ่ายปัสสาวะ ต้องขับถ่ายคล่องไม่มีอาการเจ็บปวด ถ้าปัสสาวะแสบขัดลำบากนับว่าเป็นอาการผิดปกติ ต้องไปพบแพทย์อีกเช่นกัน 
13. คนเราทุกคนต้องปัสสาวะทุกวัน วันละ 4-6 ครั้ง ถ้าไม่ปัสสาวะเลย 1วันถือว่าตกอยู่ในภาวะอันตรายต้องไปพบแพทย์โดยด่วน 
14. ก่อนเดินทางไกล ก่อนยกของหนัก ควรปัสสาวะทิ้งก่อนทุกครั้ง










:http://heyhaparty.blogspot.com/2007/10/14.html
***********************************************

วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557

"แม่ซื้อ" เรื่องเล่าในตำนาน ตอนที่๒


เล่าเรื่องตำนานแม่ซื้อ.....ตอนที่๒

ที่วัดพระเชตุพน หรือวัดโพธิ์ มีศาลารายที่ตั้งอยู่หน้าพระมหาเจดีย์ และพระอุโบสถเป็นศาลารายหลังใต้ เรียกกันว่า 
“ศาลาแม่ซื้อ” จารึกตำรายาสำหรับเด็กรวมทั้งการรักษาโรคที่เกี่ยวกับเด็ก มีภาพตำแหน่งที่เป็นพื้นฐานของโรคนั้น ๆ

๑.แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันอาทิตย์ ชื่อวิจิตรนาวรรณ
มีถิ่นอาศัยอยู่บนจอมปลวก มีหัวเป็นสิงห์ มีผิวกายสีแดง
นอกจากนี้แผนไทยเรายังพยากรณ์ว่าเด็กจะเกิดวันใดได้ด้วยโดยดูจากอาการของมารดา ดังนี้

ถ้ามารดามีครรภ์ได้ ๓ เดือน ทำให้มารดานั้นเป็นพรรดึก แลให้เป็นเอ็นชักมือแลเท้า(เหน็บชา) ให้กายนั้นผอมเหลืองและเดินไปไกลมิได้ ให้เจ็บหัวเหน่าและท้องน้อย และหน้าตะโพกเป็นกำลัง มักให้อยากหวาน

และให้ฝ่าเท้าข้างซ้ายแดง ทายว่ากุมารนั้นจะเป็นหญิง
ถ้าฝ่าเท้าซ้ายขวาแดงทายว่ากุมารนั้นจะเป็นชาย

แล้วให้พึงรู้ว่าสัตว์มาปฏิสนธิวันอาทิตย์ เมื่อคลอดก็คลอดวันอาทิตย์ เพราะว่ากำเนิดซางเพลิงเป็นเจ้าเรือนของกุมารผู้นั้น จึงแสดงออกมาแก่มารดาดังนี้

โดย ทางแพทย์สายพุทธ





"แม่ซื้อ" เรื่องเล่าในตำนาน


คัมภีร์ปฐมจินดา มีซางและแม่ซื้อ เลยอยากเล่าเรื่องที่มีคุณค่าและเป็นมรดกของภูมิปัญญาไทยเก็บไว้ให้คนรุ่นใหม่ได้อ่านเรื่องราวดีๆที่ท่านอาจไม่รู้เลยอ่านดูนะคะ

แม่ซื้อ มีความหมาย ๒ อย่าง คือ 
(๑)เทวดาหรือผีที่ประจำอยู่กับเด็กทารก ตามหลักฐานที่ปรากฏในจารึกวัดโพธิ์ระบุว่า แม่ซื้อมีอยู่ประจำวันทั้ง ๗
โดยมีที่สถิตอยู่ในเมืองบน (เมืองสวรรค์) เมืองล่าง (เมืองดินหรือพื้นโลก) และกลางหน (กลางทาง)

ในคัมภีร์ปฐมจินดาร์กล่าวว่าแม่ซื้อแต่ละตนมีชื่อและที่อยู่ดังนี้
๑.แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันอาทิตย์
ชื่อวิจิตรนาวรรณมีถิ่นอาศัยอยู่บนจอมปลวก

๒.แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันจันทร์
ชื่อวรรณานงคราญมีถิ่นอาศัยอยู่ที่บ่อน้ำ

๓.แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันอังคาร
ชื่อนางยักษ์บริสุทธิ์มีถิ่นอาศัยอยู่ที่ศาลเทพารักษ์

๔.แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันพุธ
ชื่อนางสามลทรรศน์มีถิ่นอาศัยอยู่ที่ต้นพระศรีมหาโพธิ

๕.แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันพฤหัสบดี
ชื่อนางกาโลทุกข์มีถิ่นอาศัยอยู่ที่สระน้ำหรือบ่อน้ำใหญ่

๖.แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันศุกร์
ชื่อนางยักษ์นงเยาว์มีถิ่นอาศัยอยู่ที่ต้นไทรใหญ่

๗.แม่ซื้อประจำเด็กเกิดวันเสาร์
ชื่อนางเอกาไลยมีถิ่นอาศัยอยู่ที่ศาลพระภูมิ

(๒)โรคชนิดหนึ่ง เป็นแก่เด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุได้ ๑๑ เดือน เมื่ออายุได้ ๑ ขวบก็จะพ้นจากโทษของโรคแม่ซื้อ
โรคที่เกิดจากแม่ซื้อมี ๔ อย่างคือ
๑.ปักษีหรือปีศาจ
๒.ลำบองราหู
๓.อัคคมุขี
๔.สะพั้น

แม่ซื้อตามความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานกล่าวไว้ว่า แม่ซื้อ (น.) เทวดา หรือ ผี ที่เชื่อกันว่า เป็นผู้ดูแลรักษาทารก แม่วีก็เรียก

คนไทยสมัยโบราณเชื่อว่าเมื่อทารกเกิดใหม่ๆจะต้องมีแม่ซื้อมาซื้อทารกนั้นไป เป็นการซื้อกันท่าผี คือถ้าไม่มีแม่ซื้อก็กลัวผีจะมาแย่งเอาไปเลี้ยงเสีย นั่นหมายถึงเด็กทารกจะตายเมื่อคลอดใหม่ๆ ประเพณีเมื่อทารกเกิด เขามักเอามาใส่กระด้งร่อน
แล้วร้องว่า
- สามวันลูกผี สี่วันลูกคน ลูกของใครมารับเอาไป เน้อ
- แล้วก็มีผู้หนึ่งร้องตอบว่า
- ลูกข้าเอง แล้วก็เอาเงิน 32 เบี้ย ออกมาซื้อ เป็นการลวงผีว่าเด็กนี้ไม่ดี แม่ของตัวที่คลอดออกมาไม่รัก จนต้องมีคนอื่นมาซื้อไปเลี้ยง เมื่อเป็นดังนั้นผีก็ไม่อยากได้ คือไม่เอาไปเลี้ยงเมืองผี เด็กคนนั้นจึงอยู่รอดในโลกมนุษย์ได้

พอเด็กคลอดออกมาหมอตำแย จะต้องส่งเด็กให้กับผู้ที่บิดา
มารดาเด้กจัดเตรียมไว้ คือผู้ที่มีนิสัยและความประพฤติเป็นที่ถูกใจของบิดามารดาเด็กนั้น ถือกันว่าเด็กนั้นจะมีนิสัยเหมือนกับผู้ที่มารับอุ้มครั้งแรก ต่อมาก็อาบน้ำ เมื่อเด็กเติบโตขึ้นจะบริบูรณ์ด้วยทรัพย์สินเงินทอง อาบน้ำแต่งตัว แล้วก็วางบนเบาะซึ่งอยู่ในกระด้ง ถ้าเป็นเด็กหญิงก็ใส่ด้าย เข็มลงไปด้วย จะได้เก่งในการเย็บปักถักร้อย ถ้าเป็นเด็กชายก็ใส่กระดาษดินสอจะได้เป็นปราชญ์

พออายุๆได้ประมาณ 1 เดือน
ก็จะทำพิธีโกนผมไฟ พราหมณ์ผู้ทำพิธีจะนำถุงถั่วต่างๆ วางไว้ข้างเปลทั้งสองข้าง เอาหินบดยาวางไว้ข้างหนึ่ง ฟักวางไว้ข้างหนึ่ง แล้วเอาแมวที่แต่งตัวไว้ลงเปลเสียก่อน มีความหมายว่า ให้เด็กนั้นงอกงามเกิดมูนพูนผลเหมือนถั่ว ให้เนื้อเย็นเหมือนฟัก ให้หนักแน่นเหมือนหิน ให้รู้อยู่เหมือนแมว

โดย ทางแพทย์สายพุทธ
***************************************

วันอังคารที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2557

สมุนไพรมะหาด


มะหาดมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Artocarpus lakoocha Roxb. เป็นต้นไม้ยืนต้นในวงศ์ Moraceae  มีต้นกำเนิดจากทวีปเอเชียใต้ พบมากตามป่าดิบ พบมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

มะหาด เป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 30 เมตร ทรงพุ่มแผ่กว้าง ใบ เดี่ยว เรียงสลับรูปขอบขนาน หรือรูปวงรี กว้าง 8-10 ซม. ยาว 10-12 ซม. หลังใบเป็นมันสีเขียวเข้ม ท้องใบสาก ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ ค่อนข้างกลม ก้านสั้น แยกเพศ อยู่บนต้นเดียวกัน ผล เป็นผลรวม สีเหลือง ผิวขรุขระ มีขนนุ่ม และเป็นไม้มงคลประจำจังหวัด กาฬสินธุ์
สรรพคุณ "มะหาด"

·             แก่น - - ใช้แก่นมะหาดสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ต้มเคี่ยวกับน้ำจนเกิดฟอง ช้อนฟองออก กรองกับผ้าขาวบาง พักสะเด็ดน้ำ แล้วนำมาตากให้แห้งหรือย่างกับไฟ นำมาบดจะได้ผงสีเหลืองเรียกว่า "ปวกหาด" ใช้ผงประมาณ 3-4 กรัมหรือ 1-2 ช้อนชา ผสมกับน้ำสุกที่เย็นแล้ว สามารถผสมน้ำมะนาวลงไปด้วย รับประทานก่อนอาหารเช้า หลังทานปวกหาดไปแล้ว 2 ชั่วโมง ให้รับประทานดีเกลือตาม เพื่อถ่ายตัวพยาธิออกมา สามารถทานแก้อาการปวดหลัง ท้องผูก,ท้องอืด, ท้องเฟ้อได้หรือนำผงปวกหาดมาละลายกับน้ำ ทาแก้ผื่นคัน
·              ราก - ลดไข้ แก้กระษัยเส้นเอ็น ถ่ายพยาธิ แก้พิษร้อน ย้อมสีเหลือง
·             เปลือก – ลดไข้ ทำเชือก
·             ผล- รับประทานได้
·             สารสกัด – ใช้แก่นมาสกัด ลดผมร่วง กระตุ้นการงอกของเส้นผม แก้เริม ทำให้โรคผิวหนังค่อยๆหายไป ลดความคล้ำของเม็ดสีผิว
สมุนไพรไทย "มะหาด" ทำให้ผิวขาวได้อย่างไร?
         สารสกัดจาก "แก่นมะหาด" ชื่อ oxyresveratrol สามารถยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ tyrosinase ผลคือการยับยั้งการสร้าง          เมลานินจะทำให้สีผิวอ่อนลงได้ ลดความเข้มของเม็ดสีเมลานินในผิวหนังมีผลทำให้ผิวขาวได้ปลอดภัย และไม่ทำให้ระคายเคืองผิว  

จากผลการทดลองพบว่าสารสกัดมะหาดช่วยให้ผิวขาวขึ้นได้เมื่อใช้ทาติดต่อกันเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ในขณะที่ kojic acid และ สารสกัด licorice ต้องใช้เวลา 6 และ 10 สัปดาห์ ตามลำดับ จึงจะเห็นความแตกต่างของสีผิว นอกจากนี้ตำรับเครื่องสำอางโลชั่นชนิดไขมันในน้ำ (oil-in-water emulsion) สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของสารสกัดมะหาด (0.10 %w/w) ในการทำให้ผิวขาวได้ดีขึ้น เมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์
          ดังนั้นการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สารสกัดมะหาดเพื่อให้ผิวขาว นอกจากจะต้องพิจารณาถึงความเข้มข้นของสารสกัดมะหาดในผลิตภัณฑ์แล้ว รูปแบบของผลิตภัณฑ์ ก็มีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของสารสกัดมะหาดเช่นกัน




ธาตุเจ้าเรือน Lord of house


หาธาตุเจ้าเรือนจากเดือนเกิด

อิทธิพลของฤดูกาล(ธรรมชาติ) ได้แก่ ความร้อน ความเย็นของภูมิอากาศตามฤดูกาลได้ทำให้ธาตุทั้ง 4 ของแต่ละคนแตกต่างกันไป และเริ่มมีอิทธิพลแล้วตั้งแต่ปฏิสนธิในครรภ์มารดา ดังพระคัมภีร์ปฐมจินดากล่าวไว้ว่า เมื่อตั้งครรภ์ในฤดูอันใด ธาตุอันใด ให้เอาธาตุของฤดูนั้นเป็นที่ตั้งแห่งธาตุกุมาร กุมารีนั้นๆซึ่งเราเรียกว่าธาตุเจ้าเรือน
คนเกิดเดือน 11,12,1 ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม
ธาตุเจ้าเรือนอยู่ใน “ธาตุดิน”
กล่าวกันว่า คนธาตุนี้มีความหนักแน่นมั่นคง รูปร่างสูงใหญ่ กระดูกใหญ่ น้ำหนักตัวมาก ผิวค่อนข้างคล้ำ ผมและคิ้วดกดำ หน้าผากกว้าง เสียงดังฟังชัด ใบหน้ากลมรี บุคลิกโดดเด่นสง่างาม
หาก สุขภาพร่างกายและจิตใจอยู่ในภาวะสมดุลก็จะมีความสุขุมรอบคอบ มีเป้าหมายในชีวิต เฉลียวฉลาด ทะเยอทะยาน จิตใจหนักแน่น มีมนุษยสัมพันธ์ดี กระตือรือร้น อดทนสูง เอื้อเฟื้อ มีเมตตา รักสงบ
แต่ถ้าเมื่อใดร่างกายเสียสมดุล เขาจะเกิดความขัดแย้งในตัวเอง ลังเล ขี้ใจน้อย ดื้อรั้น โกรธเกี้ยว อารมณ์แรง
อาหาร ที่ควรรับประทานเพื่อปรับสมดุลธาตุ ก็คืออาหารที่มี รสฝาด หวาน มัน เค็ม เช่น มังคุด ฝรั่งดิบ ฟักทอง ถั่วต่างๆ เงาะ น้ำนม น้ำอ้อย น้ำมะพร้าว เกลือ ฯลฯ
สิ่งที่น่าสังเกตคือ คนโบราณบอกว่า คนธาตุนี้จะสุขภาพดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับ “การขับถ่ายเป็นระบบ” ดังนั้น คุณต้องให้ความสำคัญและใส่ใจด้านนี้มากเป็นพิเศษ
คนเกิดเดือน 2,3,4 มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม
ธาตุเจ้าเรือนอยู่ใน “ธาตุไฟ”
ลักษณะเป็นคนมีไฟในตัว ใจร้อน รูปกายตามธาตุผิวพรรณไม่ค่อยดีนัก ผมหงอกเร็ว ผมมักบาง ศีรษะเถิก หน้าผากกว้าง ผมและขนค่อนข้างนิ่ม หิวบ่อย ทานเก่ง กระดูกข้อใหญ่ แต่หลวม ใบหน้าเหลี่ยม มีพรพิเศษด้านธรรมะ
หาก คนธาตุเจ้าเรือนอยู่ในธาตุไฟมีความสมดุล จะเป็นคนมีเหตุผล คล่องแคล่ว ไม่เห็นแก่ตัว จิตใจมีเมตตา เป็นครูที่ดี โรแมนติก ชอบความสมบูรณ์แบบ ความสามารถรอบด้าน มีความกล้าหาญ ชอบการตัดสินใจ มั่นใจในตัวเองสูง อบอุ่น
แต่หากเมื่อใดธาตุเสียสมดุลแล้วละก็ จะกลายเป็นคนอ่อนไหว ขาดความมั่นใจ เข้าใจยาก ความอดทนต่ำ เครียด หงุดหงิด วู่วาม ขี้รำคาญ
วิธี การปรับธาตุโดยการกินอาหารให้สมดุล ควรเลือก รสขม จืด เย็น ได้แก่ ผักบุ้ง ตำลึง แตงโม บัวบก ขี้เหล็ก และควรหลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดร้อน น้ำสมุนไพรที่ดีต่อการบำรุงธาตุคือ น้ำใบบัวบก และน้ำมะระขี้นก
สิ่ง สำคัญคือ คนโบราณบอกว่า คนธาตุเจ้าเรือนนี้จะสุขภาพดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับ “เลือดกำเดา” ซึ่งเป็นองค์ความร้อนในตัว ควบคุมไฟทั้งหมด
คนเกิดเดือน 5,6,7 เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน
ธาตุเจ้าเรือนอยู่ใน “ธาตุลม”
คนธาตุเจ้าเรือนนี้เป็นคนอ่อนไหว เปลี่ยนแปลงเสมอ เหมือนลมเพลมพัดนั่นเอง รูปกายตามธาตุก็เป็นคนร่างโปร่ง ผมบาง ผิวหนังไม่ค่อยละเอียดนัก ดูอ่อนวัยเกินจริง ริมฝีปากอิ่ม ช่างพูด เสียงต่ำ ออกเสียงไม่ค่อยชัด ดวงตาพองโต สดใสแต่มีชีวิตชีวา ไม่สูงไม่เตี้ย ได้สัดส่วน ไม่หยุดนิ่ง ชอบความสะดวกสบาย
ลักษณะ นิสัยเป็นคนฉลาด ไหวพริบดี มีเสน่ห์งดงาม เกิดมาเพื่อเป็นผู้นำ สุขุมเยือกเย็นตามวิกฤต มีเสน่ห์ทางเพศ เข้าใจง่าย เรียนรู้ได้เร็ว แต่ก็ลืมเร็ว ปรับตัวง่าย มีความคิดสร้างสรรค์เป็นศิลปิน
แต่หากเมื่อใดก็ตามธาตุขาดสมดุล จะเป็นคนเอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ ไม่ค่อยตรงต่อเวลา ขี้หึง โมโหง่าย ไม่กล้าตัดสินใจ อารมณ์ไม่มั่นคง
อาหารตามธาตุเพื่อปรับสมดุลนั้น ได้แก่ อาหารรสเผ็ด และรสสุขุม ได้แก่ เตยหอม บัว ขิง ข่า ตะไคร้ กระชาย พริกไทย โหระพา กะเพรา
โดย คนโบราณกล่าวไว้ว่า สุขภาพจะดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ โรคลมอาการเฉียบพลัน อารมณ์ที่ร้อนแรง ความวิตกกังวล อาการปวดหลัง การชัก การกระตุก
คนเกิดเดือน 8,9,10 กรกฏาคม สิงหาคม กันยายน
ธาตุเจ้าเรืออยู่ใน “ธาตุน้ำ”
ลักษณะของธาตุนี้เป็นคนนิ่ง เยือกเย็น รูปกายตามธาตุเป็นคนรูปร่างและ อวัยวะสมบูรณ์สมส่วน ผิวพรรณใสเต่งตึง ตาเข้มหวาน ท่าทางเดินมั่นคง ผมดกดำ ทำกิจกรรมเชื่องช้า ทนหิว ทนร้อน ทนเย็นได้ดี เสียงแปร่ง เจ้าชู้นิดๆ ช่างเจรจา องอาจ ทระนง
เมื่อ ธาตุเจ้าเรือนของเขาสมดุลก็จะมีความจำดี รสนิยมเลิศหรู เป็นนักวางแผนมือฉกาจ ใจกว้างมีเหตุผล และยุติธรรม มีหัวศิลปะ กระตือรือร้นเต็มเปี่ยม สู้ชีวิต
แต่หากเมื่อไหร่ธาตุไม่สมดุลก็ตรงกันข้าม จะเป็นคนเฉื่อยชา เกียจคร้าน ตัดสินใจช้า ไม่ค่อยเด็ดขาด อารมณ์เสียง่าย ใจอ่อน
ดัง นั้น อาหารสำหรับปรับสมดุลธาตุจึงเป็น อาหารรสเปรี้ยว เช่น มะกรูด มะนาว ส้ม สับปะรด มะเขือเทศ ส่วนน้ำ สมุนไพรที่ช่วยบำรุงธาตุคือ น้ำมะนาว น้ำส้ม น้ำฝรั่ง ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เช่น ชะอม ฟักทอง ถั่ว กะทิต่างๆ
คน โบราณบอกว่า สุขภาพจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับ การทำงานของต่อมต่างๆ ภายในร่างกาย การมีเสมหะมาก การปวด ท้องเกี่ยวกับน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร การขับถ่ายปัสสาวะ น้ำในมดลูก



      ตามทฤษฏีการแพทย์แผนไทยกล่าวว่า เหตุที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยนั้น เกิดจากความไม่สมดุลของธาตุ 4 ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย ตลอดจนพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องที่จะก่อให้เกิดการเจ็บป่วยได้เช่นเดียวกัน 

การใช้อาหารปรับธาตุก็ต่อเมื่อร่างกายขาดความสมดุล แต่เมื่อในขณะที่ร่างกายสมดุล แข็งแรง ไม่เจ็บป่วย ควรดูแลให้ได้รับอาหารครบ 5 หมู่ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ เท่านี้ก็พอเพียงแล้วค่ะ ขอให้มีสุขภาพแข็งแรงทุกคนค่ะด้วยความปรารถนาดีจาก Admin
************************************

อาการของโรคตามธาตุ

ตามหลักทฤษฎีการแพทย์แผนไทย กล่าวว่า คนเราเกิดมาในร่างกายประกอบด้วยธาตุทั้งสี่ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ซึ่งในแต่ละคนจะมีธาตุเด่น เป็นธาตุประจำตัว เรียกว่า “ธาตุเจ้าเรือน”
     
       ธาตุเจ้าเรือน หมายถึง องค์ประกอบของธาตุทั้ง 4 ที่รวมกันอย่างปกติ แต่จะมีธาตุอย่างใดอย่างหนึ่งเด่น หรือมากกว่าธาตุอื่นๆ ซึ่งจะเป็นบุคลิกลักษณะและอุปนิสัยติดตัวมาตั้งแต่แรกเกิด หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ธาตุกำเนิดหรือ ธาตุเจ้าเรืือนเกิด "ภายหลังอาจเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากพฤติกรรมการเลี้ยงดูและสิ่งแวดล้อม ภูมิอากาศ ฤดูกาล อายุ เป็นต้น
     
       ซึ่งทฤษฎีการแพทย์แผนไทย ให้ความหมายของชีวิตว่า ชีวิต คือ ขันธ์ 5 (อันได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) ร่างกายประกอบด้วยธาตุทั้ง 4ได้แก่ ธาตุดิน (20 ประการ) ธาตุน้ำ (12 ประการ) ธาตุลม (6 ประการ) ธาตุไฟ (4 ประการ)
       
       ภาวะธาตุ 4 เสียสมดุล
     
       หากร่างกายเกิดภาวะเสียสมดุลของธาตุทั้ง 4 บุคคลนั้นจะมีปัญหาด้านสุขภาพ ทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ง่ายด้วยอาการที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับธาตุนั้นๆ โดยอาการเจ็บป่วยที่ปรากฏจะแสดงอาการให้เห็นตามธาตุต่างๆ ดังนี้
       
       • ธาตุดิน มักจะเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวกับอวัยวะต่างๆของร่างกาย โดยมีสิ่งที่ควบคุมความเจ็บป่วยของธาตุดิน 3 ประการ ด้วยกันคือ
     
       หทยังหรือหทัยวัตถุ (หัวใจ) หมายถึง ความสมบูรณ์ของหัวใจ การทำงาน การเต้น ความสมบูรณ์ของกล้ามเนื้อหัวใจ เป็นต้น โรคที่เกิดมักเกิดจากการทำงานของหัวใจ เช่น   ก้อนหัวใจ   กล้ามเนื้อหัวใจ
     
       อุทริยัง (อาหารใหม่) หมายถึง อาหารที่รับประทานเข้าไปใหม่ๆ โรคที่เกิดมักเกิดจากการกินอาหารที่ผิดปกติเรียกว่า “กินผิด” คือกินไม่ถูกกับธาตุ กินอาหารไม่สะอาด กินอาหารแสลงโรค เช่น   หิวก็ปวดท้อง   กินเข้าไปอาหารไม่ย่อย   เหม็นในหลอดอาหาร
     
       กรีสัง (อาหารเก่า) หมายถึง กากอาหารในลำไส้ใหญ่ที่จะออกมาเป็นอุจจาระ ลักษณะหรือกลิ่นของอุจจาระเป็นตัวบ่งบอกสุขภาพ อุจจาระหยาบ ละเอียด แข็ง เหลว กลิ่นเหมือนปลาเน่า ธาตุน้ำเป็นเหตุกลิ่นเหมือนหญ้าเน่า ธาตุไฟเป็นเหตุ กลิ่นเหมือนข้าวบูด ธาตุลมเป็นเหตุกลิ่นเหมือนซากศพ ธาตุดินเป็นเหตุ เช่น   ท้องผูก   เป็นริดสีดวงทวาร   ผะอืดผะอม   คลื่นไส้อาเจียน
     
       • ธาตุน้ำ มักจะเจ็บป่วยด้วยของเหลว หรือน้ำภายในร่างกาย โดยมีสิ่งที่ควบคุมความเจ็บป่วยของธาตุน้ำ 3 ประการ ด้วยกันคือ
     
       คอเสมหะ หมายถึง เสมหะหรือเสลดที่อยู่บริเวณลำคอ โรคที่เกิดมักเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจส่วนบน เมือกในจมูก ลำคอ หลอดลมตอนต้น เช่น มีเสมหะ ไซนัส ไข้หวัด เป็นต้น
     
       อุระเสมหะ หมายถึง เสมหะหรือเสลดที่อยู่บริเวณทรวงอก และช่องท้องส่วนบน ได้แก่ เสมหะ น้ำย่อยในกระเพาะอาหาร โรคที่เกิดมักเกี่ยวกับทรวงอกและปอด เช่น หอบหืด หลอดลมอักเสบ ปอดบวม โรคกระเพาะ เป็นต้น
     
       คูถเสมหะ หมายถึง ของเหลวที่อยู่ในช่องท้องส่วนล่าง หรือระบบขับถ่าย อุจจาระ ปัสสาวะ โรคที่เกิดมักเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารส่วนปลาย เมือกมูกในลำไส้ น้ำในกระเพาะปัสสาวะ เช่น ท้องเสีย บิดมูกเลือด ริดสีดวงทวาร กระเพาะปัสสาวะอักเสบ นิ่วอักเสบ ปัสสาวะผิดปกติ เป็นต้น
     
       • ธาตุลม มักจะเจ็บป่วยด้วยระบบการไหลเวียนโลหิต และระบบประสาท โดยมีสิ่งที่ควบคุมความเจ็บป่วยของธาตุลม 3 ประการ ด้วยกันคือ
     
       หทัยวาตะ หมายถึง ภาวะจิตใจ โรคที่เกิดมักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพจิตใจ อารมณ์ ความหวั่นไหว ความกังวล ทำให้เกิดการแปรปรวนด้านอารมณ์ได้ เช่น   การเต้นของหัวใจ   เครียด ซึมเศร้า
     
       สัตถกะวาตะ หมายถึง ลมในร่างกายที่แหลมคมเหมือนศัสตราวุธ ซึ่งเกี่ยวกับระบบประสาทต่างๆ และเส้นเลือดฝอยแตก ตีบตัน หัวใจขาดเลือดหรือเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต อาการปวด อาการชา เป็นต้น
     
       สุมนาวาตะ หมายถึง การไหลเวียนของโลหิตและระบบการทำงานของประสาท สมอง ไขสันหลัง โรคที่เกิดมักเกี่ยวกับการเจ็บหลัง การชัก การกระตุก ความดันโลหิต ลมจากหัวใจ และหลอดเลือดใหญ่ กลางลำตัว
       
       • ธาตุไฟ มักจะเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกิดจากขบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย โดยมีสิ่งที่ควบคุมความเจ็บป่วยของธาตุไฟ 3 ประการคือ
     
       พัทธปิตตะ (ดีในฝัก) หมายถึง ขบวนการผลิตน้ำดีของตับ โรคที่เกิดมักเกี่ยวกับ ระบบน้ำดีภายในถุงน้ำดี ท่อน้ำดีอุดตัน ภาวะการผลิตน้ำดีของตับผิดปกติ ตับอักเสบเกิดอาการตัวเหลือง ตาเหลือง เกิดน้ำดีอักเสบ เป็นนิ่ว เป็นต้น
     
       อพัทธปิตตะ (ดีนอกฝัก) หมายถึง ขบวนการย่อยอาหารโดยน้ำดีหรือน้ำดีในลำไส้ โรคที่เกิดมักเกี่ยวกับการทำงานของน้ำดีในลำไส้ ระบบการย่อยอาหาร อาการคือ จุกเสียด อืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ดีซ่าน เหลืองทั้งตัว ถ่ายเป็นสีเขียว เป็นต้น
     
       กำเดา หมายถึง ความร้อนที่เกิดจากขบวนการเผาผลาญ การทำงานของร่างกาย โรคที่เกิดมักเกี่ยวกับอาการตัวร้อน เป็นไข้ ร้อนใน ติดเชื้อ อักเสบ เจ็บคอ ภูมิแพ้   ไซนัส
     
       (ข้อมูลส่วนหนึ่งจากหนังสือ “คู่มือการดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก” กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข)
     
       ตรวจธาตุเจ้าเรือนจากเดือนเกิด
     
       ธาตุดิน
 คือ คนที่เกิดเดือน 11, 12, 1 หรือ เดือนตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม
     
       ธาตุน้ำ คือ คนที่เกิดเดือน 8, 9, 10 หรือ กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน
     
       ธาตุลม คือ คนที่เกิดเดือน 5, 6, 7 หรือเดือนเมษายน พฤษภาคม มิถุนายน
     
       ธาตุไฟ คือ คนที่เกิดเดือน 2, 3, 4 หรือเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม