วันอังคารที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2556

รักษาอาการไอด้วยสมุนไพรไทยง่ายๆ


อาการไอเป็นอีกอาการหนึ่งที่มักเป็นควบคู่กับอาการอื่นๆ  และทรมานผู้ป่วยมาก ทั้งก่อให้เกิดอาการไอจนนอนไม่หลับ แต่การไอเป็นส่วนหนึ่งของกลไกของปอด ที่ใช้ในการสกัดสิ่งที่บุกรุกเข้ามา จะช่วยขับสิ่งแปลกปลอมที่ติดอยู่ในระบบหายใจ ซึ่งก็คือเสมหะนั่นเอง  ถ้าไอเรื้อรังไม่หายสักที ก็อาจเกิดจากหลายสาเหตุ อาการไอก็มีทั้งไอแห้งและไอที่มีเสมหะ
วิธีรักษาอาการไอที่ดีที่สุดคือ การรักษาที่ต้นเหตุของการไอ แต่ไม่ใช่การกดอาการไว้ เพราะการไอจะช่วยขับเอาเสมหะ และฝุ่นละอองที่ สูดหายใจเข้าไปออกจากปอด หลอดลม และหลอดคอออกมา
เราลองมาดูว่าโบร่ำโบราณใช้ยาสมุนไพรอะไรบ้างเป็นยาแก้ไอ ซึ่งจำแนกได้  3 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่มีสารสำคัญเป็นน้ำมันหอมระเหย ได้แก่ ขิง กระเทียม ดีปลี
กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่มีสารสำคัญเป็นกรด คือ รสเปรี้ยว ตามสรรพคุณยาไทย  รสเปรี้ยวบำรุงธาตุน้ำ กัดเสมหะ ฟอกโลหิต ได้แก่ มะนาว มะขามป้อม
กลุ่มที่ 3 กลุ่มสมุนไพรอื่นๆ ได้แก่ มะแว้งเครือ มะแว้งต้น เพกา มะเขือแจ้หรือมะเขือขื่น
 มะนาว เป็น ยาสมุนไพรครอบจักรวาลก็ว่าได้มีสรรพคุณมากมาย และยังเป็นสมุนไพรที่หาง่าย  แต่บางฤดูกาลก็มีราคาแพงสูงถึงลูกละ 10 บาท เมื่อมีอาการไอระคายคอมักได้รับคำแนะนำให้ฝานมะนาวเป็นชิ้นบางๆ หรือหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าชิ้นเล็กๆ จิ้มเกลือ อมทิ้งไว้สักครูแล้วเคี้ยวกลืน หรือใช้น้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นผสมเกลือเล็กน้อยใช้จิบ ช่วยป้องกันไข้หวัดได้ด้วย  หรือตำรับเก่าแก่ของมนุษย์ทั้งโลกใช้คือใช้น้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งจิบแก้ไอ
มะขามป้อม ใช้ แก้ไอแห้ง ไม่มีเสมหะ มีอาการริมฝีปากแห้ง และรู้สึกร้อนในอก ไอที่มาจากทรวงอกจนเจ็บชายโครง   หรือไอมานานแล้วไม่หาย ใช้ผลสดตำคั้นเอาน้ำดื่มหรือจิบ หรือใช้ผลสดต้มกับน้ำตาลทรายแดง มะขามป้อมมีรสฝาดเปรี้ยวหลังจากกลืนลงคอไปแล้วจะมีรสหวานชุ่มชื่นคอมาก
มะขาม ใช้กัดเสมหะเอามะขามเปียก 3 กรัม จิ้มเกลือรับประทาน หรือนำมะขามเปียกมาต้มกับน้ำ เติมน้ำตาลและเกลือเล็กน้อย จะได้ยาขับเสมหะที่มีรสกลมกล่อม ข้อควรระวัง มะขามเปียกมีฤทธิ์เป็นยาระบายด้วย จึงไม่ควรรับประทานมากเกินไป
ขิง รักษาอาการไอและขับเสมหะ หรือมีเสลดติดที่หลอดลมมากๆ ขิงจะช่วยให้หลอดลมขยายขึ้น   และขับของเหนียวข้นออกมาได้ง่าย  ให้ใช้เหง้าขิงสด ประมาณ 60 กรัม น้ำตาลทราย   30 กรัม ใส่น้ำ 3 แก้ว นำไปต้มให้เหลือครึ่งแก้ว แล้วจิบกินตอนอุ่นๆ หรือใช้ฝนกันน้ำมะนาวแทรกเกลือใช้กวาดคอหรือจิบบ่อยๆ ใช้รักษาอาการไอเรื้อรัง ให้เอาน้ำที่คั้นจากเหง้าสด ประมาณ 1 ลิตร ผสมน้ำผึ้งประมาณ 500 กรัม เคี่ยวในกระทะทองเหลือง  ทำจนน้ำระเหยไปหมด แล้วจึงเอามาปั้นเป็นเม็ดเท่าลูกพุทราจีนใช้อม
กระเทียม ใช้ กระเทียมและขิงสดอย่างละเท่ากัน ตำละเอียดละลายกับน้ำอ้อยสด คั้นน้ำจิบแก้ไอขับเสมหะและทำให้เสมหะแห้งหรือคั้นกระเทียมกับน้ำมะนาวเติม เกลือใช้จิบหรือกวาดคอก็ได้ กระเจี๊ยบแดง  ใช้กลีบเลี้ยงดอกสดหรือแห้งประมาณ 1-2 กรัมมือต้มกับน้ำ เติมน้ำตาลและเหลือใช้จิบบ่อยๆ ช่วยให้ชุ่มชื้นคอ ดีปลี  ใช้แก้อาการไอมีเสมหะ ควรใช้ดีปลีประมาณครึ่งผล ตำละเอียดเติมน้ำมะนาวและเกลือเล็กน้อย  กวาดคอหรือจิบบ่อยๆ
ดีปลี รสเผ็ดร้อนมีสรรพคุณช่วยขับเสมหะ ใช้ผลแก่ของดีปลีประมาณ 1/2-1 ผล ฝนกับน้ำมะนาว เติมเกลือนิดหน่อย กวาดลิ้นหรือจิบ บ่อยๆ
มะแว้ง ต้น/เครือ ปัจจุบันมะแว้งได้รับการพัฒนาจากองค์การเภสัชกรรม ผลิตและจำหน่ายยาอมมะแว้ง  สรรพคุณช่วยแก้ไอและชุ่มคอ แต่เราสามารถใช้ในรูปของอาหารและยาได้ โดยใช้ผลสดตำกับน้ำพริกหรือใช้รับประทานเป็นผักเคียงกับน้ำพริก ถือเป็นการใช้ในรูปแบบอาหารเป็นยา  หรือใช้ผลมะแว้งเครือ/ต้นสด 5-6 ผล ล้างให้สะอาดเคี้ยวอมไว้ กลืนเฉพาะน้ำจนหมดรสขมแล้วคายทิ้ง  หรือใช้ผลสด 5-10 ผล โขลกพอแตกคั้นเอาแต่น้ำใส่เกลือเล็กน้อย จิบบ่อยๆ เวลาไอ
เพกา เมล็ดเพกาเป็นส่วนประกอบอย่างหนึ่งใน "น้ำจับเลี้ยง" ของคนจีน ใช้ดื่มแก้ร้อนใน เมล็ดเพกามีสรรพคุณเป็นยาแก้ไอ และขับ เสมหะ โดยใช้เมล็ดเพกาประมาณ 1/2-1 กำมือ (หนัก 1.5-3 กรัม) ต้มกับน้ำประมาณ 300 มิลลิลิตร ตั้งไฟอ่อนๆ ต้มให้เดือดนานประมาณ 1 ชั่วโมง ใช้ดื่มเป็นยาวันละ 3 ครั้ง
มะเขือแจ้หรือมะเขือขื่น อาจ ไม่เป็นที่รู้จักมากนัก เพราะเรามักจะบริโภคมะเขือเปราะมะเขือยาวมากกว่า  มะเขือแจ้เมื่อผลแก้จัดมีสีเหลือง นิยมทานกับน้ำพริก ก่อนเอามาทานจะเอามาแช่น้ำเกลือก่อนเพื่อให้กรอบและทานง่าย ถ้าไอเรื้อรังยาวนานหรือไอถึงขั้นปัสสาวะรด ใช้ยาตัวนี้โดยเอารากมาล้างให้สะอาดแช่น้ำฝนหรือน้ำต้มสุกใช้ดื่ม วันแรกอาจดูเหมือนดื่มน้ำเปล่า  แต่พอวันที่ 2-3 ตัวยาจะมีรสขมขึ้นเรื่อยๆ ก็อาจลดปริมาณน้อยลง และจะช่วยให้อาการไอมานานนับเดือนนั้นหายเป็นปลิดทิ้ง
สับปะรด  แก้ไอในอาการคอแห้งคั้นเอาน้ำผสมเกลือเล็กน้อยจิบ หรือทานทั้งผลก็ได้ สับประรดมีรสเปรี้ยวอมหวานช่วยให้ชุ่มคอ 
รับมือกับอาการไออย่างง่ายๆ ไม่ต้องวิตกกังวลมาก และยังมีอาการและโรคอื่นๆ  ที่มาพร้อมกับไอคือ อาการคัดจมูก ถ้าไม่มีวิกวาโปรับ ก็ใช้หอมแดงทุบพอบุบๆ  ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าบางๆ วางไว้ใกล้หมอนจะช่วยลดอาการทรมานจากการคัดจมูกลงได้  ในพื้นที่ที่ห่างไกลยาและหมอแล้ว ยาสมุนไพรมีความจำเป็นมาก เพราะหาได้ง่ายตามท้องถิ่น  และพร้อมหยิบใช้ประโยชน์ได้อย่างง่ายๆ เพียงเราเรียนรู้คุณค่าและวิธีการนำไปใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง.

สำหรับการคัดจมูก ให้ใช้น้ำมันยูคาลิปตัส (ซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป) หยดลงหมอนคะ หรือไม่ก็ใช้หอมแดงทุบห่อด้วยผ้าบางๆ วางไว้ใกล้หมอน เวลานอน แค่นี้ก็ช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้นแล้วละค่ะ

วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556

หทัย หมาย "ใจ"


หทัย หมาย "ใจ"
ศาสตร์อันลึกซึ้งของการแพทย์แผนไทยแต่โบราณมา

โดย นายคมสัน ทินกร ณ อยุธยา (แพทย์แผนไทย ในประเภท ก.)

หทัยในที่นี้คือใจ มิได้หมายถึงเนื้อหัวใจหรือหทยัง เมื่อเกิดสภาวะทางใจไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีจะเกิดกำเดา
หมายความร้อนขึ้น และจักเกิดลมตามมา ระบบปิตตะและระบบวาตะจะเริ่มทำงานมากขึ้นและพลุ่งขึ้นบนเป็น
แนวเส้นตรงนับแต่ช่องท้องผ่านขึ้นบนไปถึงศีรษะพัดพาระบบเสมหะหมายโลหิตังขึ้นเบื้องบน ก่อให้เกิดอาการ

๑. ไอกำเดาอุ่นกายจะมากกว่าปรกติและพลุ่งขึ้นบนจนถึงศีรษะ
๒. ลมอุทังคมาวาตาจักบังเกิดตามไอกำเดาในชั่วเวลาต่อเนื่องกันไป และพลุ่งขึ้นบน
๓. จักทำให้เกิดเป็น หทัยวาตะ พัดเข้าหทยัง ส่งผลให้ชีพจรเต้นเร็วและแรงตามสภาวะทางใจนั้น
๔. กำเดาพัดถึงศีรษะทำให้หน้าแดง ตาแดง ตาลาย ตาพร่า ศีรษะร้อน
๕. ลมอุทังคมาวาตาพัดถึงศีรษะทำให้หูดับ ลมออกหู ดันศีรษะทำให้หนักๆ
๖. เนื้อตัวจะร้อนอย่างรวดเร็วจนสภาวะทางใจนั้นดับไป
๗. โลหิตังจะพุ่งขึ้นบนอย่างรวดเร็วหากมีตะกรันแทรกในเนื้อโลหิตอาจเกิดอาการอัมพฤกษ์-อัมพาตได้
๘. หากลมอันบังเกิดวิ่งตามแนวเส้นกองสมุนาจักขึ้นถึงชิวหาสดมภ์ เกิดอัมพฤกษ์ชั่วคราว
๙. เกิดอาการหน้ามืด,ตาลาย,วิงเวียน,เป็นลม,หมดสติได้

หทัยหมายใจ สภาวะความเครียด,ความวิตกกังวล,ความหดหู่,ความเศร้า,ความเสียใจ,ความดีใจ
ความปิติ,ความโมโห,ความอิจฉาริษยา,ความอยากได้อยากมีแล้วไม่ได้,ความพลัดพรากจากกัน ฯลฯ
สภาวะเหล่านี้อาจทำให้เกิดกำเดาอีกชนิดหนึ่งก็ได้เรียก "กำเดาระส่ำระส่าย" ลางทีตัวร้อน ลางทีตัวเย็น
ชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอเดี๋ยวแรงเดี๋ยวอ่อนสลับกันไป ตามกำเดาที่ระส่ำนั้น แพทย์โบราณว่า หากเกิดกำเดา
ระส่ำระส่าย จักเกิดลมสวิงสวาย นอนหลับกระสับกระส่าย เป็นภาวะที่ไม่นิ่งตามสภาวะทางใจทึ่ไม่นิ่งนั้น
เกิดกำเดากำเริบ กำเดาหย่อนสลับกันไปมา และทุกอย่างจะหยุดเมื่อสภาวะทางอารมณ์คลายลงบรรเทาลง
ตำรับยารสเย็น อันปรุงขึ้นจากสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมและมีสรรพคุณเย็น ย่อมบรรเทาซึ่งอาการทางสภาวะ
อารมณ์ใจ ทำให้ใจสงบใจเบิกบานชื่นใจ ทำให้ใจชุ่มชื่น ที่สำคัญทำให้กำเดาอุ่นกายอันบังเกิดแต่ใจหย่อนลง
และต้องไม่ใช่ตำรับยาที่ปรุงจากสมุนไพรรสขมมากนัก ด้วยอาการที่เกิดเป็นอาการทางใจมิใช่อาการทางกาย
ต้องใช้กลิ่นหอมมาสัมผัสอาการทางใจเกิดสุนทรียทางกลิ่นสัมผัส 
นับได้ว่าแพทย์แต่โบราณมารู้จักความเป็นจริงแห่งธรรมชาติอย่างถ่องแท้ ช่างล้ำลึกและชาญฉลาดยิ่งนัก นำความรู้แห่งธรรมชาติมาปรุงเป็นตำรับยาหอมบำรุงหทัยให้สดชื่นเบิกบาน รู้จักนำความหอมมาทำเป็นยา ไปจนกระทั่งแม้แต่น้ำกระสายยายังใช้น้ำลอยดอกไม้หอม น้ำดอกไม้เทศ มาผสมกับยาหรือดื่มไปพร้อมกับยา ช่างละเอียดลออยิ่งนักในภูมิรู้นี้
รสหอมเย็นไม่ได้แก้หรือบรรเทาอาการหรือโรคทางหัวใจ แต่เป็นยารักษาใจ รักษาอารมณ์ รักษาหทัย
มิให้ "หทยัง" เสื่อมไปต่างหาก ตำรับยาหอมสำหรับลมอุทังคมาวาตาและลมหทัยวาตะ จะปรุงด้วยความ ละเมียดละไมเลือกใช้แต่สมุนไพรประเภทดอกไม้เป็นส่วนมาก ของหอมบรรดามีทั้งชมดเช็ด ชมดเชียง พิมเสนในปล้องไม้ไผ่ หญ้าฝรั่น ถูกผสมผสานด้วยน้ำกระสายยาที่ปรุงจากของหอมนานาชนิดเข้าไปอีกแล้วบดจนเป็นผงละเอียดมาก ทานกับน้ำดอกไม้หอม หรือเพียงแค่ดมก็ชื่นใจแล้ว

คงปรุงตำรับยาขนานนี้ได้อย่างลำบากมากในปัจจุบันนี้ จึงขอแนะนำให้ปรุงน้ำกระสายยาทดแทนถึงแม้มีสรรพคุณไม่ทัดเทียมแต่ก็ช่วยบรรเทาได้บ้าง


ตำรับน้ำกระสายยา ดอกไม้หอม

ส่วนประกอบสมุนไพร กุหลาบมอญสด,มะลิลาหรือมะลิซ้อนสด,เกสรบัวหลวง,กระดังงาหรือการะเวกสด

(ใช้ดอกไม้หอมได้นานาชนิดแล้วแต่หาได้)

วิธีทำ นำดอกไม้แต่ละชนิดแยกชนิดกันมาลอยบนน้ำสะอาดเพียงห่างๆ ทิ้งชั่วคืนเมื่อเข้าหัวรุ่ง

นำกรองให้สะอาดแล้วผสมเข้าด้วยกัน

วิธีใช้ ใช้ทานพร้อมยาหอมเทพจิตร 


ตำรับน้ำกระสายยา บำรุงอารมณ์แห่งใจ


ส่วนประกอบสมุนไพร ขอนดอก(จากไม้พิกุลล้ม),เกสรบัวหลวง,รากระย่อมสะตุ,เกสรทั้งห้า,ใบย่านาง

ดอกขี้เหล็ก,ดอกสะเดา (แห้งหรือสดก็ได้) หากเป็นรสขมให้ใช้แต่น้อย

วิธีทำ นำลงต้มในน้ำซาวข้าวหรือน้ำสะอาดก็ได้ ให้เจือใบชาจีนไปนิดหน่อย

วิธีใช้ จิบเฉกจิบชาอุ่นๆทำให้ใจสงบนิ่ง 
**********************************************

วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556

รสและสรรพคุณของสมุนไพร


" รสชาติบอกสรรพคุณ สรรพคุณบอกรสชาติ "
กลไกการออกฤทธิ์ของรสสมุนไพร
ในแบบฉบับแห่งการแพทย์แผนไทยแต่ดั้งเดิม
( ตอนที่๑.) รสฝาด,หวาน,มัน

รสชาติของสมุนไพรแต่ละชนิดบ่งบอกถึงสรรพคุณแห่งสมุนไพรชนิดนั้น ในขณะเดียวกันหากเรารู้สรรพคุณ
ของสมุนไพรชนิดนั้น เราก็จะบอกได้ทันทีว่าสมุนไพรชนิดนั้นมีรสใดโดยไม่ต้องชิม ภูมิปัญญานี้ช่างวิเศษนักใช้
ประโยชน์ได้หลายสถานดังนี้
๑. รู้รส รู้สรรพคุณ รู้สรรพคุณ รู้รส รู้หนึ่งสิ่งรู้อีกสิ่ง ไม่รู้สองสิ่ง ไม่รู้สิ่งใดเลย
๒. เมื่อรู้สรรพคุณ ทำให้แพทย์นำมาปรุงเป็นตำรับยาได้
๓. รู้คุณแห่งรส ย่อมรู้โทษแห่งสรรพคุณของรสนั้น รสสมุนไพรแสลงอาการหรือโรค
๔. รู้สรรพคุณ ย่อมรู้ว่าสมุนไพรนั้นชอบกับโรคและอาการใด โดยพิจารณาจากรส
๕. รู้รส รู้สรรพคุณ รู้อาหารแสลงโรค รู้อาหารผิดสำแดง รู้อาหารชอบกับโรค
ในทางคัมภีร์การแพทย์แผนไทยบ่งบอกเพียงสรรพคุณเภสัช แต่มิได้แจ้งว่าเภสัชนั้นมีสรรพคุณวิธีเช่นไร
เพื่อให้บังเกิดผลนั้นตามมาภายหลัง คือบอกแต่ผล มิได้บอกเหตุแห่งผลนั้น แพทย์จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง
ศึกษาเหตุที่ทำให้เกิดผลของรสสมุนไพรนั้นมิใช่ทราบเพียงแต่ผลโดยไม่เข้าใจเหตุ เพราะเมื่อไม่ทราบก็จักปรุง
ตำรับยาตามผลของสมุนไพรนั้น โดยขาดสาระแห่งเหตุทำให้ประสิทธิภาพแห่งตำรับยาเกิดประสิทธิผลได้น้อย
ปัจจุบันเราเรียกเหตุแห่งผลนั้นว่า "กลไกการออกฤทธิ์" ของรสซึ่งก่อให้เกิดสรรพคุณตามมา จักขออรรถาธิ
บายเหตุแห่งรสดังต่อไปนี้

รสฝาด
กลไกการออกฤทธิ์ ฝาด มีลักษณะรสที่แห้งเฝื่อนขื่นแต่ไม่ขม ทำให้เสมหะที่กำเริบงวดลง เมื่อเสมหะแห้งจักเกิดกำเดาตามมา ทำสิ่งที่เปียกให้แห้งลง ฝาดจึงทำให้น้ำแห้ง เกิดไฟเกิดลมตามมา

สรรพคุณ ฝาดจึงมีลักษณะสมานเสมหะที่กำเริบ ปิตตะที่หย่อนมากขึ้น ลมที่หย่อนจะเพิ่มขึ้น 
ประโยชน์ สมานเสมหะ ปิดบาดแผลทั้งภายในและภายนอก ที่มีบุพโพเสียบังเกิด ใช้ปิดโลหิตเน่าร้าย ปิดระดูที่มีมากเกิน ปิดศอ,อุระ,คูถเสมหะที่กำเริบบังเกิดเสลด
สมานปิตตะ ปิดไข้เพื่อดี ไข้เพื่อเสมหะ และไข้เพื่อลม 
สมานวาตะ ปิดลมที่หย่อนจากเหตุที่น้ำกำเริบ

โทษ กับอาการหรือโรคที่ทำให้ เสมหะกำเริบ ปิตตะหย่อน วาตะหย่อน

รสหวาน 
กลไกการออกฤทธิ์ หวาน มีลักษณะรสที่ชุ่มเย็น ทำให้เกิดเสมหะ โบราณว่าหวานทำให้เกิดโลหิต และ
โลหิตนั้นไปหล่อเลี้ยงมังสะ หมายที่อวัยวะภายในและภายนอก หรือหวานนั้นทำให้เกิดพลังงาน และพลังงานไปหล่อเลี้ยงมังสะอีกที รสหวานจึงไม่ได้บำรุงเนื้อแต่ทำให้เกิดพลังงานไปบำรุงเนื้อต่างหาก

สรรพคุณ หวานบำรุงธาตุดิน ๒๐ ส่วนด้วยเสมหะโลหิตัง และเมื่อระบบปิตตะกำเริบนั้นเสมหะจะหย่อนไปวาตะจะกำเริบตาม แต่รสหวานจะไปช่วยทำให้เกิดเสมหะผ่อนกำเดาของระบบปิตตะลง วาตะจึงหย่อนตาม ลมจึงหย่อนลงในที่สุด

ประโยชน์ บำรุงเสมหะ ด้วยกลไกความชุ่มเย็น ลดกำเดาอันเกิดแต่ภาวะระบบปิตตะกำเริบ ลดลมอันเกิดแต่ภาวะระบบวาตะกำเริบจากระบบปิตตะที่กำเริบอยู่ก่อน

โทษ แสลงกับอาการเสมหะกำเริบทุกชนิด แสลงกับอาการทางระบบปิตตะหย่อน
แสลงกับอาการทางวาตะหย่อนกระทำให้กองลมลงล่างหย่อนตาม

รสมัน
กลไกการออกฤทธิ์ มัน มีลักษณะรสที่เหนียวหนึบยึดติด ดั่งคำที่ว่า "กินมันติดเหงือก กินเผือกติดฟัน"มีภาวะเชื่อมติดสิ่งที่แตกร้าว,เปราะหัก,เสื่อมไป เช่นกระดูกร้าว,กระดูกเสื่อม ผังผืด,เส้นเอ็น,กล้ามเนื้อ ที่ขาดออกขยายออกหรือเสื่อมไป

สรรพคุณ เชื่อมประสานธาตุดิน ๒๐ ส่วน ที่ประกอบไปด้วย กระดูก,กล้ามเนื้อ,เส้นเอ็น,ผังผืด เยื่อกระดูกและกระดูก แต่กระทำให้ธาตุน้ำข้นหนืด ธาตุไฟจักกำเริบได้

ประโยชน์ ธาตุดิน เชื่อมประสานให้ยึดเกาะกัน
ธาตุน้ำ ทำให้น้ำหนืดข้นขึ้น หากน้ำนั้นใสไปไม่บริบูรณ์
ธาตุลม ทำให้เกิดลมแล่นทั่วกายมากขึ้นจากธาตุไฟที่มากขึ้น
ธาตุไฟ ทำให้ไฟมากขึ้น ด้วยเหตุที่เสมหะข้นขึ้น

โทษ แสลงกับอาการทางไฟธาตุนั้นกำเริบ
แสลงกับอาการทางธาตุน้ำที่มีความหนืดข้นอยู่แล้ว แสลงกับอาการทางธาตุลม ที่ระบบวาตะกำเริบอยู่


โดย อ.คมสัน ทินกร ณ อยุธยา


**************************

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การตรวจร่างกายเวชกรรมไทย





http://youtu.be/Dj_215hS1Lo   ตอนที่2/5

http://youtu.be/4OeQP4_yKzY    ตอนที่3/5

http://youtu.be/nzMUmUW2UWY    ตอนที่4/5

http://youtu.be/I9jxEx_kZyE    ตอนที่ 5/5

วันอังคารที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

รักษาอาการไอ


วิธีรักษาอาการไอที่ดีที่สุดคือ การรักษาที่ต้นเหตุของการไอ แต่ไม่ใช่การกดอาการไว้ เพราะการไอจะช่วยขับเอาเสมหะ และฝุ่นละอองที่ สูดหายใจเข้าไปออกจากปอด หลอดลม และหลอดคอออกมา
รักษาไอให้ถูกวิธี
เมื่อเริ่มมีอาการไอ คนส่วนใหญ่มักรีบสรรหายาแก้ไอสารพัดยี่ห้อมากิน ซึ่งนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว บางครั้งยังส่งผลข้างเคียงอื่นๆ ตามมา ทางที่ดีที่สุดควรแก้ด้วยวิธีที่ปลอดภัยดังนี้ค่ะ

1.
ควรปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบตัว โดยพยายามอยู่ในบริเวณที่มีอากาศไม่เย็น ไม่มีฝุ่นละออง

2.
อาการไอแบบมีเสมหะ จะเป็นการดึงมูกออกจากเนื้อเยื่อ ควรนอนหนุนหมอนให้ศีรษะสูงกว่าลำตัว หรือในลักษณะกึ่งนอนกึ่งนั่ง เพื่อช่วยให้การหายใจคล่องขึ้น เมื่ออาการดีขึ้นแล้วจึงค่อยนอนราบตามปกติสมุนไพรที่ใช้ เช่นมะแว้งเป็นต้น

3.
ถ้ามีอาการไอแบบแห้ง จนไม่สามารถนอนหลับพักผ่อนได้ ควรใช้ยาสมุนไพรที่มีลักษณะข้น เพื่อเป็นการเคลือบคอ และบรรเทาอาการปวด สมุนไพรที่ใช้ เช่นรากชะเอม


ยาที่ช่วยบรรเทาอาการไอ

อาการไอเป็นอีกอาการหนึ่งที่มักเป็นควบคู่กับอาการอื่นๆ  และทรมานผู้ป่วยมาก ทั้งก่อให้เกิดอาการไอจนนอนไม่หลับ แต่การไอจะช่วยขับสิ่งแปลกปลอมที่ติดอยู่ในระบบหายใจ ซึ่งก็คือเสมหะนั่นเอง  ถ้าไอเรื้อรังไม่หายสักที ก็อาจเกิดจากหลายสาเหตุ อาการไอก็มีทั้งไอแห้งและไอที่มีเสมหะ  ยาที่ใช้แก้ไอ หรือบรรเทาอาการไอ

ในเด็กเล็กไม่ควรให้ทานยากลุ่มที่ออกฤทธิ์กดศูนย์ไอ ยาส่วนใหญ่ที่เลือกใช้จึงเป็นยาขับเสมหะและละลายเสมหะ


ยารักษากลุ่มอาการทางระบบทางเดินหายใจ
1 ยาบรรเทาอาการไอ
ลำดับ
ชื่อยา
ข้อบ่งใช้
ขนาดและวิธีใช้
1
ยาแก้ไอ
พื้นบ้านอีสาน
บรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ
จิบ เมื่อมีอาการไอ ทุก 4 ชั่วโมง
2
ยาตรีผลา
บรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ
รับประทานครั้งละ 1-2 กรัม ชงน้ำร้อน ประมาณ
120-200 มล. ทิ้งไว้ 3-5 นาที ดื่มในขณะยังอุ่น
3
ยาประสะมะแว้ง
บรรเทาอาการไอ มีเสมหะ ทำให้ชุ่มคอ ช่วยขับเสมะหะ
ผู้ใหญ่รับประทานครั้งละ 1-1.4 กรัม
เด็กอายุ 6-12 ปี ครั้งละ 200-400 มก.
เมื่อมีอาการ ละลายน้ำมะนาวแทรกเกลือ
4
ยาอำมฤควาที
บรรเทาอาการไอ ขับเสมหะ
ผู้ใหญ่รับประทานครั้งละ 1 กรัม
เด็กอายุ 6-12 ปี ครั้งละ 500 มก. ละลายน้ำกระสายยาเมื่อมีอาการ

                              ข้อแตกต่างของยาแก้ไอระหว่าง ยาอำมฤควาทีกับยาประสะมะแว้ง

อาการ
ยาอำมฤควาที
ยาประสะมะแว้ง
 ตัวยาสำคัญ
รากชะเอมเทศ
มะแว้งต้น, มะแว้งเครือ
บรรเทาอาการไอ
/
/
มีเสมหะ

/
ทำให้ชุ่มคอ

/
ขับเสมหะ
/
/

*ถ้าไอแห้ง (ไม่มีเสมหะ) อาจเกิดจากการแพ้ฝุ่น แพ้ควันบุหรี่ หรือควันไอเสียรถยนต์ ระคายคอ แพ้อากาศ เป็นหวัดต้องใช้ยาแก้ไอที่มี รากชะเอมเทศ จะช่วยให้ชุ่มคอขึ้น ละลายเสมหะให้ออกมาง่ายขึ้นค่ะ

*แต่ถ้าไอเปียก (ไอมีเสมหะ) ให้หลีกเลี่ยงการใช้กลุ่มยาระงับการไอ เนื่องจากร่างกายต้องการขับเอาเสมหะหรือเสลดที่เกิดจาก การอักเสบของหลอดลมหรือเนื้อปอดออกมา (ในเสลดจะมีเชื้อโรคต้นเหตุปนเปื้อนอยู่ด้วย) ยิ่งขับออกได้มากเท่าไรก็ยิ่งดี จะช่วยให้ทางเดินหายใจโล่ง และโรคทุเลาเร็วขึ้น ในการขับเสมหะออกมา วิธีที่ปลอดภัยและราคาถูกที่สุด ก็คือ การดื่มน้ำอุ่นมากๆ (วันละ ๑๐-๑๕ แก้ว) และการเคาะปอด โดยการใช้ฝ่ามือเคาะหรือตบเบาๆ ที่บริเวณสะบัก เพื่อให้เสมหะมีการรวมตัวและระบายออกได้ดีขึ้น ขอแนะนำให้ถามหมอช่วยสอนวิธีเคาะปอดให้ จะได้ปฏิบัติได้ถูกต้องหรือจะใช้ยาแก้ไอที่มี ผลมะแว้งช่วยก็ได้เพราะจะทำให้เสลดแห้งลงและขับออกได้ดีขึ้นด้วย

***คราวหน้าจะนำสมุนไพรที่ใช้แก้อาการไอมาฝากค่ะ***

วันจันทร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ข้าวเหนียวดำช่วยชะลอวัย**


คนไทยโบราณบอกว่า ข้าวเหนียว มีคุณสมบัติออกฤทธิ์ร้อน มีหลายสายพันธุ์ แต่ที่คนส่วนใหญ่นิยมมีอยู่สองสี คือ ข้าวเหนียวสีขาวและข้าวเหนียวสีดำ 
          ข้าวเหนียวกัญญา(ข้าวเหนียวดำ) เป็นพันธ์ข้าวที่มีใบดำ เมล็ดสั้นเนื้อข้าวสีดำมัน  มีรสออกมันและขมเล็กน้อย ใช้เป็นยาบำรุงโลหิต และเข้าตัวยาสำหรับหญิงตั้งครรภ์ในเดือนแรกแล้วมีอาการแพ้ท้องในคัมภีร์ปฐมจินดา  
ลักษณะพิเศษของข้าวเหนียวเมล็ดสีดำ (คนเหนือเรียกว่า"ข้าวก่ำ") คือ จะมีสารอาหาร ที่เป็นประโยชน์มากกว่าข้าวเหนียวขาว สารอาหารที่ว่า คือ “โอพีซี"(OPC) มีสรรพคุณช่วยชะลอการแก่ก่อนวัย และความเสื่อมถอยของร่างกาย โดยสารโอพีซีที่พบในข้าวเหนียวดำ เป็นสารชนิดเดียวกับสารสกัดที่ได้ จากองุ่นดำองุ่นแดง เปลือกสน
สีของข้าวเหล่านี้เกิดจากรงควัตถุหรือสารให้สี ที่มีชื่อว่า แอนโธไซยานิน ซึ่งมีคุณสมบัติในการต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ช่วยในการหมุนเวียนของกระแสโลหิต ชะลอคงามเสื่อมของเซลส์ร่างกาย คือมีกลุ่มสารต้านอนุมูลอิสระสูง ต้านโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี ช่วยยับยั้งไม่ให้เลือดจับเป็นก้อน จึงช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ เล้นเลือดอุดตันในสมอง
          นอกจากนี้ยังมีกลุ่มสารแกมม่า-โอไรซานอล ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนในร่างกาย ทำให้ร่างกายเจริญเติบโต สร้างภูมิต้านทานและบำบัดโรคเรื้อรังต่างๆได้อาทิ โรคความาจำเสื่อม มะเร็ง เบาหวาน หัวใจ อัมพฤกษ์ ความดันโลหิตสูง รวมถึงโรคในระบบประสาทต่างๆ ช่วยให้จิตสงบ นอนหลับ และยังมีธาตุเหล็กสูง วิตามิน เกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย บำรุงสขภาพเส้นผมและหนังศรีษะ ช่วยลดการหลุดร่วง แตกหัก ช่วยให้ผมดำรากผมแข็งแรง และกระตุ้นให้ผมงอกได้เร็วขึ้น

สาวไทยเมื่อครั้งอดีต นำมาช่วยบำรุงผิวพรรณให้เนียนขึ้นโดยการนำข้าวสารเหนียวแช่น้ำให้นุ่ม ผสมกับใบตำลึงอ่อน สัดส่วน 1 ต่อ 1 ตำให้ละเอียด นำมาพอกผิวหน้า ผิวกายทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็นเพื่อช่วยลดริ้วรอยจุดด่างดำให้จางหายไป
******************************

คุณประเสริฐ ภูมิสิงห์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องข้าวเป็นยารักษาโรค ชมรมการแพทย์พื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานี ได้แนะนำองค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการนำข้าวมาเป็นยารักษาโรค 
ป่วยเมื่อไหร่ หยิบ 8 ตำรับยาง่าย ๆ จากข้าว ลองใช้เพื่อการบำบัดอาการกันดู 

1.น้ำซาวข้าว รักษาโรคพิษงูสวัด
ส่วนผสม น้ำซาวข้าว 1 ถ้วย ใบเสลดพังพอน 10 ใบ 
วิธีทำ  ล้างใบเสลดพังพอนให้สะอาด นำมาตำให้ละเอียด จากนั้นนำไปผสมกับน้ำซาวข้าวที่เตรียมไว้ 
เมื่อผสมยาจนเข้ากันแล้วจะมีลักษณะเป็นน้ำข้นเหนียวสีเขียว ทิ้งไว้ให้แห้งก็นำไปทาได้เรื่อย ๆ
สรรพคุณ
 ดูดพิษงูสวัด ถอนพิษจากสัตว์มีพิษ เช่น งู แมงมุม แมงป่อง ตะขาบ หรือแมงกัดต่อย นอกจากนี้ยังช่วยดูดพิษจาก
แผลอักเสบและพิษจากเห็ดได้อีกด้วย

2.ข้าวจี่ รักษาฝีหนอง
ส่วนผสม
 ข้าวสุก 1 ปั้น น้ำซาวข้าว 1 ถ้วย ใบลำโพง 10 ใบ 
วิธีทำ ล้างใบลำโพงให้สะอาด นำมาตำให้ละเอียด จากนั้นนำข้าวสุกไปจี่ไฟให้ดำ นำมาตำพร้อมกับใส่ 
ใบลำโพงที่เตรียมไว้ ผสมกับน้ำซาวข้าว เมื่อผสมยาจนเข้ากันแล้ว ทิ้งไว้ให้แห้งก็นำไปใช้ได้เลย
สรรพคุณ
 ใช้พอกบริเวณที่เป็นฝี ช่วยดูดพิษฝีหนอง นอกจากนี้ยังช่วยดูดพิษจากอีสุกอีใสได้อีกด้วย

3.น้ำซาวข้าวผสมขิงรักษาผดผื่นแดง และอาการคัน
ส่วนผสม  ขิงแก่สด 2 ถ้วย น้ำซาวข้าว 1 ถ้วย
วิธีทำ ล้างขิงให้สะอาด นำมาตำให้ละเอียดโดยไม่ต้องขูดเปลือกทิ้ง จากนั้นนำไปผสมกับน้ำซาวข้าวที่
เตรียมไว้ เมื่อผสมยาจนเข้ากันแล้ว แล้วจะมีลักษณะเป็นน้ำข้นสีเหลือง ทิ้งไว้สักครู่ก็นำไปทาได้เรื่อย ๆ
สรรพคุณ
 ใช้ทาบริเวณที่เป็นผด ผื่นแดง ช่วยบรรเทาอาการคันได้ดี

 4.น้ำข้าวตังก้นหม้อ แก้ปัญหาอาหารไม่ย่อย
ส่วนผสม
 ข้าวตังก้นหม้อ 1 ถ้วย น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ หุงข้าวแบบเช็ดน้ำนำข้าวตรงก้นหม้อที่สุกจนเกือบไหม้ติดก้นหม้อไปต้มให้เดือดแล้วลดไฟลง 
เคี่ยวด้วยไฟอ่อนประมาณ 3 นาที เติมน้ำมะนาวลงไป ได้เป็นน้ำข้าวตังเทน้ำข้าวตังที่ได้ใส่หม้อหรือ
เหยือกน้ำรินดื่มได้ตลอดวัน
สรรพคุณ
 ใช้ดื่มแก้หิวกระหาย บำรุงกำลังและช่วยกระตุ้นน้ำย่อย แก้ปัญหาอาหารไม่ย่อยได้ดี

 5.น้ำนมข้าว ช่วยฟื้นไข้ แก้อาการอ่อนเพลีย
ส่วนผสม
 รวงข้าวอ่อน 1 กำมือ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
 วิธีทำ ล้างรวงข้าวอ่อนให้สะอาด นำมาทุบให้บุบแล้วตัดเป็นท่อนสั้น ๆ ประมาณ 1 นิ้ว ต้มรวงข้าวกับ
น้ำให้เดือดแล้วเคี่ยวด้วยไฟอ่อน ๆ ประมาณ 10 นาที ค่อย ๆ เติมน้ำผึ้งลงไป ต้มต่ออีกสักครู่ แล้วเท
น้ำนมข้าวใส่เหยือกน้ำ รินดื่มได้ตลอดวัน
สรรพคุณ
 ดื่มแก้อ่อนเพลีย เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งฟื้นไข้ ดื่มแล้วจะหายเร็ว หรือนำน้ำนมข้าวผสมกับนมวัว เป็นยา
บำรุงกำลังได้เช่นกัน

6.น้ำรากข้าวเหนียว แก้ไอ ละลายเสมหะ
ส่วนผสม
 รากข้าวเหนียวแห้ง 1 ถ้วย น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ ล้างรากข้าวเหนียวให้สะอาด นำไปตากแดดให้แห้งตัดเป็นท่อนสั้น ๆ ประมาณ 1 นิ้ว ต้มราก
ข้าวเหนียวแห้งกับน้ำให้เดือด แล้วเคี่ยวด้วยไฟอ่อน ๆ ประมาณ 5 นาที ค่อย ๆ เติมน้ำผึ้งลงไป ต้มต่อ
อีกสักครู่ จะได้น้ำรากข้าวเหนียวที่มีรสชุ่มคอ จากนั้นเทน้ำรากข้าวเหนียวใส่เหยือกน้ำรินดื่มเวลาที่มีเสมหะ
 สรรพคุณ
 ดื่มแก้ไอ ละลายเสมหะ บรรเทาอาการเจ็บคอและช่วยกระตุ้นน้ำลาย นอกจากนี้ยังช่วยแก้เหงื่อออกมากได้อีกด้วย

7.น้ำข้าวกล้องกับใบฝรั่งรวมพลังแก้ท้องเสีย ท้องร่วง
ส่วนผสม
 ข้าวกล้อง 1 ถ้วย ใบฝรั่ง 7 ใบ เกลือป่น 1 ช้อนชา น้ำ 1 ลิตร
วิธีทำ ล้างรากข้าวเหนียวให้สะอาด นำมาต้มรวมกับข้าวกล้องพอน้ำเดือดให้ลดไฟลง เคี่ยวไปเรื่อย ๆ 
จนน้ำเหลือประมาณครึ่งหนึ่ง เติมเกลือลงไป กรองเอากากออก เก็บไว้แบ่งดื่ม เช้า กลางวัน เย็น จนกว่า
จะหายท้องเสีย
สรรพคุณ
 ดื่มแก้ท้องเสีย ท้องร่วง นอกจากนี้ยังช่วยกำจัดสารพิษที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ได้อีกด้วย

8.ข้าวดอกมะขาม ขับเลือดลม แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ ส่วนผสม
 ข้าวดอกมะขาม 1 ถ้วย น้ำ 1 ลิตร
วิธีทำ นำข้าวดอกมะขามมาทั้งรวง (มีสีเหลืองนวลคล้ายดอกมะขามและมีลายในเมล็ดข้าว) ทุบให้บุบ
แล้วตัดเป็นท่อนสั้น ๆ ประมาณ 1 นิ้ว ต้มข้าวดอกมะขามกับน้ำให้เดือดเคี่ยวด้วยไฟอ่อน ๆ ประมาณ 
20 นาที กรองเอากากออกจากนั้น เทน้ำข้าวดอกมะขามใส่แก้ว ดื่มให้หมดในครั้งเดียว
สรรพคุณ
 ช่วยบำรุงเลือด ขับเลือดลมในผู้หญิงและแก้อาการประจำเดือนมาไม่ปกติ
 หมายเหตุ : 1 ถ้วย = 240 ซีซี, 1 ช้อนโต๊ะ = 15 ซีซี
หันมากินข้าวเหนียวสีดำกันเถอะค่ะ พันธุ์อะไรก็ได้ ถ้าอยากแก่ช้า อายุยืน สุขภาพดี
ขอบคุณข้อมูล ข้าว: ยาวิเศษ เพื่อคนอุษาคเนย์
                           รักบ้านเกิด http://www.rakbankerd.com/
ภาพจากอินเตอร์เน็ต